หลังจากนั่งเล่นนอนเล่นรับลมกันชิลๆ ไปแล้ว
ก็ถึงแพลนไปเที่ยวที่วนอุทยานปราณบุรีกัน
วนอุทยายปราณบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติคลองเก่า – คลองคอบ
ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี
ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
อยู่ในตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ภายในอุทยานมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่หลายที่ด้วยกัน
แต่การเดินทางนั้นจำเป็นต้องใช้การขับรถยนต์ส่วนตัว
เรียกว่าหากไม่ได้ขับรถมา แทบหมดสิทธิ์
อีกหนทางหนึ่ง (เดียว) ที่คิดได้ตอนนี้คือ… โบกรถ!!
จุดหมายของเราในวันนี้คือป่าโกงกาง

ข้อมูลที่น่าสนใจของป่าโกงกาง

ป่าชายเลน หรือ ป่าโกงกาง (อังกฤษ: mangrove forest หรือ intertidal forest) คือเป็นกลุ่มสังคมพืชซึ่งขึ้นอยู่ในเขตน้ำลงต่ำสุดและน้ำขึ้นสูงสุด บริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำหรืออ่าว อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง สังคมพืชที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดหลายตระกูล และเป็นพวกที่มี ใบเขียวตลอดปี (evergreen species) ซึ่งมีลักษณะทางสรีรวิทยาและความต้องการสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกัน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้สกุลโกงกาง (Rhizophora) เป็นไม้สำคัญและมีไม้ตระกูลอื่นบ้าง

source: www.wikalenda.com/ป่าโกงกาง-ปราณบุรี-090283.html

ด้วยความที่พวกเราเดินทางไปถึงในช่วงบ่ายแก่ๆ
เลยมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ช่วยบันทึกลงในความทรงจำได้อย่างดี
เริ่มจากช่วงเวลาที่ไปถึงน้ำขึ้นในระดับหนึ่ง
ที่ทำให้พวกเราสามารถนั่งล่องเรือชมธรรมชาติของป่าโกงกางได้
ซึ่งข้อมูลพื้นฐานของป่าโกงกาง ที่คนทั่วไปจะนึกถึง ก็คือภาพต้นไม้เยอะๆ ริมน้ำ ที่เราสามารถนั่งเรือเที่ยวชมได้

พวกเรา 5 คน รวมกับสองสาวแม่ลูก เป็นผู้โดยสารของเรือเล็กๆ ลำนี้
แดดยามบ่ายแก่ๆ แอบร้อนนิดๆ
แต่เนื่องจากมีน้ำและต้นไม้มากมาย
ทำให้การล่องเรือชมธรรมชาติแบบนี้ก็ชิลได้เหมือนกัน
แมวดื้อกับติตี้นั่งกันท้ายเรือ ซึ่งพี่คนขับเรือก็ได้ตะโกนบอกข้อมูลแข่งกับเสียงเครื่องยนต์เป็นระยะ

แมวดื้อชอบเที่ยวแบบธรรมชาติแบบนี้
ซึ่งหลายคนอาจมองว่ามัน “ไม่มีอะไร”
แต่สิ่งที่คิดว่า “ไม่มีอะไร” นั้นอยู่รอบๆ ตัวเรา
เหมือนอากาศที่เรามองไม่เห็น แต่รู้ว่ามันมีอยู่ และมันก็สำคัญ
สิ่งมีชีวิตไม่ว่าสัตว์ หรือต้นไม้ ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ความงามของธรรมชาติ
เป็นรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้มาสัมผัส

แดดอ่อนแรงลงจางๆ
เรือลำน้อยพาลัดเลาะ “ทางน้ำ” ออกไปสู่ปากอ่าว
ชุมชนชาวเลที่สามารถพบเห็นเรือน้อยใหญ่มากมาย

ดูจากขนาดเรือแล้ว น้ำตรงบริเวณนี้น่าจะลึกพอสมควร
อาคารก่อสร้างแบบแข็งแรง เดาว่าเป็นอู่เรือ และท่าสำหรับขนส่งสินค้า
ส่วนบ้านเรือนที่ใช้อาศัย เป็นแบบชั้นเดียว พื้นยกสูง มีร่องรอยของน้ำขึ้นสูง

