NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Category: Vet (page 1 of 7)

Body Condition Score Chart cat

บ่อยครั้งที่แมวดื้อมักจะเจอคำเปรย
“น้องผอมมาก ทำยังไงดีคะ” หรือ “น้องไม่อ้วนเลยค่ะ เห็นน้องบ้านอื่น แน่นกันทุกตัว”
จากประสบการณ์ ถ้าหากคำเปรยเหล่านี้อยู่ในวาระท้ายๆ ในการพูดคุยกับหมอ
นั่นอาจหมายถึงการเปรียบเทียบกับบ้านอื่น หรือไม่ก็เป็นความต้องการของคนเลี้ยงเป็นหลัก

 

สิ่งหนึ่งที่แมวดื้อมักจะหยิบขึ้นมาอธิบายในการพิจารณาลักษณะ
ความอ้วน-ผอมของสัตว์เลี้ยง
ก็คือ Body Condition Score (BCS)
ผอมเกินไปไม่ดี แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าอ้วนเกินไปก็ไม่ดีเช่นเดียวกัน
ความไม่ดีที่ว่าคือความอ้วน-ผอม
อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค/ภาวะต่างๆ ในภายหลัง
ดังนั้นเป้าหมายจึงอยู่ที่การควบคุม
ให้สัตว์เลี้ยงมีลักษณะความอ้วน-ผอมที่เหมาะสม

 

BCS เป็นอีกหนึ่งเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้พิจารณาความอ้วน-ผอม
มากกว่าการตัดสินด้วยความรู้สึก
วิธีตัดสิน ใช้การมองและการสัมผัสลูบคลำ ซี่โครง เอว สะโพก และท้อง
แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ดังนี้

ระดับคะแนนในอุดมคติคือ 5-6
ดังนั้น ถ้าหากเริ่มคลำซี่โครงแล้วรู้สึกนิ่มๆ เพราะมีไขมันมาสะสม
เริ่มมีพุงย้วยนิดๆ ไม่เห็นเอวชัดเจน
แบบนี้ก็อย่าบอกว่า “น้องยังผอม อยากให้อ้วนๆ กว่านี้” เลยนะ
แมวอ้วนอยากลดความอ้วน งานหนักมากกกกก

Link: www.wsava.org

Cat age

Saturday petdoC
ก่อนอื่นแมวดื้อขอไว้อาลัยแก่ “บุษบา” และขอแสดงความเสียใจต่อผู้เลี้ยง ไว้ ณ โอกาส นี้ด้วย

ภาพสุดท้ายของบุษบาที่มาเจาะเลือดตรวจ
หลังผลเลือดฟ้องสภาวะไตวาย บุษบาก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก
บุษบาจากไปอย่างสงบ เหมือนหลับไปเฉยๆ ก่อนถึงวันคล้ายวันเกิดของนิโคล เทริโอ้เพียง 2 วัน
บุษบาเป็นแมวพันธุ์ไทยที่ถูกตั้งชื่อตามชื่อเพลงของนิโคล เทริโอ้

“บุษบา” เป็นชื่อเพลงในอัลบั้ม “บุษบาหน้าเป็น”
อัลบั้มที่ 2 ของนักร้องสาวหน้าเด็กคนนี้
วางแผงเมื่อปี 2542
หากนับอายุของบุษบาก็น่าจะราวๆ 13-14 ปี
Saturday petdoC
สัปดาห์นี้เรามาคุยกันถึงเรื่องอายุของแมวกัน

อายุโดยเฉลี่ยของแมวอยู่ที่ 9-15 ปี
แมวที่เลี้ยงในบ้าน (indoor) และได้รับการดูแลเอาใจใส่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
มีแนวโน้มว่าจะมีอายุยืนยาวกว่าแมวที่เลี้ยงนอกบ้าน (outdoor)

แมวที่อายุยืนที่สุดตามสถิติได้แก่
Creme Puff (August 3, 1967 – August 6, 2005)
แมวเพศเมียตัวนี้อยู่ที่เมือง Austin รัฐ Texas ประเทศสหรัฐอเมริกา
เสียชีวิตด้วยวัย 38 ปี 3 วัน
นอกจากนี้ยังมี Puss ที่อายุถึง 36 ปี และ Granpa ที่มีอายุถึง 34 ปี ถูกบันทึกไว้อีกด้วย

ปัจจุบันแมวที่มีอายุมากที่สุด (ที่ยังคงมีชีวิตอยู่) ได้แก่
Pinky (October 31, 1898 – Present)
อยู่ที่เมือง Koyt รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอนนี้อายุ 24 ปี
ซึ่งเป็นสถิติที่ถูกบันทึกไว้ใน Guiness World Records
โดยมีผู้แย้งว่าแมวของตนก็มีอายุ 24-26 ปี เช่นเดียวกัน
สถิติมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราก็คงได้แต่ติดตามดูว่า (ทวด) เหมียวตัวไหนจะได้ครองตำแหน่งนั้นไป
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผู้เลี้ยงแมวควรเข้าใจก็คืออวัยวะต่างๆ ก็มีการเสื่อมไปตามการใช้งานและอายุของแมว
แมวอายุยืนได้ แต่คุณภาพชีวิตก็ควรจะต้องดีด้วยนะ

สำหรับการนำเอาอายุของแมวมาเปรียบเทียบกับคนนั้นก็มีหลายแนวคิด
ส่วนใหญ่ที่พบก็คือการคิดเปรียบเทียบ
คนอายุยืน 100 ปี ส่วนแมวอายุยืน 20.8 ปี
คนเจริญเติบโตเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี ส่วนแมวเจริญเติบโตเต็มที่เมื่ออายุ 2 ปี
จากนั้นก็คิดคำนวณเปรียบเทียบออกมาเป็นตาราง
ข้อมูลต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ
ตารางข้างล่างนี้อัพเดตข้อมูลในปี 2011

source: http://catexpert.blogspot.com/2011/05/cat-age-to-human-age-comparison-part.html

