วลีการจากที่เราคงได้ยินกันบ่อยๆ
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า
ในท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
เมื่อถึงเวลา
ไม่จากเป็น ก็จากตาย
ในทางใดทางหนึ่ง
การยึดถือในตัวเอง และของของตัวเอง
ทำให้เกิดความทุกข์
ตัวเราเมื่อถึงเวลาก็ไม่เหลือสิ่งใด ไม่มีแม้กระทั่งร่าง
มีเพียงจิตเท่านั้น
เมื่อไม่มีสิ่งใด ก็ไม่อาจครอบครองสิ่งใดด้วยเช่นกัน
เมื่อมีสิ่งใดเข้ามา ก็จงบอกตัวเองนั่นเป็นสิ่งดีที่เกิดขึ้น
และเมื่อสิ่งนั้นหายไป ก็จงเข้าใจในวัฏจักร
มีเกิดขึ้น มีดับไป
มีผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านไป

=============
เริ่มต้นการคัดลอก
ที่มา : นิตยสาร secret
=============

เรื่อง พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เรียบเรียง ณัฐนภ ตระกลธนภาส

ทำไมคนเราต้องมีการจากลา การพลัดพรากคะ
เป็นหลักธรรมชาติ มีพบต้องมีจาก สิ่งนี้เป็นของคู่โลก ของประจำโลก พลังงานมีแรงขับเคลื่อนอยู่ตลอด ทุกอย่างต้องมีการเคลื่อนไหว กายเป็นสสาร จิตเป็นพลังงาน เช่นเดียวกัน เหมือนโลกที่มีการหมุนไป ทุกอย่างมีการเคลื่อนไปตลอดเวลา สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงจึงมีการพบ เจอ จบ จาก วนเวียนกันไปแบบนี้

แล้วทำไมเวลาจาก เราจึงรู้สึกเสียใจล่ะคะ
ปกติแล้วหลังจากเจอสิ่งนู้นสิ่งนี้ จิตวิญญาณตามธรรมชาติจะมีปฏิสัมพันธ์กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ แบบไหนถ้าจิตนั้นมันโง่ มีอวิชชาคลุมอยู่ก็จะหลงไป มีความยินดี มีสายใยหรือเยื่อใยอยู่ สายใยนั้นก็จะกลายเป็นอุปาทาน ทำให้เกิดความพอใจยินดี กลายเป็นสังโยชน์ สุดท้ายพอต้องจรจากไปจึงกลายเป็นอาลัยเสียใจ ทุกข์ใจ เพราะมันไม่อยากพรากจากกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครฝืนธรรมชาติได้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ เราทุกคนเมื่อพบสิ่งไหนก็มีโอกาสเกิดสายใย ความผูกพันกับสิ่งนั้นหรือคนคนนั้นคนเดียว แต่ถ้าได้ปฏิบัติธรรม เมื่อพบสิ่งไหนก็จะเป็นเพียงแค่ “พบเจอ” แต่ไม่ได้สร้าง “ภพ” หรือสร้างอุปาทาน เมื่อพบแล้วก็พรากจากจรกันไปจบแบบไม่อาลัย ไม่มีสายใย อาจทำกิจทำอาชีพโดยสมมุติเป็นธรรมร่วมกัน เกี่ยวโยงกันตามสถานะ แต่จิตยังบริสุทธิ์เหมือนเดิมไม่มีราคะ โทสะ ไม่มีอกุศลใด ๆ เป็นเครื่องร้อยรัดให้เกิดสังโยชน์

พระอาจารย์คะ มีคนบอกว่า สิ่งที่เจ็บกว่าการจากลาคือการจากไปทั้งที่ยังรักและผูกพัน
อ้าว รักกันจะไปทุกข์ทำไม จากกันแบบยังรักอยู่ก็ดีแล้วนี่ (หัวเราะ)

แต่มันเจ็บนี่คะ
เจ็บก็โง่ ส่วนมากคนเราเจ็บจากกิเลส จากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ผูกพัน หวงแหนกอดรัดไว้ จริง ๆ แล้วความรักของชาวโลกไม่ใช่ความรักที่บริสุทธิ์ แต่เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว เพราะต้องมีความผูกและพันติดมาด้วยเสมอ เรารักใครก็ต้องการให้คนนั้นรักและทำดีกับเราคนเดียว ไม่อยากให้ทำดีกับคนอื่น จึงเป็นความรักที่ไม่บริสุทธิ์ มีความเห็นแก่ตัวอยู่ มันถึงเจ็บไง…ทั้งที่จริง ๆ แล้วสรรพสิ่งเป็นของกลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร

