NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Month: September 2011 (page 1 of 4)

Tongue Color

ลิ้นถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่บ่งบอกสุขภาพได้อย่างคร่าวๆ
ในคนนั้นสีลิ้นปกติจะเป็นสีชมพู
หากพบลิ้นเป็นฝ้าขาว หรือเป็นสีแดงเข้ม (red tongue/strawberry tongue)
อาจเป็นความปกติ มีการติดเชื้อหรือขาดสารอาหารบางอย่าง

สำหรับในสัตว์เลี้ยงนั้น
สามารถประเมินสุขภาพได้อย่างคร่าวๆ เช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะในแมว
ยกตัวอย่างเช่น
ลิ้นเป็นแผลหลุม อาจเกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดแมว หรือไข้หัดแมว
เยื่อบุลิ้นลอกหลุดเป็นบริเวณกว้าง อาจเกิดจากสารเคมี
ลิ้นมีสีซีดจาง อาจพบปัญหาระบบเลือด หรือการทำงานของตับ/ไตผิดปกติ
ลิ้นมีสีแดงเข้ม อาจพบว่ามีไข้
ลิ้นมีสีม่วง อาจพบอยู่ในสภาวะขาดอากาศ ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินหายใจผิดปกติหรือภาวะเลือดเป็นพิษจากยาลดไข้

วันนี้คุณเปิดปากดูลิ้นของเจ้าตัวเล็กที่บ้านแล้วหรือยัง!!

เวลาคุณหญิงแม่เลียตัวเอง ลิ้นแดงเหมือนกัน
แผล่บ..แผล่บ

:grin::grin:

Pet Shower

วันนี้เห็นร้านขายของใกล้ๆ ออฟฟิศอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก
แล้วก็ปล่อยให้นั่งเล่นตากแดดอ่อนๆ ยามสายให้ตัวแห้ง
เลยหยิบมาเขียนถึงสักหน่อย

โดยปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว
อุณหภูมิในร่างกายจะสูงกว่าคนเราอยู่เล็กน้อย
นอกจากนี้การมีขนเยอะ (เมื่อเทียบกับคน) ไม่ว่าจะขนสั้นหรือขนยาว
ยังเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องผิวหนัง และเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย
ผู้เลี้ยงหลายๆ ท่าน คิดแทนสัตว์เลี้ยงของท่านเอง
โดยอ้างอิงจากลักษณะนิสัยส่วนบุคคล ที่กระทำเป็นประจำ

== ขน ==
หากไม่นับการตัดขนหรือการเลี้ยงขนให้ยาว ตามลักษณะของสายพันธุ์แล้ว
การดูแลรักษาขนของเจ้าตัวเล็กนั้น ควรจะอ้างอิงตามสภาพแวดล้อมเป็นหลัก
สำหรับพันธุ์ขนยาว แต่เลี้ยงในอากาศร้อนอย่างบ้านเรา ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์
อาจพบกรณีขนร่วงมาก ซึ่งเป็นไปตามสรีระโดยปกติ
ยิ่งขนเยอะ ยิ่งร้อน วิธีที่ช่วยได้ก็คือการผลัดเอาขนออกบ้าง
ซึ่งจะสังเกตได้ว่าขนบนตัวนั้นไม่ได้บางลงแต่อย่างใด (ไม่ได้เป็นโรคผิวหนัง)
ในทางกลับกัน ในหน้าหนาว
ถึงแม้ว่าชาวไทยจะไม่รู้สึกถึงความหนาวยะเยือกมากนัก (จะมีภัยหนาวส่วนใหญ่เฉพาะในพื้นที่สูง)
แต่ต้องไม่ลืมว่าอุณหภูมิของเจ้าตัวเล็กสูงกว่าคนเราเล็กน้อย
ดังนั้นคนเราไม่หนาว แต่เจ้าตัวเล็กอาจหนาวนะ อย่าเอาความรู้สึกตัวเองเป็นเกณฑ์

