NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Category: Movie (page 1 of 2)

Fanday

หนังประเดิมเบอร์แรกค่ายเก่าในชื่อใหม่
ถ้าถามว่าชอบไหม ก็คงตอบสั้นๆ ว่าชอบ
แต่ถามว่าอินไหม ก็คงไม่ถึงขั้นอินในบทหรือสถานที่
อันนี้ก็คงเป็นเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวของใครของมันเนอะ

สมมติว่าเราได้ “มองตากัน” ทุกวัน…ก็คงดี

สมมติว่าเราได้ “เดินข้างกัน” ทุกวัน….ก็คงดี

วลีมโนที่สมมตินึกคิดเอาเอง ตามเนื้อเรื่อง
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ของการแอบรักใครสักคน
ยิ่งได้พยายามทำอะไรสักอย่างแล้ว
แต่สุดท้ายก็เป็นได้เพียง “มนุษย์ล่องหน”
ความเรียลของการแอบรักในเรื่อง
เป็นการหยิบเอาหน้ากากทางสังคมปัจจุบันมาเสียดสี
ถึงการมองบุคคลที่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว
ลักษณะท่าทาง หรือการแสดงออก
ซึ่งเป็นการยึดเอาตัวเองเป็นหลัก
จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล
ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็อาจจะมีคนชอบคนอย่าง “เด่นชัย” อยู่นะ
(ไม่งั้นชาวไอที/โปรแกรมเมอร์ ก็คงไม่มีคู่กันหมดล่ะ)
หนังทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
แม้ “นุ้ย” จะไม่ชอบ “เด่นชัย” ในรูปลักษณ์ภายนอก
แต่พอได้มีโอกาสใช้ชีวิตในช่วงเวลาสั้นๆ
(จริงๆ ก็ไม่ครบวันนะ ถ้านับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลจนถึงหลับไป)
“นุ้ย” กลับรู้สึกดีกับ “เด่นชัย” อย่างบอกไม่ถูก

ส่วนนึงก็อาจจะเป็นเพราะสิ่งที่ “เด่นชัย” ทำให้ “นุ้ย”
สิ่งเล็กน้อยที่เคยมองข้าม เมื่อวันนึงที่คิดถึงมันดีๆ
มันอาจจะทำให้เราดูสำคัญขึ้นมา อย่างน้อยก็สำหรับคนสักคนนึง
(แค่ใครสักคน.. ก็เพียงพอแล้ว)
อีกส่วนนึงก็คงเป็นเพราะอิสระในการเป็นตัวของตัวเอง
การได้ออกไปผจญโลกบ้าง เดินทางไปในที่ที่อยากไป กินอะไรที่ชอบ
มันทำให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้น

 “เด่นชัย” เกือบจะสารภาพความจริงอยู่หลายครั้ง
จนเมื่อเหตุการณ์เลยเถิดเตลิดไปไกลกว่าที่คิด
เขาจึงได้บอกความจริงกับ “นุ้ย”
ซึ่งทำให้ story ของ “นุ้ย” พีคขึ้นมา
(ความผิดของ “เด่นชัย” หายวับไปกับตา)

ตามกลไกความคิดการสำนึกผิด
ถ้าฉันถูก เธอผิด …. เธอเลวมาก
ถ้าเธอผิด ฉันผิด …. ฉันเลวกว่าเธอมาก

หนังยังมีอีกหลายประเด็นที่หยิบขึ้นมานำเสนอ
ในชีวิตจริง คนอย่าง “เด่นชัย” มันไม่ได้เป็นในแนว “หมามองเครื่องบิน” ซะทีเดียวนะ
คือความต่างทางฐานะ สังคม ความคิด แล้วโลกเหวี่ยงให้มาเจอกัน มันก็มีหรอก
แต่ส่วนใหญ่ เรามักจะเจอคนที่คล้ายๆ เรา ในพื้นที่สังคมที่เราอยู่มากกว่า
ถ้าไม่ใช่ เดี๋ยวโลกก็เหวี่ยงกระเด็นแยกกันไปเอง
ถ้าไม่ได้มองถึงเรื่องการแอบรัก
ชีวิตของ “เด่นชัย” ควรที่จะได้รับการช่วยเหลือด้วยซ้ำ
ทั้งการเข้าสังคม การมองโลก การมีเพื่อน
ทุกอย่างมันไม่ได้ตรงๆ เหมือนคอมพิวเตอร์
(คอมพิวเตอร์เองก็ยังต้องมี true/false เลย)
มันต้องเรียนรู้การ input ไม่ใช่เอะอะผิดก็ ctrl+z cancel