ข้อมูลอีกอย่างที่น่าสนใจจากตารางนี้ก็คือการแบ่งช่วงอายุ
Kitten – Junior – Prime – Mature – Senior – Geriatric
การให้อาหารและการดูแลเป็นพิเศษเฉพาะด้านก็แตกต่างกันออกไปตามแต่ละช่วงอายุ
อันนี้ผู้เลี้ยงก็ควรทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนการดูแลให้เหมาะสมกับน้องเหมียวด้วย

:lol::lol:

อาหารสดสำหรับน้องแมว

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้เรามาต่อกันกับ “อาหารสด” ที่น้องเหมียวสามารถทานได้
สำหรับคำว่าอาหารสดของแมวดื้อนั้นหมายถึงอาหารที่คนเราทานกันโดยทั่วไป
ไม่ได้หมายถึงอาหารดิบนะ
เวลาแมวดื้อถามผู้เลี้ยงว่าให้อาหารน้องเหมียวด้วยอะไร ก็จะมีสองตัวเลือกให้เลือก
คือ “อาหารสำเร็จรูป” กับ “อาหารสด”
ซึ่งข้อมูลพื้นฐานแบบนี้ หลายครั้งช่วยในการวินิจฉัยได้มากเลยทีเดียว
สัปดาห์นี้แมวดื้อหยิบเอาบทความจากเว็บไซต์ www.pawnation.com มาแปลและเรียบเรียงอีกครั้ง

อาหารหลายอย่างในบทความนี้ มีทั้งข้อดีและไม่ดีในตัวเอง
บางครั้งอาจไม่สามารถยึดถือได้สมบูรณ์ 100% แต่คงต้องหมั่นสังเกตดูน้องเหมียวของเราอย่างใกล้ชิดด้วย
ซึ่งแมวดื้อจะแทรกข้อมูลไปด้วยเลย

Fish

สำหรับคนไทยที่ถูกฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าแมวต้องคู่กับปลา
หรืออาจจะเติมเข้าไปเป็นปลาทูก็ตามแต่
ในบทความจาก pawnation นั้น พูดถึง canned fish หรือปลากระป๋องเป็นหลัก
แมวดื้อเดาเอาว่าในต่างประเทศนั้นนิยมซื้อปลากระป๋องมาทาน
มากกว่าจะซื้อปลาสดมาปรุงทำอาหารกันเป็นเรื่องเป็นราว
ซึ่งในบทความบอกว่าสามารถให้น้องเหมียวได้ แต่ไม่ควรจะให้เยอะ
เพราะอาจทำให้น้องเหมียวได้รับสารตะกั่วและแมกนีเซียมมากเกินไป
สำหรับปลานั้น โดยทั่วไปแมวดื้อมักจะแนะนำผู้เลี้ยงว่าสามารถให้ได้
และถ้าเลือกได้ แนะนำเป็นปลาน้ำจืดจะดีกว่าปลาทะเล เช่น ปลาทู
เพราะโซเดียม (เกลือ) ที่มากเกินไป ในระยะยาว (เช่นการให้ปลาทูน้องเหมียวทุกมื้อ ทุกวัน)
อาจส่งผลให้น้องเหมียวป่วยเป็นไตวายได้ ซึ่งจะมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ใช่แค่การกินปลาทูแต่เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้การให้ปลาแก่น้องเหมียว ก็ควรปรุงทำให้สุก เพื่อลดการติดพยาธิ
และควรแกะก้างออกให้เรียบร้อย
เคสรักษาที่แมวดื้อเคยพบเจอ ก็คือก้างปลาติดคอน้องเหมียว
ใครว่าน้องเหมียวกินปลา (ทั้งตัว) แล้วค้างไม่ติดคอ แมวดื้อขอเถียงเลย
เคยประสบการดึงก้างออกจากคอน้องเหมียว (ตามด้วยการรักษาช่องปากช่องคออีกยืดยาว)
ถ้ารักน้องเหมียวจริง แกะก้างให้ด้วยนะ

Cheese

ชีสถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีสำหรับแมว แต่ก็ยังคงแนะนำการให้ชีสแก่น้องเหมียวในปริมาณน้อยๆ
และควรให้แบบเป็นครั้งคราว ไม่ควรจะให้ชีสแก่น้องเหมียวทุกวัน
อันนี้แมวดื้อมองข้อพิจารณาจะไปในทิศทางเดียวกันกับเรื่องนมนะ
คือหากน้องเหมียวทานนมแล้วท้องอืด ท้องเสีย ก็อาจจะหลีกเลี่ยงการให้ชีสไป
ถ้าทานนมแล้วขับถ่ายปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องท้องอืดหรือท้องเสีย ก็อาจจะให้ชีสได้
(แต่ก็ไม่ควรจะให้ทุกวันอยู่ดี)
อีกทางเลือกหนึ่งที่ในบทความแนะนำไว้ก็คือการเลือกใช้ low-lactose cheeses
อันนี้แมวดื้อไม่แน่ใจว่าในบ้านเราจะหาซื้อสะดวกหรือเปล่า
หากหาซื้อได้ แล้วน้องเหมียวมีปัญหากับนมหรือชีสปกติ
อาจทดลองให้ชีสชนิดนี้ในปริมาณน้อยมากๆ แล้วเฝ้าติดตามอาการดู