แต่บางทีมันก็เห็นกันตำตานะคะ ว่านี่งานฉัน ผัวฉันเมียฉัน จะบอกว่าไม่ใช่ของฉัน…มันก็ไม่ใช่
คนส่วนมากคิดว่าตัวฉันเป็นของฉัน ของฉันก็เป็นของของฉันแต่ถ้าลองมาปฏิบัติจะพบว่า ตัวเราไม่มีแล้วของเราจะมีได้อย่างไรเรียกว่าก้าวพ้นความเป็นบุคคล นาย ก. ข. คน สัตว์ แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ ความรู้สึกนี้จะไม่เกิดปัญหาของโลกเกิดจากบัญญัติสมมุติทั้งนั้น ของของใคร ใครก็หวง จึงเกิดสงครามขึ้นมาในครอบครัวในชาติ ในโลก

การฝึกกรรมฐานจะช่วยถอดถอนความเป็น “ของของฉัน”จากข้างใน เพราะมันไม่มีคน ไม่มีใคร เป็นแค่ธรรมชาติ ธาตุ 4 ขันธ์ 5 เมื่อไม่ได้ปฏิบัติ จึงทำได้เพียงแค่ข่มใจ ปลอบใจ ทำเหมือนว่าลืมได้ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้พ้นทุกข์จากข้างในเลย แบบที่เขาเรียกว่า “ตัดใจไม่ลง”จริง ๆ แล้วหลายคนที่คร่ำครวญเสียใจเวลาจากไป เพราะไม่ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเมื่ออยู่ด้วยกัน แต่หากเรามอบความรักและปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ไม่เคยบกพร่องในสิ่งไหน เวลาจากกันในใจจะไม่ค่อยคร่ำครวญ ไม่เสียดาย เพราะเรารู้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ได้อยู่ด้วยกันแม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม คนเราไม่ได้สร้างเหตุที่จะมาเจอเพียงคนเดียวในสังสารวัฏนี้ เขาหรือเราอาจจะไปเจอคนใหม่ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เราสร้างเหตุเจอผู้คนมากมายร้อยแปดพันประการ ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นอยู่คนเดียวก็เหมือนปิดกั้นตัวเอง เช่น ไปสาบานว่าจะรักและรับใช้เขาคนเดียวตลอดกาล ทั้งที่หลังจากนี้อาจมีคู่บุญคู่บารมีเดินเข้ามาในชีวิตก็ได้

ตามกฎธรรมชาติแล้ว เมื่อมีสิ่งหนึ่งจากไป ต้องมีสิ่งใหม่มาทดแทน ถ้ามัน “ไม่ใช่” ก็ต้องมีเหตุให้ต้องเลิกราจากจรกันไปอยู่แล้ว สิ่งใหม่ที่เข้ามาอาจเป็นคู่บุญบารมีที่ทำให้ชีวิตดีกว่าเดิมหรืออาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เดินเข้ามาแล้วแย่กว่าเดิมก็ได้ (หัวเราะ) แม้แต่การเปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนสถานที่อยู่ บางคนไม่ยอมเปลี่ยน ทั้งที่บางทีมันไม่ดี ไม่ใช่ตาน้ำ บางคนพอไปต่างประเทศหรือได้เปลี่ยนที่ทำงาน อาจได้เจอตาน้ำ เป็นบ่อเงินบ่อทอง เพราะฉะนั้นธรรมที่ว่าไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นจึงเป็นสิ่งที่สุดยอด