== ผิวหนัง ==
สำหรับคนเรามีคนน้อย เมื่อเทียบกับเจ้าตัวเล็ก
เส้นขนทำหน้าที่ในการปกป้องผิวหนังอีกชั้นหนึ่ง
ดังนั้น หากเทียบผิวหนังคนเรากับผิวหนังเจ้าตัวเล็ก
ให้คิดไว้ว่า ผิวหนังเจ้าตัวเล็กนั้นบอบบางกว่าคนเราเสียอีก
ขนาดคนเรา ยังมีผิวแห้ง ผิวมัน ผิวแพ้ง่าย
จะเลือกสบู่ ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวด ยังเลือกแล้วเลือกอีก
บางทีอย่างเราเลือกที่อ่อนที่สุดแล้ว ยังแพ้ ยังคัน
แล้วผิวหนังของเจ้าตัวเล็กบอบบางกว่าเราอีก
หลายครั้งการที่ผู้เลี้ยงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของคนเรา ไปใช้กับเจ้าตัวเล็ก
ทำให้เกิดปัญหาตามมา
แม้จะมีข้อแย้งว่า “ใช้ได้..แล้วไม่มีปัญหา”
อันนั้นก็เป็นเรื่องของลักษณะผิวหนังของเจ้าตัวเล็กแต่ละตัว
ในเมื่อคนเรา ยังมีผิวหนังที่แตกต่างกันได้ เจ้าตัวเล็กก็มีผิวหนังแตกต่างกันได้เช่นเดียวกัน

== การอาบน้ำ ==
สำหรับเจ้าตัวเล็กที่เลี้ยงโดยทั่วไปในสมัยนี้
เรามักจะเลี้ยงกันในบ้านเล็กๆ คอนโด หรืออพาตเม้นท์
โอกาสที่จะไปวิ่งในสวน ขุดดิน นอนเกือกกลิ้งในทุ่งลดลงไปมาก
โดยทั่วไป การอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก ควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ผู้เลี้ยงหลายราย อาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก “ทุกวัน”
ซึ่งไม่ทันคิดว่าแชมพูต่างๆ จะล้างเอาไขมันบนชั้นผิวหนังออกไปด้วย
คิดง่ายๆ เหมือนคนเราล้างมือ แล้วมือเราหายมัน
เมื่อผิวหนังแห้งมากๆ (จากการล้างไขมันออกตลอดอย่างต่อเนื่อง)
ก็จะส่งผลทำให้เจ้าตัวเล็กคันตามมา
หากจะอาบทุกวันจริงๆ ก็แนะนำให้เป็นน้ำเปล่าบ้าง ลงแชมพูสัปดาห์ละ 1-2 วันแค่นั้นพอ
นอกจากนี้ยังอาจคิดไปถึงอุณหภูมิของน้ำด้วย
หลายคนอาบน้ำอุ่นตลอดเวลา ไม่ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหน
การอาบน้ำเจ้าตัวเล็กก็ควรคิดถึงตรงนี้เหมือนกัน
การอาบน้ำเย็น หรืออาบน้ำเจ้าตัวเล็กโดยใช้ระยะเวลานาน อาจไม่ดีต่อระบบทางเดินหายใจของเจ้าตัวเล็ก
โดยทั่วไปแมวดื้อมักจะแนะนำให้ผู้เลี้ยงอาบน้ำเจ้าตัวเล็กในช่วง 09.00-15.00 น.
แม้ว่าจะเข้าใจเรื่องวิถีการดำรงชีวิตของคนเมือง
กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกดื่น
ผู้เลี้ยงหลายท่านอาบน้ำเจ้าตัวเล็กตอนเที่ยงคืน
แม้ว่าจะอาบด้วยน้ำอุ่นก็ตาม แต่ในสภาพแวดล้อมตอนกลางคืน อุณหภูมิแวดล้อมค่อนข้างลดต่ำลง ไหนจะเรื่องความชื้นที่สูงขึ้น
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดไข้ได้
บางกรณีก็ทำให้มีน้ำมูกหรือเป็นหวัดตามมา
อีกทั้งเรื่องการทำให้เจ้าตัวเล็กแห้ง
การไดร์จะช่วยทำให้ขนและผิวหนังแห้งอย่างรวดเร็ว
ในกรณีที่ปล่อยให้แห้งเอง จึงควรเลือกใช้ช่วงเวลาแบบที่แมวดื้อแนะนำ
หากอาบน้ำเจ้าตัวเล็กในช่วงเวลากลางคืน แล้วปล่อยให้แห้งเอง
หรือแม้แต่เช็ดแห้งหมาดๆ
อาจส่งผลทำให้เกิดเชื้อราตามมา
(ลองนึกถึงการซักแล้วตากผ้าในเวลากลางคืน)