พี่คนขับเรือพาพวกเราล่องไปจนถึงบริเวณคล้ายเขื่อน
จากนั้นก็กลับเรือตามเส้นทางเดิม

บรรยากาศชวนให้นึกไปถึงซีรีส์อเมริกาที่ยังดูไม่จบ
และหยุดดูไปตอนที่บทเริ่มออกทะเลไป
LOST สมชื่อ
หากมีเวลาก็คิดว่าคงจะดูให้จบเสียที

และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ชวนตื่นเต้น
เมื่อ “ทางน้ำ” เล็กๆ ที่เราผ่านมา
น้ำกลับลดลง อย่างรวดเร็ว
ซึ่งก็เป็นปกติของน้ำขึ้นน้ำลง
แต่ปัญหาคือน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว
เผยรากไม้ให้เราเห็นจำนวนมาก

พี่คนขับเรือก็พยายามเข้าไปยังร่องน้ำ ส่วนที่ลึกที่สุดของทางน้ำ เพื่อให้เรือผ่านไปได้
แต่ด้วยน้ำหนักของคน 8 คน (รวมพี่คนขับเรือ)
ส่งผลให้เรือเริ่มติด
ซ้ำยังต้องแข่งเวลา ไม่เช่นนั้นหากน้ำลดไปมากกว่านี้ เรือก็ไม่อาจผ่านไปได้เลย
หมายถึงทุกคนอาจต้องลงลุยดินเลนกันแน่ๆ
โชคดีที่มีเรืออยู่ใกล้ๆ จึงได้แบ่งผู้โดยสารทั้งหมดออกเป็นสองกลุ่ม
การย้ายผู้โดยสารเรือหางยาวไปยังเรืออีกลำขณะลอยลำอยู่ เป็นอีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย
หลังจากนั้น ถึงแม้ว่าจะลดน้ำหนักโดยรวมของเรือไปได้บ้าง
แต่ระดับน้ำก็ลดลงต่ำ จนเรือต้องค่อยๆ ผ่านไปอย่างช้าๆ
มีรากไม้ เศษดิน และขยะติดหางเสือเป็นระยะ
พี่คนขับเรือต้องกระโดดลงจากเรือ เพื่อเอาของออกจากหางเสือ และลดน้ำหนักเรือไปอีก
ทำให้พี่คนขับได้ใจแมวดื้อไปเต็มๆ บริการเต็มที่แบบนี้ ขอให้รวยๆ

หลังจากขึ้นเรือมาได้ แดดก็เหลือเพียงจางๆ แทบไม่รู้สึกถึงความร้อน
ดวงอาทิตย์ทำหน้าที่ส่องเส้นทางบนทางเดินเท่านั้น

ต้นไม้น้อยใหญ่ มีสัตว์เล็กๆ เช่น ปูต่างๆ ให้เราหยุดดูเป็นระยะ

เมื่อเดินถึงหอส่องสัตว์ แมวดื้อก็ไม่พลาดที่จะขึ้นมาชมวิวทิวทรรศน์ และถ่ายรูป
อากาศเริ่มเย็นๆ
มองไปทางไหนก็เขียวไปหมด

คุณป๊าติตี้ ขอถ่ายรูปรวมกับสองสาวแม่ลูก
ที่ไปร่วมความตื่นเต้นบนเรือเมื่อกี้เสียหน่อย
จากที่คุยๆ สองสาวแม่ลูกคู่นี้ ก็เป็นนักท่องเที่ยวตัวยงเหมือนกัน

อากาศสบายๆ
แม้ว่าบันไดเดินขึ้นที่หอส่องสัตว์จะชันอยู่สักนิด
แต่ทุกคนที่ขึ้นมา ต่างรู้สึกหายเหนื่อย ทันทีที่ขึ้นมาถึง

ไม่ได้ถ่ายรูปคนนี้คงไม่ได้

นับเป็นวันปีใหม่อีกปีหนึ่ง ที่มีความทรงจำดีๆ