แปลว่าทุกคนควรปฏิวัติตัวเอง เปลี่ยนงาน เปลี่ยนแฟน หรือเปลี่ยนสามีภรรยาแล้วใช่ไหมคะ (หัวเราะ)
ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น แค่ให้อยู่กลาง ๆ เอาไว้ แล้วแต่เหตุปัจจัยที่เข้ามา ถ้างานหรือคนที่เราอยู่ด้วยไม่เกื้อกูลกัน เช่น นาวาชีวิตครอบครัวนอกจากไม่ช่วยกันพายแล้ว ยังมาทิ่มมาตำเรือให้รั่ว บ้านช่องข้าวของเสียหาย ถูกตบตีจนบาดเจ็บ แบบนี้ก็น่าคิดดูใหม่ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะสะสมอกุศลรายวัน รายชั่วโมง หรือนาที พ่อแม่ได้ยิน ใจก็พลอยเป็นอกุศลไปด้วย เพราะมีแต่ความไม่สบายใจ ทุกข์ใจ ลองตรึกตรองดูว่า ถ้านาวาลำนี้เป็นแบบนี้ ต่อไปก็จะจมในวัฏสงสาร เพราะมัวแต่สะสมบาปอกุศลร่วมกัน สู้ขึ้นฝั่งรับคนใหม่มาเป็นแม่ย่านาง หรือรับพันท้ายนรสิงห์คนใหม่มาช่วยกันถ่อช่วยกันพายดีกว่า อย่างเช่น คนที่มีอัธยาศัยต้องกัน มีศรัทธา ศีลจาคะ ปัญญาต้องกัน เป็นคู่บุพเพสันนิวาส มีศรัทธาเสมอกัน
แบบนี้น่าจะดีกว่าแน่นอน 

=============
สิ้นสุดการคัดลอก
=============


หนังประเดิมเบอร์แรกค่ายเก่าในชื่อใหม่
ถ้าถามว่าชอบไหม ก็คงตอบสั้นๆ ว่าชอบ
แต่ถามว่าอินไหม ก็คงไม่ถึงขั้นอินในบทหรือสถานที่
อันนี้ก็คงเป็นเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวของใครของมันเนอะ

สมมติว่าเราได้ “มองตากัน” ทุกวัน…ก็คงดี

สมมติว่าเราได้ “เดินข้างกัน” ทุกวัน….ก็คงดี

วลีมโนที่สมมตินึกคิดเอาเอง ตามเนื้อเรื่อง
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ของการแอบรักใครสักคน
ยิ่งได้พยายามทำอะไรสักอย่างแล้ว
แต่สุดท้ายก็เป็นได้เพียง “มนุษย์ล่องหน”
ความเรียลของการแอบรักในเรื่อง
เป็นการหยิบเอาหน้ากากทางสังคมปัจจุบันมาเสียดสี
ถึงการมองบุคคลที่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว
ลักษณะท่าทาง หรือการแสดงออก
ซึ่งเป็นการยึดเอาตัวเองเป็นหลัก
จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล
ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็อาจจะมีคนชอบคนอย่าง “เด่นชัย” อยู่นะ
(ไม่งั้นชาวไอที/โปรแกรมเมอร์ ก็คงไม่มีคู่กันหมดล่ะ)
หนังทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
แม้ “นุ้ย” จะไม่ชอบ “เด่นชัย” ในรูปลักษณ์ภายนอก
แต่พอได้มีโอกาสใช้ชีวิตในช่วงเวลาสั้นๆ
(จริงๆ ก็ไม่ครบวันนะ ถ้านับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลจนถึงหลับไป)
“นุ้ย” กลับรู้สึกดีกับ “เด่นชัย” อย่างบอกไม่ถูก

ส่วนนึงก็อาจจะเป็นเพราะสิ่งที่ “เด่นชัย” ทำให้ “นุ้ย”
สิ่งเล็กน้อยที่เคยมองข้าม เมื่อวันนึงที่คิดถึงมันดีๆ
มันอาจจะทำให้เราดูสำคัญขึ้นมา อย่างน้อยก็สำหรับคนสักคนนึง
(แค่ใครสักคน.. ก็เพียงพอแล้ว)
อีกส่วนนึงก็คงเป็นเพราะอิสระในการเป็นตัวของตัวเอง
การได้ออกไปผจญโลกบ้าง เดินทางไปในที่ที่อยากไป กินอะไรที่ชอบ
มันทำให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้น

 “เด่นชัย” เกือบจะสารภาพความจริงอยู่หลายครั้ง
จนเมื่อเหตุการณ์เลยเถิดเตลิดไปไกลกว่าที่คิด
เขาจึงได้บอกความจริงกับ “นุ้ย”
ซึ่งทำให้ story ของ “นุ้ย” พีคขึ้นมา
(ความผิดของ “เด่นชัย” หายวับไปกับตา)

ตามกลไกความคิดการสำนึกผิด
ถ้าฉันถูก เธอผิด …. เธอเลวมาก
ถ้าเธอผิด ฉันผิด …. ฉันเลวกว่าเธอมาก