ในส่วนของการดำเนินเรื่อง
มันมีหลายส่วนที่ต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม
อาทิเช่น การรอรถบัส ตารางรถไฟ หรือทำไมไม่ไปเครื่องบินฟร่ะ
คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่น หรือคนที่ไม่ได้พิศมัยประเทศญี่ปุ่น ไม่เข้าใจหรอกนะ

ในส่วนของภาพ แม้จะมีซีนแปลกๆ อยู่บ้าง
แต่โดยรวม ภาพสวย ไม่ต้องใช้โบเก้เยอะๆ ตามสูตรหนังรัก
ที่ก่อวิ้งๆ เป็นประกาย ทั้งภาพและอารมณ์

โทนสีของภาพ ก็ไปในแนวธีมของเรื่อง
คือมันไม่ใช่ happy ending romantic comedy ที่ภาพใสกิ๊ง
มันมีความหม่นๆ อยู่ใน story แต่ถึงอย่างไร มันก็มีความ feel good
โดยเฉพาะยิ่งเราเคยมีประสบการณ์ร่วมแบบเหตุการณ์ทำนองนี้

โมเม้นท์ที่ทุกคนรอคอย กับการที่ “เด่นชัย” ได้พา “นุ้ย”
ไปเทศกาลน้ำแข็ง
ตรงนี้เป็นส่วนที่ทั้งชอบและไม่ชอบ
ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า
ไม่หรอก.. จริงๆ ก็ชอบแหละ
คือเราก็คาดหวังว่าจะได้เห็นซีนมุ้งมิ้ง feel good ณ งานเทศกาลไง
แต่หนังก็กลับไม่ให้เราเห็น แต่ไปใช้ flashback การเล่าเรื่องผ่านคลิปย้อนหลัง
และความคิดของ “เด่นชัย” แทน
มันเป็นความคาดหวังเล็กๆ นะ ที่จะได้เห็นสิ่งที่ “นุ้ย” อยากไปเห็น
แต่มันเพียงแว่บเดียวแค่นั้น

เทศกาลน้ำแข็งนี้ จริงๆ คือเทศกาลหิมะซัปโปโร
ซึ่งถ้าลอง search ดู จะเห็นว่ามันยิ่งใหญ่มาก
Sapporo Snow Festival หรือ Sapporo Yuki Matsuri
จัดที่เมือง Sapporo เกาะ Hokkaido
ประมาณเดือนกุมภาพันธ์
ลองดูความสวย ความอลังการกันก่อน

http://www.welcome.city.sapporo.jp/event/winter/sapporo_snow_festival/?lang=th

ใครสนใจก็หาทางไปดูด้วยตากันเอาเอง
คาดว่าปีหน้าจะมีคนไทยแห่กันไปเยอะแน่ๆ

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีเมือง Otaru หรือ Otaru Orgel Doh
อันนี้น่าไปสุดๆ
ชอบกล่องดนตรี พีบเพลง มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
เป็นแลนมาร์คอีกแห่งหนึ่งที่คิดว่าถ้ามีโอกาส ต้องไปให้ได้

สรุปแล้วเป็นหนังอีกเรื่องนึงที่ชอบนะ
ให้ดูอีกก็ดู
ไม่เหมือนบางเรื่องที่ชอบแต่ขอดูรอบเดียวดีกว่า

ปิดท้ายด้วยสองรูป สองโทนที่ชอบ
เรามักจะเห็นรูปโทนสีแบบนี้บ่อยๆ ในอินเทอร์เนท
แต่พอถ่ายเองจริงๆ แม้ว่าถ่ายได้องค์ประกอบ ได้ฟีลประมาณนี้
แต่กลับไม่ชอบ process สีแบบนี้แฮะ
(อันนี้ก็เป็นสไตล์ส่วนตัวเนอะ)

Teachers Diary

วันนี้ได้ไปดู “คิดถึงวิทยา” เสียที
หลังจากที่ได้มีกระแสออกมาตั้งแต่ต้นปี
จนหนังเข้าฉายไปสิบวัน
แมวดื้อกับติตี้ไม่ได้ดูหนังโรงนานมากแล้ว
เลยเป็นโอกาสเหมาะที่เลือกจะไปดู “คิดถึงวิทยา” ในโรง
ตอนแรกจะไปเมเจอร์รัชโยธิน แล้วก็เปลี่ยนใจจะไปเซนทรัลลาดพร้าว
สุดท้ายเปลี่ยนใจกระทันหัน มุ่งหน้าสู่เอสพลานาด