ดังจะเห็นได้ว่าการดูแลรักษา ทำความสะอาดเจ้าตัวเล็กนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบ เกิดจากผู้เลี้ยง “คิดแทนเหมือนตัวเอง”
รักเจ้าตัวเล็ก ดูแลเขาอย่างถูกต้องเสียตั้งแต่วันนี้

 ปิดท้ายด้วย Pet Shower สวยๆ
ที่ในต่างประเทศเห็นความสำคัญของสมาชิกเจ้าตัวเล็กนี้อย่างมาก
จนแบ่งพื้นที่ในบ้าน เพื่อใช้อาบน้ำเจ้าตัวเล็กโดยเฉพาะ
จริงๆ แมวดื้อดูตอนแรกแล้วคิดว่าใช้ร่วมกันกับเด็กหรือเปล่า เพราะดูแล้วขนาดใหญ่พอสมควร
แต่คิดในแง่สุขศาสตร์ พ่อแม่คงไม่อยากให้ใช้ร่วมกันสักเท่าไหร่
เศษคราบความสกปรกต่างๆ เศษขน เผลอๆ มีเห็บหมัดอีก
หากทำความสะอาดไม่ดี เกิดมีเชื้อโรค เด็กไม่สบาย กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปอีก

Photo Credit
www.houzz.com/dog-shower

:?::?:

Phu Kradueng

น้องลูกพรุนส่งรูปชิ้นส่วนความทรงจำของแมวดื้อมาให้ดู
จากซากอารยธรรม ขุมทรัยพ์ในบ้านเก่า

บัตรสัมภาระ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
แมวดื้อไม่แน่ใจว่า ใบนี้เป็นการขึ้นภูกระดึงครั้งที่เท่าไหร่ของแมวดื้อ
แต่ดูจากน้ำหนัก (7 กิโลกรัม) แล้ว น่าจะเป็นครั้งแรกๆ
ที่ยังไม่ค่อยกล้าขนอะไรไปเท่าไหร่
ถ้าเป็นตอนนี้คงขนสัมภาระไปเต็มที่
ซึ่งตรงนี้ มองได้สองแง่นะ
ถ้ามองว่าหากมีคนขนของขึ้นไปเยอะๆ ลูกหาบต้องทำงานหนัก
แต่นั่นก็เป็นรายได้ของลูกหาบเอง
หากนักท่องเที่ยวน้อย หรือจ้างลูกหาบน้อย รายได้ก็จะน้อยตามมา
ส่วนเรื่อง “น้ำหนักเกิน” อันนี้แมวดื้อเชื่อแนวคิดของลูกหาบกับการดูแลของเจ้าหน้าที่นะ
ถ้าปล่อยให้ลูกหาบ แบกสัมภาระน้ำหนักเกิน หากเกิดอุบัติเหตุหรือร่างกายบาดเจ็บ
วันรุ่งขึ้นทำงานไม่ได้ ก็ขาดรายได้นะ
ลูกหาบทุกคนรู้ลิมิตตัวเองแหละ
นึกแล้วก็อยากขึ้นภูกระดึงอีก
คนไม่เคยไปก็จะนึกไม่ออกว่าขณะเดินขึ้น หรือจุดชมวิวต่างๆ ข้างบนเป็นยังไง
คนเคยไป หากรักสบายนิดนึง หรือสุขภาพไม่แข็งแรง ก็อาจขอขึ้นภูกระดึงครั้งเดียวพอ
แต่สำหรับอีกหลายๆ คน (รวมทั้งแมวดื้อ) รักที่จะขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติ
เวลานั่งอยู่ริมผา ลมพัดเย็นๆ รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

:arrow::arrow:

Cat Eyeshine

แมวดื้อเห็นข่าว “แมวตาเพชร” แล้วก็งงๆ
หลายคนเชื่อว่า “แมวตาสองสี” คือ “แมวตาเพชร” ตามที่เป็นข่าวกัน

แมวตาสองสี
สามารถพบได้ทั่วไป เกิดเนื่องจากลักษณะของยีน
ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติแต่อย่างใด
แม้ว่าจะพบรายงานทางสถิติว่า
“แมวสีขาวล้วน” ที่มี “ตาสองสี”
อาจมีโอกาสที่จะตาบอด หรือหูหนวกได้
แต่นั่นก็เพียง 10% เท่านั้น