Broccoli

ตามธรรมชาติแล้วน้องเหมียวต้องการสารอาหารจำพวกโปรตีนเป็นหลัก
ผู้เลี้ยงหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าน้องเหมียวต้องกินข้าว เลยพยายามคลุกข้าวเข้ากับปลา
บ่อยครั้งที่น้องเหมียวกลายเป็นโรคอ้วน อันเนื่องมาจากคาร์โบไฮเดรตเกินความต้องการของร่างกาย
แต่ถึงแม้น้องเหมียวจะต้องการโปรตีนเป็นหลัก แต่สารอาหารอื่นๆ ก็จำเป็นไม่แพ้กัน
ผู้เลี้ยงหลายคนอาจประสบว่าน้องเหมียวไปแทะๆ งั่มๆ ต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้
บางบ้านไม่มีต้นไม้ น้องเหมียวก็จัดการงั่มๆ ไม้กวาดแทน
อันนี้ผู้เลี้ยงควรจะให้ความใส่ใจในพฤติกรรมดังกล่าว
หลายครั้งพฤติกรรมนี้เป็นการบ่งบอกว่าน้องเหมียวอาจเริ่มมีปัญหาในระบบทางเดินอาหารเข้าแล้ว
ตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตเพื่อความอยู่รอด เราอาจจะพบ ไก่กินหิน เก้งกวางกินดินโป่ง
น้องหมาน้องแมวที่เล็มต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ
หากไม่นับเรื่องของ “การเล่น” สิ่งหนึ่งที่อาจต้องคำนึงถึงก็คือ “ภาวะการขาดสารอาหารบางอย่าง”
คนเราเรียนกันมาตั้งแต่เล็กๆ ว่าให้ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
วิตามินและเกลือแร่ จากผักและผลไม้ เป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย
สำหรับน้องเหมียวก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ร่างกายน้องเหมียวจะต้องการโปรตีนเป็นหลัก แต่ก็ต้องการวิตามินและเกลือแร่เช่นเดียวกัน
หากเห็นน้องเหมียวไปงั่มๆ ต้นไม้ แล้วสงสัยว่าน้องเหมียวอาจจะขาดวิตามินและเกลือแร่
อาจจะให้ผักแก่น้องเหมียวได้ โดยในบทความนี้แนะนำบร็อคเคอลี่ ทานได้

Spinach

ผักขมก็เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ให้แก่น้องเหมียวได้
ซึ่งน้องเหมียวแต่ละตัวก็มีความชอบไม่เหมือนกัน
บางตัวชอบกรอบๆ แข็งๆ แบบบร็อคเคอลี่ แต่บางตัวก็ชอบแบบเป็นใบๆ มากกว่า
ผักขมเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมวิตามินและเกลือแร่แล้ว
ผักขมยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ลดอาการท้องอืดแน่นท้องได้อีกด้วย
ซึ่งก็ยังคงหลักการ “การให้แต่ปริมาณน้อยๆ ” อยู่เช่นเคย
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ไม่ควรให้ผักขมแก่น้องเหมียวที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไตหรือระบบทางเดินปัสสาวะ
เนื่องจาก calcium oxalate ที่อยู่ในผักขม อาจโน้มนำให้เกิดนิ่วตามมาได้

Melon

ไหนๆ มาเรื่องผักแล้ว ก็ต่อด้วยผลไม้เลยแล้วกัน
แตงไทย แตงโม แคนตาลูป
สามารถให้แก่น้องเหมียวได้ ซึ่งจะช่วยในระบบขับถ่าย และเสริมวิตามิน
อย่างไรก็ตามก็ต้องไม่ลืมว่าน้องเหมียวเป็นสัตว์กินเนื้อ ดังนั้นผลไม้ก็ควรจะให้ในปริมาณน้อยๆ เช่นเดียวกัน
ปัญหาของผลไม้ อาจจะไม่ใช่เรื่องสารอาหาร แต่อาจเป็นปัญหาเรื่องระบบการย่อย
ขนาดคนเรา ทานผลไม้ไปมากๆ ยังท้องเสียเลย

Bananas

กล้วยเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่สามารถให้แก่น้องเหมียวได้
ปกติเวลาแมวดื้อทานกล้วยหอม ก็มักจะมีสมาชิกเหมียวๆ แวะเวียนกันมาขอชิมกันเป็นประจำ
เมนูที่บทความนี้แนะนำก็คือกล้วยแช่เย็น ซึ่งแมวดื้อเห็นด้วยนะ
จากประสบการณ์ หากเป็นกล้วยที่อยู่อุณหภูมิห้อง น้องเหมียวจะไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่
ยิ่งเป็นกล้วยที่สุกสักนิด เนื้อเริ่มนิ่มๆ เละๆ น้องเหมียวไม่เอาเลย
แต่ถ้ากล้วยแช่เย็น เย็นๆ ต้องเคี้ยวนิดนึง น้องเหมียวจะชื่นชอบมาก

Egg

ไข่ มักจะเป็นอาหารที่เรามองว่ามีคุณค่ามากมาย อุดมไปด้วยโปรตีน เหมาะสำหรับน้องเหมียว
สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับการให้ไข่แก่น้องเหมียว นั้นได้แก่
ไม่แนะนำให้ไข่ดิบแก่น้องเหมียว นอกจากจะย่อยยากแล้ว อาจมีเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับไข่ได้
หากต้องการปรุงอาหารไข่ ควรเลือกทำเมนูที่ไม่ใช้น้ำมัน เนย ซึ่งอาจเป็นไข่ต้ม ไข่คน เป็นต้น

Lean Dali Meats

อันนี้ของโปรดแมวดื้อเลย แมวดื้อชอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แฮม โบโลน่า
อันนี้จะว่าไปก็ถือการถนอมอาหารอย่างนึง แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นโปรตีน ก็ไม่ควรจะให้น้องเหมียวบ่อยๆ
อาจจะให้นานๆ ครั้ง เป็นขนม หรือรางวัล แค่นั้น
(ในคนก็ยังไม่แนะนำให้ทานเป็นประจำเลย)

Beef

อันนี้บางบ้านไม่ทานเนื้อ ตัวเลือกนี้ก็ตกไป
แต่บทความนี้ก็บอกว่าน้องเหมียวนั้นสามารถทานเนื้อได้นะ
ตราบใดที่ให้ในปริมาณน้อยๆ และหลีกเลี่ยงส่วนที่มีไขมัน
เน้นย้ำอีกครั้งว่าไม่ควรจะให้ “เนื้อดิบ” (ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว หรือเนื้อปลา)