หนังยังมีอีกหลายประเด็นที่หยิบขึ้นมานำเสนอ
ในชีวิตจริง คนอย่าง “เด่นชัย” มันไม่ได้เป็นในแนว “หมามองเครื่องบิน” ซะทีเดียวนะ
คือความต่างทางฐานะ สังคม ความคิด แล้วโลกเหวี่ยงให้มาเจอกัน มันก็มีหรอก
แต่ส่วนใหญ่ เรามักจะเจอคนที่คล้ายๆ เรา ในพื้นที่สังคมที่เราอยู่มากกว่า
ถ้าไม่ใช่ เดี๋ยวโลกก็เหวี่ยงกระเด็นแยกกันไปเอง
ถ้าไม่ได้มองถึงเรื่องการแอบรัก
ชีวิตของ “เด่นชัย” ควรที่จะได้รับการช่วยเหลือด้วยซ้ำ
ทั้งการเข้าสังคม การมองโลก การมีเพื่อน
ทุกอย่างมันไม่ได้ตรงๆ เหมือนคอมพิวเตอร์
(คอมพิวเตอร์เองก็ยังต้องมี true/false เลย)
มันต้องเรียนรู้การ input ไม่ใช่เอะอะผิดก็ ctrl+z cancel

ในส่วนของการดำเนินเรื่อง
มันมีหลายส่วนที่ต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม
อาทิเช่น การรอรถบัส ตารางรถไฟ หรือทำไมไม่ไปเครื่องบินฟร่ะ
คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่น หรือคนที่ไม่ได้พิศมัยประเทศญี่ปุ่น ไม่เข้าใจหรอกนะ

ในส่วนของภาพ แม้จะมีซีนแปลกๆ อยู่บ้าง
แต่โดยรวม ภาพสวย ไม่ต้องใช้โบเก้เยอะๆ ตามสูตรหนังรัก
ที่ก่อวิ้งๆ เป็นประกาย ทั้งภาพและอารมณ์

โทนสีของภาพ ก็ไปในแนวธีมของเรื่อง
คือมันไม่ใช่ happy ending romantic comedy ที่ภาพใสกิ๊ง
มันมีความหม่นๆ อยู่ใน story แต่ถึงอย่างไร มันก็มีความ feel good
โดยเฉพาะยิ่งเราเคยมีประสบการณ์ร่วมแบบเหตุการณ์ทำนองนี้

โมเม้นท์ที่ทุกคนรอคอย กับการที่ “เด่นชัย” ได้พา “นุ้ย”
ไปเทศกาลน้ำแข็ง
ตรงนี้เป็นส่วนที่ทั้งชอบและไม่ชอบ
ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า
ไม่หรอก.. จริงๆ ก็ชอบแหละ
คือเราก็คาดหวังว่าจะได้เห็นซีนมุ้งมิ้ง feel good ณ งานเทศกาลไง
แต่หนังก็กลับไม่ให้เราเห็น แต่ไปใช้ flashback การเล่าเรื่องผ่านคลิปย้อนหลัง
และความคิดของ “เด่นชัย” แทน
มันเป็นความคาดหวังเล็กๆ นะ ที่จะได้เห็นสิ่งที่ “นุ้ย” อยากไปเห็น
แต่มันเพียงแว่บเดียวแค่นั้น

เทศกาลน้ำแข็งนี้ จริงๆ คือเทศกาลหิมะซัปโปโร
ซึ่งถ้าลอง search ดู จะเห็นว่ามันยิ่งใหญ่มาก
Sapporo Snow Festival หรือ Sapporo Yuki Matsuri
จัดที่เมือง Sapporo เกาะ Hokkaido
ประมาณเดือนกุมภาพันธ์
ลองดูความสวย ความอลังการกันก่อน

http://www.welcome.city.sapporo.jp/event/winter/sapporo_snow_festival/?lang=th

ใครสนใจก็หาทางไปดูด้วยตากันเอาเอง
คาดว่าปีหน้าจะมีคนไทยแห่กันไปเยอะแน่ๆ

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีเมือง Otaru หรือ Otaru Orgel Doh
อันนี้น่าไปสุดๆ
ชอบกล่องดนตรี พีบเพลง มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
เป็นแลนมาร์คอีกแห่งหนึ่งที่คิดว่าถ้ามีโอกาส ต้องไปให้ได้

สรุปแล้วเป็นหนังอีกเรื่องนึงที่ชอบนะ
ให้ดูอีกก็ดู
ไม่เหมือนบางเรื่องที่ชอบแต่ขอดูรอบเดียวดีกว่า