ร้านโปรดของแมวดื้อที่เอสพลานาดก็มี
Coco Ichibanya กับ Morgen by EZ’s
โดยวันนี้ก็ไปลงที่ Morgen by EZ’s
ถ้ามีเวลาก็อยากจะซัดโฮกบุฟเฟ่ต์เสียนี่กระไร
แต่เดี๋ยวต้องดูหนัง แล้วรีบกลับไปทำงานต่อ ก็เลยแปะเอาไว้ก่อน

ชุดเมนู ที่ทานสองคน ท้องตึงกำลังดี
เหมาะสำหรับคนที่ทานอะไรมาบ้างแล้ว
ไม่ใช่ประเภทล้างท้องมาข้ามวัน แบบนั้นแค่นี้ไม่พอหรอก
หลังจากนั่งซัดโฮกจนหมดได้เวลาหนังฉายพอดี

ติตี้กับแมวดื้อเดินเข้าโรงหนังตอนที่เริ่มฉายหนังตัวอย่างพอดี
มีหลายเรื่องกระตุ้นความอยากดูได้เหมือนกัน
แต่บางเรื่องก็คงรอเวอร์ชัน DVD ดีกว่า
หุ..หุ

ตอนแรกที่นั่งลง
รู้สึกว่าหน้าจอมันสว่าง เหมือนหนังกลางแปลง
(หรือว่าปกติดูหนังจากจอคอมมาตลอด เลยรู้สึกแปลกๆ)
ตรงจอสีขาวก็ลอยๆ หลอกตา
(ดูเหมือนจะห่างหายจากการดูหนังในโรงมานานนนนนมาก)

คิดถึงวิทยา
เรื่องนี้แมวดื้อเสพข้อมูลมาเยอะทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็น Trailer, MV.OST หรือการโปรโมตจากคลื่นวิทยุต่างๆ
(แมวดื้อไม่ดูทีวี อย่างน้อยก็ตัดสื่อนี้ไปได้อย่างนึงแหละ)
เลยมีการเดาบทภาพยนตร์เอาไว้ในใจพอสมควร

สิ่งหนึ่งที่โปรยเอาไว้จาก Trailer หรือ MV.OST หรือคลิปโปรโมตต่างๆ
ก็คือเรื่องการใช้ชีวิตใน “ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน” ของทั้งสองคน
แต่มันก็ไม่เชิงสื่อออกไปในทางที่ซ้อนทับกันแบบ Il Mare
แต่มันเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น ที่เชื่อถึงเรื่องการทำสิ่งเดียวกันจะนำไปสู่ความใกล้ชิด
เช่นการใช้โต๊ะเรียนตัวเดียวกับคนที่แอบชอบอยู่
มีหลายฉากในคิดถึงวิทยาที่ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบนั้น
อาทิเช่นการนอนไกวเปล, การตากผ้า, การใช้ไฟตะเกียง
ไปจนถึงวิธีเล่าเรื่องแบบตอกย้ำความรู้สึกทั้งสองด้าน
อย่างตอนที่ครูสองขี่มอเตอร์ไซต์ลงน้ำ แล้วบอกว่าทำตามครูแอนที่กระโดดน้ำ
ถ.ท.ว…….. ถูกทิ้งวิทยา!!
หรือฉากที่ครูแอนเดินลงมาจากตึกแล้วขับรถร้องไห้
ในทำนองเดียวกับที่ครูสองขี่มอเตอร์ไซต์ร้องไห้เพราะผิดหวังกับความรัก
ทั้งสองคน เหงา เศร้าพร้อมกับสนุกกับนักเรียนเหมือนกัน
หรือแม้แต่การที่ครูสองใช้ปากกาเขียนข้อความในไดอารี่ทับที่ครูแอนเขียนเอาไว้หลังไดอารี่ลอยตามน้ำไป

การเล่าเรื่องแบบนี้ ดูน่ารักกุ๊กกิ๊ก คล้ายสูตรสำเร็จ
แต่ไม่ได้โบราณแบบทื่อๆ มีการใส่ชีวิตในยุคปัจจุบันเข้าไป
เช่นเราคงจะหงุดหงิดถ้าต้องไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีอินเตอร์เนทหรือสัญญาณโทรศัพท์เข้าถึง
หากขาด social network ก็คงไม่พ้นที่จะหาทางระบายอย่างการเขียนลงกระดาษ
การอ่านไดอารี่ของคนแปลกหน้า มันก็คล้ายกับการที่เราไปอ่าน facebook/twitter คนอื่นที่เราไม่รู้จัก
บางครั้งอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าใกล้ชิดเขาเหล่านั้น
(แม้ว่าความจริงอาจไม่ใกล้เคียงเลยก็เป็นได้)