Canned food

อาหารกระป๋อง ในที่นี้ ถูกแยกออกจากปลากระป๋องในข้อแรกนะ
ผู้เลี้ยงหลายคนอาจตั้งข้อสังเกตว่า ก็ในเมื่อน้องเหมียวต้องการโปรตีนเป็นหลัก
ดังนั้นเราก็มองหาอาหารกระป๋อง (ของคน) ที่เน้นเนื้อสัตว์เลยจะดีไหม
คำตอบก็คือไม่ควร เพราะนอกจากสารตะกั่วและแมกนีเซียมจากอาหารกระป๋องโดยทั่วไปแล้ว
ยังต้องระวังส่วนประกอบต่างๆ ของอาหารอีกหลายชนิด เช่น กระเทียม หัวหอม ที่ไม่เหมาะแก่น้องเหมียวอีกด้วย
ได้ไม่คุ้มเสียนะ แมวดื้อคิดว่าจริงๆ ถ้าถึงขั้นอยากจะซื้ออาหารกระป๋องให้น้องเหมียวแล้ว เลือกเป็นอาหารกระป๋องของเขาเลยจะดีกว่านะ
หรือใครจะคิดว่า ก็ซื้อมาทานเองแล้วน้องเหมียวทานด้วย
ลองเปลี่ยนเป็นซื้ออาหารกระป๋องของน้องเหมียวมาแทน แล้วเราขอชิมบ้าง
อันนี้ก็ตัวใครตัวมันนะ

Credit Photos & Article : www.pawnation.com

อาหารอันตรายสำหรับน้องหมาแมว

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้แมวดื้อหยิบเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ คือเรื่องผลของอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มที่เราบริโภคกัน “บางชนิด” ต่อน้องหมาน้องแมว
เรามักจะพบเห็นภาพตามเว็บไซต์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ที่ถ่ายภาพน้องหมาน้องแมวกับอาหาร/เครื่องดื่ม บางประเภท
หากมองในแง่ความสวย ความน่ารักของภาพ แน่นอนว่ามองยังไงก็น่ารัก
แต่หากมองในทางการสัตวแพทย์ แมวดื้อก็นึกถึงด้านสุขภาพของน้องหมาน้องแมวด้วยไม่แพ้กัน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมากมาย มีผู้เลี้ยงหลายท่านให้ข้อมูล “ประสบการณ์” ว่าให้อาหาร/เครื่องดื่มเหล่านี้แล้ว
น้องหมาน้องแมวไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ยังมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว

แมวดื้ออยากให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า
“การศึกษา” และ “ประสบการณ์”
เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน
“การศึกษา” มีการทดลอง ทดสอบ มีตัวแปรควบคุม การจดค่าทางสถิติ มีจำนวนสุ่มตัวอย่าง
“ประสบการณ์” เป็นการทดลอง ทดสอบแบบที่ส่วนใหญ่ไม่มีการควบคุมตัวแปร
และไม่มีการจดบันทึกทางสถิติ จำนวนสุ่มตัวอย่างอาจจะน้อย
ผลสรุปอาจจะมีความแตกต่างกัน สำหรับผู้ทำการศึกษา
หากพบว่ามีข้อมูลประสบการณ์ที่มาแย้งผลสรุป ก็อาจต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
ในส่วนของผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ก็ต้องยอมรับในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่มีการทดสอบ มีบทพิสูจน์เช่นเดียวกัน
แต่แมวดื้อไม่อยากจะให้เข้าใจในเรื่องนี้แบบสุดโต่งมากเกินไป
ก่อนอื่นเราคงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีทั้งดีและโทษ
และไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีคุณค่าดีเพียงใด แต่ถ้าร่างกายรับเข้าไปในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็จะเปลี่ยนเป็นโทษเช่นเดียวกัน
แมวดื้อรวบรวมอาหาร/เครื่องดื่มที่คนเราบริโภคกันทั่วไป แต่ไม่เหมาะสมกับน้องหมาน้องแมว (จากการศึกษา) มาแสดงกันอีกรอบ

อาจมีบางอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามา หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน ลองดูกันนะ

เริ่มกันกับ Chocolate หรือ Cocoa
ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด หรือส่วนประกอบของอะไร
เรากำลังมองถึงสาร theobromine ที่ส่งผลทำให้อาเจียน, ท้องเสียได้ (อาการพื้นฐาน)
อาการที่รุนแรงขึ้น อาทิเช่น จังหวะหัวใจเต้นผิดปกติ, ชัก, เหยียดเกร็ง ไปจนถึงขั้นเสียชีวิต
baking chocolate หรือที่อาจเรียกว่า unsweetened chocolate (bitter chocolate)
ถูกจัดว่าเป็นอันตรายต่อสุนัขมากที่สุดในกลุ่ม รองลงมาได้แก่ dark chocolate
สำหรับ milk chocolate อาจจะดูเป็นอันตรายน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่ก็ไม่ควรให้น้องหมาน้องแมวอยู่ดี
ยิ่งเป็นน้องหมาน้องแมวตัวเล็กๆ (น้ำหนักตัวน้อย) ยิ่งเสี่ยงต่ออาการที่รุนแรง
เนื่องจากปริมาณสารที่ได้รับเข้าไปมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว

Sugarless gum
อันนี้แมวดื้อเข้าใจว่าในบ้านเราไม่น่าจะมีคนให้หมากฝรั่งแก่น้องหมาน้องแมวกันนะ
แต่ในฝั่งอเมริกาและยุโรป มีรายงานว่าผู้เลี้ยงหลายคนทน “กลิ่นปาก” น้องหมาน้องแมวไม่ไหว
ก็เลยให้หมากฝรั่งซะเลย
(ไม่รู้คิดได้ไง)

