Archive for the Category »Vet «

Feb
27

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้แมวดื้อเจอเคสสุนัขที่เป็น “ต้อกระจก” (Cataracts) อยู่หลายเคส
กลับมาค้นข้อมูลว่ามีการอัพเดตไปถึงไหนกันแล้ว
ตอนที่แมวดื้อเรียน มักจะท่องลักษณะอาการที่พบเห็นว่า
Star in the Sky
ลักษณะที่ว่าเห็นคล้ายเช่นนี้

ช่วงที่เรียนแมวดื้อก็งงๆ กับภาษาไทยอยู่พอสมควร
เพราะว่า Cataracts นั้นแปลเป็นไทยว่า ต้อกระจก
แต่ความผิดปกตินั้นไปอยู่ที่ “เลนส์ตา” (lens) ไม่ใช่ “กระจกตา” (cornea)
หากน้องหมาน้องแมวเล่นตบตีกัน
แล้วเกิดเป็นแผลที่กระจกตา
สิ่งที่อาจเห็นได้ก็คือกระจกตาเป็นฝ้าสีฟ้าๆ
อันนี้จะอยู่ที่กระจกตา ซึ่งจะอยู่ด้านนอกของลูกตา
แต่หากเป็น Cataracts จะเป็นที่เลนส์ตา ซึ่งอยู่ทางด้านใน
ซึ่งสามารถแยกจากกันด้วยการส่องไฟ
เข้าไปทางด้านข้างของลูกตา
แล้วตรวจดูว่าเป็นที่ส่วนใดกันแน่

เลนส์ตานั้นทำหน้าที่ในการปรับความชัด
เช่นเดียวกับการโฟกัสของกล้องถ่ายรูป
หากปรับโฟกัสไม่ถูกต้อง ภาพที่ได้ก็จะเบลอ ไม่ชัด

ความสามารถในการโฟกัสของสุนัขเมื่อเทียบกับคน
พบว่าในสุนัขนั้นจะปรับโฟกัสได้น้อยกว่าคนถึง 3 เท่า
ในขณะที่แมวนั้นจะสามารถปรับโฟกัสได้น้อยกว่าคน 2 เท่า
อันนี้เป็นความสามารถในการปรับโฟกัสนะ
ไม่เกี่ยวกับความไวในการรับแสง (แบบการปรับค่า ISO ของกล้อง)
ที่ทั้งสุนัขและแมวทำได้ดีกว่าคน สามารถมองเห็นในที่แสงน้อยได้ดี

เมื่อรู้กันแล้วว่า “ต้อกระจก” เป็นความผิดปกติที่ “เลนส์ตา”
ซึ่งปกติควรจะใส (แบบเดียวกับเลนส์กล้องถ่ายรูป)
แต่เมื่อมันขุ่น ก็จะโฟกัสไม่ได้ ส่งผลให้มองไม่ชัดเจน
และถ้ามันขุ่นมากขึ้น มากขึ้น
แสงผ่านเข้าไปไม่ได้ ก็จะมองไม่เห็น (ตาบอด)

ปัจจัยต่างๆ ที่ “น่าจะ” มีผลต่อต้อกระจกในสัตว์
ได้แก่ อุบัติเหตุ การกระแทก, อายุ, พันธุ์, ความผิดปกติของระบบเมตาโบลิซึม, โรคเบาหวาน,
ความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เช่นมีการติดเชื้อไวรัสตั้งแต่ในท้องแม่
ในแมวนั้นพบได้น้อยกว่าในสุนัข
หากพบ อาจพบได้ในทุกช่วงอายุ และมักจะไม่เกี่ยวข้องทางกรรมพันธุ์
และมีรายงานว่ามีปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องสารอาหารที่ผิดปกติในขณะที่ยังเล็ก
ปัจจัยที่มักจะพบต้อกระจกในแมวก็คือตาอักเสบอย่างเรื้อรัง
ในขณะที่ในสุนัขนั้น ปัจจัยที่มักจะพบต้อกระจก กลับเป็นโรคเบาหวาน หรือกรรมพันธุ์

การรักษานั้นไม่มีวิธีการรักษาทางยาที่ทำให้ “หาย”
มีเพียงการชะลอให้เป็นช้าลงได้บ้างเท่านั้น
มีรายงานว่าการใช้ยาหยอดตาที่มีตัวยา atropine หยอดตา
สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจะช่วยในการมองเห็น หากต้อยังไม่สุกเต็มที่
แต่การใช้ยาดังกล่าว ควรอยู่ในการควบคุมของสัตวแพทย์
อาจต้องมีการตรวจตาเป็นระยะ

การเพิ่มสารอาหารบางประเภท
จำพวกวิตามิน E และ วิตามิน C ก็มีรายงานว่าช่วยชะลอการเกิดได้บ้าง
ตรงนี้ สำหรับวิตามิน C เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ดังนั้นจึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงสักเท่าใดนัก
แต่สำหรับวิตามิน E ที่เป็นวิตามินละลายในไขมัน การใช้จึงควรอยู่ในการควบคุมของสัตวแพทย์
ให้มากเกินไป อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