แมวดื้อชอบข้อคิดหลายอย่างเรื่องการสอนเด็กนักเรียนของคิดถึงวิทยา
การเปรียบเทียบนำไปสู่ความเข้าใจ มากกว่าการท่องจำ

ถือเป็นหนังอีกเรื่องนึงที่ชอบมาก
รอ DVD ออกมาแล้วคงจะดูอีก (หลาย) รอบ

ออกจากโรงหนังติตี้กับแมวดื้อก็ไปลิ้มลองไอติมมะม่วงซะหน่อย
ไหนๆ ก็มีโอกาสแล้ว กินเสร็จแล้วแมวดื้อก็เด้งกลับไปทำงานด่วนๆ

รสชาติก็โอเคเหมือนเดิม
แต่ทำไมรู้สึกว่ามันละลายเร็วมาก
หรือว่าแอร์ห้างนี้มันไม่เย็น

:cry::cry:

The Conjuring

Wednesday boX
สัปดาห์นี้มีซีรีส์ทางฝั่งอเมริกากลับมาฉายต่อหลายเรื่อง
แต่แมวดื้อขอรอเวลาว่างๆ สักหน่อย
เห็น The Conjuring ออกมาแล้ว ก็เลยไม่พลาดที่จะหามาดู

ถือเป็นหนังผี ต้อนรับฮาโลวีนของปีนี้สำหรับแมวดื้อเลย
หากใคร follow twitter ของแมวดื้อ ก็อาจจะเห็นผ่านตาโปรเจค Halloween Horror ในปีก่อนๆ มาบ้าง
ด้วยความที่แมวดื้อชอบดูหนังผี หนังสยองขวัญ รวมไปถึงหนังที่หลายคนเรียกว่า “หนังแหวะ”
ก็เลยมีหนังในดวงใจมากมาย
ในช่วงเดือนตุลาคม ก็จะงัดเอาหนังเหล่านั้นมาดูซ้ำ บางปีก็มีการจัดอันดับแทนที่หนังในดวงใจด้วยหนังใหม่ที่โดนจริตมากกว่า
บิ้วอารมณ์ไปจนถึงวันฮาโลวีนกันเลยทีเดียว

The Conjuring ถูกสร้างมาจากเรื่องจริง
แมวดื้อไม่ได้สนใจมากนักว่าจะสร้างจากเรื่องจริงหรือสร้างจากบทที่คิดขึ้นมา
คือเป็นเพียงข้อมูลที่ทำให้เรา “เชื่อ” ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มดู
แต่ท้ายสุดแล้ว ความน่ากลัว ความตื่นเต้นของหนังอยู่ที่เนื้อเรื่อง (บทภาพยนตร์) มากกว่า
ส่วนปริศนาข้อมูลต่างๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อาจทำให้เราอยากรู้เรื่องเพิ่มเติม  ก็เป็นส่วนที่เหลือ
ที่บางคนอาจจะย้อนกลับไปค้นข้อมูลติดตามว่าเกิดเหตุการณ์อย่างไรบ้าง

เรื่องนี้แมวดื้อจัดอยู่ในหนังสยองขวัญกลางๆ ที่ไม่เด่นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
คือไม่มีปมซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่ต้องติดตามไปว่าใครเป็นฆาตกร แล้วผีต้องการอะไร
ไม่มีผีที่เอะอะก็ออกมาอาละวาดหลอกคนในบ้านตลอดเวลา
ไม่เน้นเรื่องศาสนา พิธีกรรม การขับไล่ภูติผีปีศาจมากนัก
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ “ครบเครื่อง” ในส่วนความบันเทิงเท่าใด
ความน่ากลัวของผีถือว่าใช้ได้ แต่บางซีนหน้าตาผีออกจะตลกด้วยซ้ำ
(แมวดื้อก็ขำผีเกือบทุกเรื่องแหละ เอิ้ก..เอิ้ก)
ระบบเสียงดีทีเดียว หลายคนที่เป็นแฟนหนังผีจะพอรู้ว่า
หากดูหนังผีแล้วปิดเสียง ความน่ากลัวจะหายไปเกินครึ่ง
ในเรื่องนี้ถ้าใส่หูฟังหรือเปิดเสียงดังๆ ได้อรรถรสทีเดียว
แมวดื้อแนะนำเรื่องนี้ให้สำหรับแฟนหนังผีหนังสยองขวัญเป็นหลัก ส่วนคนที่ชอบแนวอื่นอาจผ่านเรื่องนี้ไปได้