:o:o

คือถ้าคิดว่าจะให้หมากฝรั่งเพื่อดับกลิ่นปาก มันก็ต้องเคี้ยวไง ถ้าเข้าปากแล้วกลืนไปเลย จะหวังผลดับกลิ่นได้ยังไง
ในคน (ผู้ใหญ่) เอง แม้ว่าอาจจะ (เผลอ) กลืนหมากฝรั่งเข้าไปได้โดยไม่เป็นอันตราย แต่ก็ไม่ได้รับการแนะนำให้บริโภคเข้าไป
แมวดื้อนึกภาพไม่ออกว่า ป้อนหมากฝรั่งให้น้องหมาน้องแมว แล้วบอกให้ “เคี้ยว…เคี้ยว…เคี้ยว”
จากนั้นก็ให้คายออกมาซะ จะมีน้องหมาน้องแมวทำได้แบบนั้นไหม
กลไกในการกำจัดหมากฝรั่งของน้องหมาน้องแมวไม่เหมือนในคน
ในน้องหมาน้องแมว มีโอกาสที่หมากฝรั่งจะเข้าไปอุดตันในระบบทางเดินอาหารมากกว่านะ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาไม่ได้มุ่งประเด็นไปที่ยางหมากฝรั่ง แต่กล่าวถึง (สาร) ส่วนประกอบที่อยู่ในหมากฝรั่งมากกว่า
นั่นคือสารเพิ่มความหวานที่ไม่ใช่น้ำตาล (sugar-free sweetener)
อันนี้หมายถึง xylitol ซึ่งพอบอกชื่อนี้ขึ้นมา หลายคนก็อาจจะร้องอ๋อ
เพราะตามหน้าซองลูกอม ขนมบางอย่าง ก็เขียนแปะว่าใช้ xylitol แทนน้ำตาลกัน
“ไม่มีน้ำตาล…ฟันไม่ผุ” โฆษณาชวนเชื่อกันไป
xylitol นัั้นจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน (Insulin)
อินซูลินที่สูงขึ้น ก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง
กลไกการออกฤทธิ์ในสุนัขค่อนข้างเร็ว มีรายงานว่าสุนัขน้ำหนัก 5 กิโลกรัม
ทานหมากฝรั่งไป 2 ชิ้น เพียง 15 นาทีเท่านั้นสามารถช็อคได้เลย
ในส่วนนี้แมวดื้อค่อนข้างห่วงสุนัขพันธุ์จิ๋วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชิวาวาหรือปอมเมอเรอเนี่ยน
ที่เรามักจะพบภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่บ่อยๆ
แล้วหากได้รับ xylitol เข้าไปอีก อาการก็จะยิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรง
นอกจากผลทางด้านระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว xylitol ยังส่งผลให้ตับอักเสบอย่างรุนแรงอีกด้วย

Alcohol
อันนี้ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะเราต่างจะรู้โทษของมันดีอยู่แล้ว
Ethyl Alcohol จากเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทส่วนกลางของน้องหมาน้องแมว
แค่เบียร์หรือไวน์เพียง 1 หยด ก็ทำให้น้องหมาหรือน้องแมว อาเจียน ท้องเสีย (อาการพื้นฐาน)
อาการที่รุนแรงขึ้น คือหายใจลำบาก และอาการทางประสาท
ความรุนแรงจะมากยิ่งขึ้นในน้องหมาน้องแมวที่อายุยังน้อย หรือน้ำหนักตัวน้อย

Yeast dough
อันนี้แมวดื้อเชื่อว่าจะต้องมีข้อโต้แย้งมากมายแน่ๆ ใครๆ ก็ต้องเคยให้ขนมปัง/เบเกอรี่น้องหมาน้องแมว จริงไหม
(แมวดื้อก็ให้)

:roll::roll:

แต่ในข้อนี้ ไม่ได้หมายถึงขนมปัง หรือเบเกอรี่ที่นำไปอบแล้วนะ ส่วนที่เป็นอันตรายต่อน้องหมาน้องแมวก็คือตัวแป้งที่ยังไม่ได้อบนั่นแหละ
alcohol ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากกระบวนการที่ยีสต์นำน้ำตาลไปใช้ (เราใส่ยีสต์เข้าไปให้ขนมปัง/เบเกอรี่ฟู ขึ้นรูปสวย)
แม้จะมีปริมาณ alcohol ไม่สูงมาก แต่ก็อาจเป็นอันตรายต่อลูกสัตว์หรือน้องหมาน้องแมวที่น้ำหนักตัวน้อย เช่นเดียวกัน
ดังนั้นตอนทำขนม ก็ระวังอย่าให้น้องหมาน้องแมวมาแอบชิมเชียวล่ะ

Grapes and Raisins
อันนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ว่าองุ่นหรือลูกเกดมีสารอะไรที่เข้าไปทำให้น้องหมาเกิดภาวะไตวาย
แต่มีข้อมูลว่าหากเป็นสุนัขที่อยู่ในภาวะป่วยหรือสุนัขอายุมาก
ระดับความรุนแรง (ไตวาย) จะสูงกว่าสุนัขวัยรุ่น และจะเป็นในลักษณะที่ไม่สามารถแก้ไขได้
นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเกี่ยวโยงไปถึงสายพันธุ์อีกด้วย
แต่ยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะสรุปออกมาได้ชัดเจน คงต้องใช้ระยะเวลาศึกษากันต่อไป
ตอนนี้แมวดื้อก็คงได้แต่ฝากเตือนเพื่อนๆ ว่าถึงแม้มันจะมีข้อมูลที่ไม่ค่อยจะดีอันน้อยนิด แต่ก็เป็นกรณีศึกษาที่พึงระวัง
ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ ก็เลี่ยงเอาไว้ก่อนดีกว่านะ ผลไม้อย่างอื่นมีเยอะแยะ

Macademia nuts
ถั่วแมคคาเดเมีย แม้จะไม่ได้ทำให้น้องหมาเสียชีวิต
แต่ก็พบรายงานถึงอาการอาเจียน, ปวดกล้ามและข้อ, อวัยวะต่างๆ บวมอักเสบ
อันนี้พบอันตรายกับน้องหมาเพียงอย่างเดียวนะ ยังไม่มีรายงานในน้องแมว
รายงานพบในสุนัขพันธุ์เล็ก ให้ทานถั่วแมคคาเดเมียไปแล้ว วันรุ่งขึ้นเดินไม่ได้ ไม่มีแรง อ่อนเพลีย คล้ายเป็นอัมพาต
ปริมาณที่ได้รับเข้าไป จนทำให้เกิดเป็นอันตรายยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างแน่ชัด
การรักษาไม่ยากนัก แต่ผู้เลี้ยงควรให้ประวัติเรื่องอาหารโดยละเอียดแก่คุณหมอที่ดูแล
เพราะอาการไม่ชี้เฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องอาศัยประวัติร่วมในการวินิจฉัย