ปิดท้ายด้วยสองรูป สองโทนที่ชอบ
เรามักจะเห็นรูปโทนสีแบบนี้บ่อยๆ ในอินเทอร์เนท
แต่พอถ่ายเองจริงๆ แม้ว่าถ่ายได้องค์ประกอบ ได้ฟีลประมาณนี้
แต่กลับไม่ชอบ process สีแบบนี้แฮะ
(อันนี้ก็เป็นสไตล์ส่วนตัวเนอะ)


แมวดื้อเชื่อว่า
คนเลี้ยงสัตว์เกือบจะทุกคน
น่าจะมีความคิดแว่บนึงที่คิดว่า
หากเราเจ็บป่วยหรือไม่สามารถดูแลเค้าได้
เค้าจะอยู่ยังไง
มันไม่ใช่แค่เรื่องให้อาหารเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงการต้องให้ความปลอดภัย การดูแลเอาใจใส่
ไหนจะเรื่องนิสัยของแต่ละตัว อันส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่แตกต่างกัน
ไม่ต้องไปมองไกลที่ไหน ขนาดคนในบ้านอาจจะยังไม่รู้นิสัยหรือพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงในบ้านเลยก็มี

นึกแล้วก็อยากทำเว็บ ให้บรรดาคนเลี้ยงสัตว์เข้ามาเขียน
คล้ายๆ พินัยกรรม มอบหมายให้ใครสักคนคอยดูแล
พร้อมกำกับสิ่งที่ควรทราบหรือควรกระทำต่อสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก
จะเขียนสรุปเป็นเพจเดียว ก็ดูจะไม่เหมาะ เพราะพฤติกรรมบางอย่าง
หรือการชอบอาหารบางประเภท อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ถ้าให้เขียนเป็นกึ่งไดอารี่ ก็น่าจะบรรยายให้เห็นภาพได้ดี


ห่างหายไปจากบล็อกเป็นปีอีกแล้ว
แวะเข้ามาอัพเดต wordpress engine ซะหน่อย
อยากมีเวลาอัพบล็อกเกือบทุกวันแบบเดิม
แต่ด้วยภาระหน้าที่การงาน
ลำพังแค่เวลากินเวลานอนยังน้อยเลย
เอิ้ก..เอิ้ก

เฮียเก๋า 3 ขวบแล้ว
ฉลองให้เฮียเก๋าทุกปี
ลูกรัก
เป็นเด็กดี อย่าดื้อนะ
เฮียเก๋าบอก เป็น “แมวดื้อ” ไม่ดื้อได้ไง เนอะ


Happy Birthday
เฮียเก๋า
ขึ้นขวบที่ 2 แล้ว

ฮะเก๋า (ชื่อเล่น) หรือ ฮารุ (ชื่อจริง)
แต่แมวดื้อชอบเรียก “เฮียเก๋า” หรือไม่ก็ “แมวหมี”
เป็นแมวคู่บุญ
ถูกชะตาตั้งแต่แรก
นิสัยคล้ายๆ แมวดื้อ
มีคนบอกว่า หน้าเหมือนกันด้วย
เห็นหน้ามึนแบบนี้ แต่พอแมวดื้อเหนื่อย เศร้า ก็จะคอยมาดู
ไม่ถึงขั้นเดินมาตบไหล่ แต่ก็รู้ว่าเป็นห่วง

วันๆ นึงเฮียเก๋าจะนอนเสียเป็นส่วนใหญ่
เวลาอยู่ที่คลินิกก็จะเดินสำรวจความเรียบร้อย
เดินดูแมวฝาก คอยตรวจตราว่าอาหาร/น้ำหมดหรือยัง
ถ้าหมดก็จะเดินมาบอกแมวดื้อ
ตอนแรกๆ เฮียเก๋าก็จะนอนรับแขก (ลูกค้า) อยู่หน้าร้าน
แต่พอมีสมาชิกมากขึ้น เฮียเก๋าก็ปล่อยลูกน้องคอยทำหน้าที่แทน
ส่วนตัวเองจะนอนในเต้นท์โดม บางครั้งก็จะออกมานอนโชว์ท่ายากให้ได้เห็นกัน

รักนะแมวหมี
จุ๊บ จุ๊บ


More Posts


Happy New Year 2015
January 1, 2015

Happy New Year 2015

New Year Firework
December 31, 2014

New Year Firework

a1one
December 30, 2014

a1one

Rest Nest
June 2, 2014

Rest Nest