:grin::grin:

Bridesmaids

Wednesday boX
วันนี้แมวดื้อหยิบเอาหนังเรื่อง Bridesmaids มาแนะนำกัน

Bridesmaids
สร้างความประหลาดใจให้แมวดื้อไม่น้อย กับหนังแนวนี้
อาจเป็นเพราะแมวดื้อไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ นอกจากความตลกตามสไตล์หนัง comedy
แต่หลังจากดูพบว่าบทเขียนมาค่อนข้างดี มีการสอดแทรกข้อคิดเยอะพอสมควร
นอกจากนี้ยังมีการลำดับเหตุการณ์ที่ดึงอารมณ์เป็นช่วงๆ
บุคคลิกตัวละครแต่ละตัวแตกต่างกัน มีอารมณ์ความคิดลึกๆ ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากทางสังคม
(ช่างสมจริงกับสังคมปัจจุบันยิ่งนัก)

แมวดื้อชอบประโยคนึงที่ Megan พูดกับ Annie ว่า

Megan: Because you are the problem, Annie. And you are the solution.

ฟังแล้วก็นึกตาม คนเรา (น่าจะ) ทุกคนมีปัญหา หรืออาจเป็นตัวปัญหาเสียเอง
แต่เราเองอีกเหมือนกันคือทางออกของปัญหา

:lol: :lol:

Hansel and Gretel witch hunters

Wednesday boX
หนังเรื่องนี้แมวดื้อเล็งๆ ไว้ตั้งแต่ตอนเข้าโรงภาพยนตร์
แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ดู จนลาโรงไปเรียบร้อย
ล่าสุดทั้ง DVD / Bluray ออกมาแล้ว แมวดื้อก็ไม่พลาดที่จะหามาดูโดยพลัน

เนื้อเรื่องถึงแม้จะเป็นแนว hunter ที่ออกมาจนหลายคนเอียน
แต่ก็ไม่ได้เป็นแวมไพร์เสียทีเดียวนะ เรื่องนี้จริงๆ เป็นแม่มดเสียมากกว่า
สองตัวเอก (พี่น้องกัน) เกิดจับผลัดจับผลูไปเป็นนักล่าแม่มดซะงั้น
เรื่องนี้แท้จริงต้นกำเนิดมาจากนิทานของเยอรมัน
แต่ถึงกระนั้นบทก็ไม่ได้ถูกเขียนมาจากนิทานแบบเป๊ะๆ แต่ใส่ความปัจจุบันให้รู้สึกสนุกไปกับตัวละคร
เรื่องนี้แทบไม่ต้องสร้างสิ่งชวนเชื่อให้จินตนาการ เพราะคนดูแทบทุกคนก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องปราบแม่มดด้วยการเผาไฟ
ส่วนวิธีการอื่นๆ อันนี้เป็นส่วนประกอบปลีกย่อย ที่ทำให้ฉากแอคชั่นดูน่าสนใจ สะใจ
สำหรับตัวละคร Jeremy Renner ที่เพิ่งโด่งดังจากบท Clint Barton / Hawkeye ใน The Avengers
กระตุ้นให้หลายคนอยากดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งต้องขอบอกว่าความเท่ยังอยู่เต็มเปี่ยมในหนังเรื่องนี้
สำหรับนางเอกสาวหวานอย่าง Gemma Arterton จาก UK คนนี้
เคยฝากผลงานด้วยบท Tamina นางเอกจากเรื่อง Prince of Persia: The Sands of Time มาแล้ว
คาแรกเตอร์ในเรื่องนี้ อาจไม่หนีจากเดิมสักเท่าไหร่ แต่ก็แฝงความเซ็กซี่ไว้ในเรื่องพอสมควร
สิ่งที่แมวดื้อชอบที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องฉากสถานที่ถ่ายทำ ทั้งเมือง หรือ ป่า ดูสวยจริงๆ
เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ทำงานไปด้วย ดูไปด้วยได้ชิลๆ

:exercise::exercise:

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.