Onions
หัวหอม อันนี้ผู้เลี้ยงน้องหมาน้องแมวคงทราบกันดีอยู่แล้ว
อันตรายของหัวหอมนั้นอยู่ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยังสดเป็นหัวๆ อยู่ หรือแปรรูป หั่นเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
หรือนำไปผ่านกรรมวิธีการทำอาหาร ก็ยังคงมีอันตรายอยู่
หัวหอมอาจเข้าไประคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ทำให้น้องหมาน้องแมวอาเจียนหรือท้องเสีย (อาการพื้นฐาน)
ในน้องแมวนั้นอาการจะรุนแรง เนื่องจากจะเข้าไปทำอันตรายเม็ดเลือดแดง
ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดจางและอาจทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

Garlic
กระเทียมก็เช่นเดียวกันกับหัวหอม แต่อาการพื้นฐานที่พบในน้องแมวนั้นจะรุนแรงกว่า
นอกจากจะทำให้น้องแมวอาเจียนและท้องเสียแล้ว บางกรณีทำให้ระบบทางเดินอาหารหยุดบีบตัว
พออาหารคงค้างอยู่ในทางเดินอาหาร ก็จะเกิดก๊าซตามมา
สำหรับอันตรายต่อเม็ดเลือดแดงนั้น เช่นเดียวกันกับหัวหอม ส่งผลให้เลือดจาง

Caffeine
อันตรายของคาเฟอีนในน้องแมวนั้นจะสูงกว่าในน้องหมา
อาการที่พบอาจได้ตั้งแต่กระวนกระวาย หัวใจเร็ว หรือชักกระตุก
การได้รับในปริมาณสูงอาจทำให้เสียชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ตรงนี้แมวดื้อเน้นที่ “คาเฟอีน” นะ คือไม่ได้เฉพาะแค่กาแฟเพียงอย่างเดียว
ชาหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนก็รวมอยู่ในอันนี้ด้วย
ปริมาณคาเฟอีนในแต่ละอย่างก็มีมากบ้างน้อยบ้าง
ผู้เลี้ยงหลายท่านอาจมี “ประสบการณ์” แล้วบอกว่า “ไม่เห็นเป็นไรเลย” อยู่บ้าง ตรงนี้แมวดื้อเคยเขียนเอาไว้แล้ว
และแมวดื้อก็ยังคงยืนยันว่า “ป้องกัน” ดีกว่า “รักษา” แน่นอน

 Fat trimmings and bones
อันนี้อาจไม่ได้เป็นอันตรายที่พบโดยตรง เป็นเรื่องความเชื่อ การเล่า การทำตามต่อๆ กันมา
ซึ่งแมวดื้อไม่ได้ว่ามันเป็นสิ่งผิด แต่ก็บอกได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก
ในต่างประเทศผู้เลี้ยงน้องแมวหลายคนนิยมที่จะให้ไก่ (พร้อมหนังกระดูก) ไปแบบในรูปเลย
หากเป็นคนไทย ผู้เลี้ยงหลายคนนิยมที่จะให้ปลาทูไปเป็นตัวๆ
คืออาจไม่ได้ให้ไปทั้งตัวจริง ก็เลาะเอาก้างใหญ่ๆ ตรงกลางออก
หากมีเวลาก็เลาะออกให้หมด บางคนก็ให้ไปทั้งหมด (พร้อมก้าง) แบบนั้น
สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจก่อนก็คือน้องแมวเป็น “สัตว์กินเนื้อ” (carnivores)
ในขณะที่น้องหมาเป็น “สัตว์กินทั้งเนื้อและพืช” (omnivores)
สำหรับน้องหมาแล้วการที่กินทั้งเนื้อและพืช ก็จะคล้ายคลึงกับคนเรา
ดังนั้นในส่วนของประเภทอาหารจึงไม่แตกต่างกันมากนัก
(แม้ว่าจะมีรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องปริมาณสารต่างๆ ในอาหารต่างกันก็ตาม)
สำหรับในน้องแมวที่เป็นสัตว์กินเนื้อ อันนี้คือกินเนื้อจริงๆ นะ จะเนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อหนู
อะไรก็ตาม เน้นที่เนื้อๆ เพราะแมวต้องการโปรตีนเป็นหลัก
การให้อาหารน้องแมวด้วย “ข้าวคลุกปลาทู” นั่นก็คือ “ผิดธรรมชาติ”
เพราะน้องแมวไม่ต้องการคาร์โบไฮเดรตจากข้าวมากนัก แต่ต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นหลัก
ครั้นพอให้คาร์โบไฮเดรตเยอะๆ แมวก็อ้วน ซึ่งความอ้วนในแมวนั้นทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
การให้อาหารน้องแมวด้วยไก่ติดหนัง อันนี้ก็ไม่ถูกต้องนัก
เพราะไขมันที่มากเกินไปทำให้ระบบการย่อยอาหารในน้องแมวผิดปกติไป อาหารย่อยช้าลง
ซ้ำร้ายตัวกระดูกยังอาจเข้าไปทำอันตรายต่อผนังทางเดินอาหารอีกด้วย
แต่อย่างที่แมวดื้อกล่าวไว้ การทำต่อๆ กันมา อันนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก
และแมวดื้อไม่ได้ต้องการไปเปลี่ยนความคิดของผู้เลี้ยง
เพียงแค่อยากนำเสนอข้อมูล อธิบายให้ฟัง ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวผู้เลี้ยงเองว่าจะเข้าใจ ยอมรับ และปรับเปลี่ยนความคิดหรือไม่