แมวตาเพชร
คือลักษณะที่พบได้ในแมวที่มีความผิดปกติเป็นต้อหิน

แมวตาสองสีที่ตาบอด ไม่จำเป็นต้องเป็นต้อหิน
แมวที่เป็นต้อหิน ไม่จำเป็นต้องเป็นแมวตาสองสี
แม้ว่าอาจจะเกิดกรณีแบบนั้นได้ แต่ก็อย่านำมารวมกัน

วันนี้แมวดื้อไม่ได้หยิบเรื่องนั้นมาคุยโดยตรง
แต่ขอเอาเรื่องสีที่สะท้อนออกมา เวลาที่เราส่องไฟเข้าไปในตา
Tapetum lucida คือเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างในลูกตา เป็นสิ่งที่สะท้อนแสงออกมา
บางครั้ง เราอาจเห็นได้หลายสี เช่น ขาว, ฟ้า, เขียว, เหลือง, ชมพู หรือแดง ขึ้นอยู่กับมุมองศาของแสงด้วย
สีขาว อาจพบได้ในปลา
สีฟ้า อาจพบได้ในม้า
สีเขียวและเหลือง อาจพบได้ในสุนัขและแมว
สีชมพูหรือแดง อาจพบได้ในกระต่าย หรือนก
นอกจากนี้ยังพบว่าในสุนัขหรือแมวที่มีตาเป็นสีฟ้า เวลาส่องไฟดูแล้วอาจพบ red-eye effect
ซึ่งสำหรับช่างภาพน่าจะคุ้นเคยกันดี (และไม่อยากให้มี)
สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ อาจใช้ประโยชน์ของการสะท้อนแสงแบบนี้ ในการตามหาสัตว์เลี้ยงของท่านในยามวิกาลได้อีกด้วย

:idea::idea:

Piolo

แมวดื้อเห็น Piolo ครั้งแรกก็ชอบเลย
ก่อนหน้านี้มี MoviePeg ออกมา แต่ด้วยรูปร่างยังไม่เข้าตามากนัก
ได้ประจวบเหมาะ ที่ตอนนี้สมาชิกในบ้านหันมาใช้ iPhone 4 กันหมด
แมวดื้อก็เลยสั่งมาแพค 4 มา

เลือกสีไป 4 สีเลย 

แมวดื้อเลือกสีฟ้า 

การออกแบบนั้นทำให้ดูคล้ายกับที่เปิดขวด
แต่เนื่องจาก Piolo ทำจาก TPE (thermoplastic elastomer)
ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะเอาไปประยุกต์ใช้เปิดขวดแต่อย่างใด 

การใช้งานนั้น เน้นว่าจะต้องใช้กับ iPhone 4 แบบเปลือยๆ
เนื่องจากขนาดช่องยึดนั้นพอดีกับความหนาของ iPhone 4 เปะๆ
เรียกได้ว่า แรกๆ อาจต้องใจเย็นๆ และอาจมีการขืนใจกันบ้างเล็กน้อย 
มุมนี้เป็นลักษณะการใช้งาน ที่แมวดื้อใช้บ่อยที่สุด
สูงกำลังดี หน้าจออยู่ในแนว portrait
เวลาป้อนข้อมูลเข้าไปก็มั่นคงดี
แต่จะไม่สามารถเสียบสาย USB ได้ในลักษณะการวางแบบนี้ 

สำหรับการดูหนัง แมวดื้อมักจะวางด้วยลักษณะนี้
ตัว Piolo เลื่อนต่ำลงมาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้บังลำโพง
แม้ว่าตัวปุ่มเพิ่มลดเสียงจะอยู่ทางด้านล่าง แต่ก็ไม่ได้กดทับแต่อย่างใด
ซึ่งแมวดื้อชอบมากกว่าอีกทิศหนึ่ง ที่ลำโพงจะอยู่ทางด้านล่าง Piolo
ส่งผลให้เสียงอาจจะเบากว่าลักษณะที่แมวดื้อใช้งาน (ตามรูป)

โดยรวมแมวดื้อชอบ Piolo มาก
ส่วนใหญ่ก็จะพกติดเป้ไปไหนมาไหนด้วยตลอด

Official Link: http://thepiolo.com/ 

© 2018 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.