Credit Photos & Article : www.pawnation.com

เอนทรีนี้แอบยาว รู้จักอาหารอันตรายสำหรับน้องหมาน้องแมวกันไปแล้ว
ตอนหน้ามาดูว่าแล้วอาหารอะไรดีสำหรับน้องหมาน้องแมวบ้าง

:exercise::exercise:

Pet Vaccination

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้ต้องขุดเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ โดยอัพเดตข้อมูลบางส่วนที่เคยเขียนเอาไว้
กล่าวถึงในแนวถามตอบแล้วกันนะ

Question
ฉีดวัคซีนเข็มเดียวได้หรือไม่
Answer
ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการทำวัคซีนเพียงเข็มเดียวจะขึ้นไม่สูงมากนัก และจะค่อยๆ ลดต่ำลง
ดังนั้นหากมองในแง่ของการป้องกันโรค อาจไม่เหมาะสมนัก

Question
ฉีดวัคซีน 3 เข็มมีอันตรายหรือไม่
Answer
หลักการของวัคซีนเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่ได้ทำให้ป่วย
ดังนั้น การทำวัคซีนในขณะร่างกายแข็งแรง มักจะไม่มีอันตราย
นอกเสียว่าจะเกิดปฏิกิริยาการแพ้วัคซีน ซึ่งไม่มีวิธีทดสอบก่อนทำการฉีดวัคซีน
ข้อแนะนำคือให้บันทึกว่าสัตว์มีประวัติการแพ้วัคซีนยี่ห้อใดล็อตการผลิตใด เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วัคซีนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในครั้งต่อไป
และระยะห่างระหว่างการฉีดวัคซีนแต่ละเข็ม ไม่ควรต่ำกว่า 2 สัปดาห์

Image credit: www.eurocatfancy.de

 จากรูปแกนกราฟแนวตั้งคือระดับภูมิคุ้มกัน แกนกราฟแนวนอนคือระยะเวลา
จะเห็นว่าภายหลังจากการฉีดวัคซีนเข็มแรก ระดับภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และระดับไม่สูงมากนัก
โดยระดับภูมิคุ้มกันนี้มีโอกาสจะสูงหรือต่ำกว่า “ระดับภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันโรค” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองต่อวัคซีนในสัตว์แต่ละตัว
หากสัตว์ที่มีการตอบสนองต่อวัคซีนดีมาก ก็อาจจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับที่ “ป้องกันโรค” ได้
แต่อย่างไรก็ดี ระดับภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นแบบนี้จะอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก และลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็จะไม่สามารถ “ป้องกันโรค” ได้
แต่หากได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น ระดับภูมิคุ้มกันก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนี้จะสูงกว่าระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนในครั้งแรกมาก
ตามทฤษฏี ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการทำวัคซีนกระตุ้นนั้นจะสามารถ “ป้องกันโรค” ได้ และระดับภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลง
ในบางโรค ระดับภูมิคุ้มกันอาจอยู่ได้นานหลายปี ในบางโรค ระดับภูมิคุ้มกันอาจลดต่ำลงในระยะเวลาประมาณ 1 ปี
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการทำเป็นประจำ และไม่หลงลืม จึงแนะนำให้ทำการกระตุ้นวัคซีน “ทุกโรค” ทุกปี

สำหรับการทำวัคซีนเข็มที่ 3 นั้น สามารถนำรูปนี้มาใช้อธิบายได้เช่นเดียวกัน
คือหากการทำวัคซีน 2 ครั้งแรก ไม่มีปัญหาอะไร การทำวัคซีนครั้งที่ 3 อาจไม่ได้กระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันสูงขึ้น (กว่าครั้งที่ 2)
และอาจไม่ได้ส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันอยู่นานขึ้น แต่หากบังเอิญการทำวัคซีนครั้งแรก “ไม่ประสบความสำเร็จ” ก็ยังพอจะมั่นใจได้ว่าลูกสัตว์จะมีระดับภูมิคุ้มกันที่จะ “ป้องกันโรค” ได้
เหตุที่ทำให้การทำวัคซีน “ไม่ประสบความสำเร็จ” นั้นอาจเกิดขึ้นได้หลายประการ
อาทิเช่น
วัคซีนที่ไม่ได้คุณภาพ หรือการจัดส่งวัคซีน หรือการเก็บรักษาวัคซีน ไม่เหมาะสม
ควรเก็บวัคซีนในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา (จำง่ายๆ ว่าให้แช่เย็น ห้ามแช่แข็ง)
หรือ
ลูกสัตว์อยู่ในภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการทำวัคซีน เช่นอยู่ในช่วงเจ็บป่วย อยู่ในสภาวะเครียด อายุน้อยเกินไป หรือมีพยาธิสภาพต่างๆ
ผู้เลี้ยงสัตว์บางราย นิยมที่จะพาลูกสัตว์ไปทำวัคซีน ในวันที่เพิ่งไปซื้อมาเลย ซึ่งลูกสัตว์อาจเกิดความเครียดจากการเปลี่ยนอาหาร เปลี่ยนคนเลี้ยง เปลี่ยนที่อยู่
ซึ่งอาจส่งผลให้การตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีเท่าใดนัก

Question
วัคซีนที่ควรฉีดในสุนัขมีอะไรบ้าง
Answer
วัคซีนที่ถือว่าจำเป็นเพราะเป็นโรคสัตว์ติดต่อสู่คนคือวัคซีนป้อนกันโรคพิษสุนัขบ้า สามารถให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 3 เดือน และให้วัคซีนกระตุ้นเมื่ออายุ 6 เดือน หลังจากนั้นให้วัคซีนกระตุ้นทุกปี
สำหรับวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ในสุนัข มักจะรวมกันมาอยู่ในวัคซีน ซึ่งมีรวมหลายแบบ แล้วแต่บริษัทผลิตวัคซีน บางบริษัทก็มีวัคซีนรวมออกมาหลายสูตร
วัคซีนป้องกันโรคหลักๆ เลยก็จะมี
โรคไข้หัดสุนัข
โรคลำไส้อักเสบ ซึ่งอาจมีทั้งวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบที่เกิดจากเชื้อ “พาร์โวไวรัส” และ “โคโรน่าไวรัส” (วัคซีนรวมบางสูตรก็ป้องกันได้เพียงตัวเดียว)
โรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส

โรคอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญรองลงไป ได้แก่
กลุ่มอาการ “หวัดและหลอดลมอักเสบติดต่อ” ที่ต้องเรียกว่ากลุ่มอาการ เพราะมีเชื้อโรคหลายตัวที่ทำให้เกิดอาการนี้ และวัคซีนใหม่ๆ ก็พัฒนาให้ป้องกันเชื้อโรคหลายตัวในกลุ่มนี้
โรคเลปโตสไปโรซีส หรือที่เราคุ้นกันในชื่อ “โรคฉี่หนู”

หากจำแบบง่ายๆ ก็แค่ 2 ตัว ก็คือ
1.วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 2.วัคซีนรวม
ที่เหลือก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของคุณหมอที่จะพิจารณาเลือกใช้วัคซีนที่เหมาะสม

เทรนด์การฉีดวัคซีนให้แก่ลูกสุนัขในปัจจุบัน (2013)
• ลูกสุนัขพันธุ์เล็ก ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนที่มีส่วนประกอบป้องกันโรคฉี่หนู เพื่อลดปัญหาเรื่องการแพ้วัคซีน
• ลูกสุนัขพันธุ์เล็ก และลูกสุนัขพันธุ์ที่มีหน้าสั้น แนะนำให้ฉีดวัคซีนที่มีส่วนประกอบป้องกันกลุ่มอาการหวัดและหลอดลมอักเสบติดต่อ

Question
ทำไมควรกระตุ้นวัคซีนทุกปี ในเมื่อผลการศึกษาพบว่าระดับภูมิคุ้มกัน “บางโรค” สามารถอยู่ได้นานหลายปี
Answer
เนื่องด้วยวัคซีนในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่จะเป็น “วัคซีนรวม” ดังนั้นจึงไม่สะดวกที่จะทำการเลือกวัคซีนแยกเป็นแต่ละโรค
อีกทั้งยังทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้เลี้ยงว่าปีนี้ควรกระตุ้นวัคซีนชนิดใด
การให้วัคซีนรวมกระตุ้นทุกปี นอกจากจะลดโอกาสการหลงลืมแล้วยังเป็นการพาสัตว์เลี้ยงมาให้คุณหมอตรวจสุขภาพอีกด้วย

Question
“ไฮ-ไตเตอร์วัคซีน” (High-Titier vaccine) คืออะไร
Answer
คำเก่า (ตั้งแต่ช่วงกลางยุค ’90) ใช้เรียกวัคซีนที่มีการใส่เชื้อเข้าไปเยอะๆ เพื่อหวังผลในการสร้างภูมิคุ้มกัน
อธิบายเพิ่มเติม เอาแบบลูกทุ่งเลยนะ
สมมติว่าแม่สุนัขมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูง ลูกสุนัขที่ได้รับนมแม่ในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ก็จะได้รับภูมิคุ้มกันที่ว่านี้ด้วย
คราวนี้ก็มีการศึกษาพบว่า หากเราไปฉีดวัคซีนให้แก่ลูกสุนัขตอนที่มีภูมิคุ้มกัน (จากแม่) ผลตอบสนองต่อวัคซีนจะไม่ดีนัก
เรียกว่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากแม่มองวัคซีนว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และพยายามกำจัดมันออกไป
วิธีการแก้ไขก็คือพัฒนาวัคซีนที่ “แรง…แรง” แบบว่าภูมิคุ้มกันจากแม่กำจัดออกไป “บางส่วน” แล้วก็ยังทำงานได้
ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนที่ใช้กันอยู่ ก็สามารถฉีดให้ลูกสุนัขได้ในอายุน้อยมาก (เมื่อเทียบกับสมัยก่อน) เหมารวมแบบคร่าวๆ ไปเลยว่าปัจจุบันใช้วัคซีนไฮ-ไตเตอร์กันหมดแล้ว
แต่ละบริษัทที่ผลิตวัคซีนก็โฆษณาชวนเชื่อแข่งกันว่า วัคซีนของตน “แรง” กว่าของบริษัทอื่น ดังนั้นไม่ต้องไปตามหาหรือรีเควสคุณหมอนะ

Question
วัคซีนที่ควรฉีดในแมวมีอะไรบ้าง
Answer
สำหรับแมวทุกตัวแนะนำให้ทำการฉีดวัคซีน
วัคซีนรวมป้องกันโรคกลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจในแมว (ไข้หวัดแมว, ไข้หัดแมวและเชื้อคลามัยเดีย) และวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

Image credit: www.beckeranimalhospital.com

สำหรับแมวที่เลี้ยงปล่อย (อยู่นอกบ้าน)
แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย และวัคซีนป้องกันโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว (เอดส์แมว) เพิ่มเติม

นอกจากในส่วนของวัคซีนแล้ว เทคนิคในการฉีดวัคซีนก็ได้มีการอัพเดตอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าน้องแมวจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเวลาคุณหมอฉีดวัคซีนสักเท่าไหร่ แต่ก็น่าฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ
วัคซีนรวมป้องกันโรคกลุ่มอาการระบบทางเดินหายในในแมว แนะนำให้ฉีดที่ขาหน้าขวา ไม่แนะนำให้ฉีดบริเวณไหล่แบบสมัยก่อนแล้ว
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แนะนำให้ฉีดที่ขาหลังขวา
วัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย แนะนำให้ฉีดที่ขาหลังซ้าย
ซึ่งนอกจากจะลดความเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนในบริเวณเดียวหลายเข็มแล้ว ยังเป็นการลดปัจจัยที่อาจรบกวนการตอบสนองของวัคซีนได้อีกด้วย

:blink::blink:

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.