วิธีการผ่าตัดอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เจ้าของสัตว์สามารถพิจารณา
(แต่อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง)
การผ่าตัดเอาเลนส์ตาออกเลย เป็นวิธีการที่สามารถทำได้
แม้จะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการปรับโฟกัส
หากไม่มีแล้ว สัตว์เลี้ยงก็สามารถกลับมามองเห็นได้ แม้จะมองไม่ชัด
(แสงเข้าไปถึงตัวรับแสงภายในลูกตาได้ แต่ไม่มีตัวโฟกัส)
การผ่าตัดแบบที่เปลี่ยนเลนส์เทียม ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
แต่อาจต้องดูแลภายหลังการผ่าตัดอยู่พอสมควร
ประกอบกับการตรวจ ที่จะบอกได้ว่าสัตว์เลี้ยงมองเห็น “ชัด” หรือ “ไม่ชัด” เป็นเรื่องยาก
จึงประเมินความสำเร็จได้ลำบากอยู่สักนิด
วิธีต่อมาคือการลอกต้อโดยใช้คลื่นเสียง
เป็นอีกวิธีที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงสัตวแพทย์เฉพาะทาง
จากรายงานประสบความสำเร็จถึง 85-90%
หากใครสนใจลองหาใน youtube ด้วยคำว่า Phacoemulsification
มี video ให้ดูด้วย
แต่วิธีการนี้ ความสำเร็จอยู่ที่ประวัติสัตว์เลี้ยงเอง, การตรวจวินิจฉัยของสัตวแพทย์,
ความผิดปกติในส่วนอื่นๆ ของลูกตา, รวมถึงระยะเวลาในการผ่าตัด
เนื่องจากผ่าเร็วไป ช้าไป ก็อาจมีผลต่ออวัยวะโครงสร้างลูกตาในส่วนอื่นๆ
(ส่วนมาก มักจะพิจารณาเมื่อ “ต้อสุก” แล้ว)

การพยากรณ์โรคต้อกระจก
เนื่องจากต้อกระจกไม่ได้ทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดความเจ็บปวด
มีเพียงการสูญเสียในการมองเห็นเท่านั้น
ซึ่งอย่าลืมว่าทั้งสุนัขและแมวนั้น
มีความสามารถในการได้ยินและรับกลิ่นสูงมาก
การมองไม่เห็น “อาจ” ไม่ได้ไปรบกวน “การใช้ชีวิต” มากนัก
เมื่อสัตว์เลี้ยงมองไม่เห็นแล้วจริงๆ ผู้เลี้ยงก็จะต้องเข้าใจ
รู้วิธีปรับตัว
ข้าวของเครื่องใช้ ภายในบ้าน ก็อย่าปรับเปลี่ยนที่บ่อย
สัตว์เลี้ยงจะจำตำแหน่งของที่ต่างๆ ได้ และจะเดินไม่ชน
(อาจแค่เดินช้าๆ ในช่วงแรก)
การผ่าตัดนั้นก็สามารถทำได้ แต่ก็ต้องดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย
เช่นสัตว์เลี้ยงอยู่ในสภาพที่พร้อมจะวางยาสลบไหม
สุขภาพแข็งแรงหรือเปล่า
ผู้เลี้ยงสามารถดูแลภายหลังการผ่าตัดได้หรือไม่
อวัยวะภายในลูกตาอื่นๆ ยังคงทำงานได้ดีหรือไม่
เช่นสุนัขเป็นต้อกระจกร่วมกับประสาทตาเสื่อม
แม้จะทำให้แสงผ่านเลนส์ตาเข้าไปได้
ตัวประสาทตาไม่สามารถทำงานได้
สุนัขก็จะมองไม่เห็นเช่นเดิม
กรณีแบบนี้ การผ่าตัดก็อาจไม่ได้ช่วยอะไร

อย่างไรก็ดี
แมวดื้อแนะนำว่า หากสังเกตเห็นลูกตาสัตว์เลี้ยง
ขุ่น ฟ้า มัว
ก็ให้รีบพาไปให้สัตวแพทย์ทำการตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ

Feb
20

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่อง
โดยคุณผึ้งได้คอมเม้นท์ถามเอาไว้ใน Saturday petdoC สัปดาห์ก่อน

หวัดดีค่ะ
สงสัยเรื่องทำหมันน้องแมวอ่ะค่ะ ไม่รู้ว่าจะช่วยตอบได้รึเปล่า

การทำหมันแมวสามารถทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่หรอคะ
เพราะถามคลีินิคสัตว์บางที่เค้าก้อบอกว่า 5 -6 เดือน ก้อทำได้แล้ว
แต่พอมาถามอีกที่นึงกลับบอกว่า รอซัก 8 -9 เดือนก่อนดีกว่า
และช่วงก่อนหน้านั้น ก้อให้ฉีดยาคุมไปซักเข็มนึงก่อน ไม่อันตราย
แล้วบอกอีกว่า ถ้าทำหมันตั้งแต่ 5 เดือนซึ่งยังเด็กอยู่ โตขึ้นมาจะทำให้น้องฉี่ขัดได้

ข้อความไหนเป็นจริงอ่ะคะ
ส่วนตัวอยากให้น้องทำหมันตั้งแต่ตอนนี้เลย (อายุ5 เดือน)
เพราะ ชอบหนีไปพบหนุ่มๆ นอกบ้านน่ะค่ะ

ประเด็นนี้น่าสนใจ
เนื่องจากเป็นคำถามที่แมวดื้อได้รับอยู่เสมอ
ส่วนคำตอบนั้นจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย
และแมวดื้อเชื่อว่าคุณหมอหลายท่านก็น่าจะเป็นในลักษณะเดียวกัน
มีข้อมูลในส่วนนี้จะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วยหลายปัจจัย
เรามาค่อยๆ ไล่ดูกันทีละปัจจัย

เริ่มที่ความหมายของการทำหมันกันก่อน
ในสัตว์เพศเมีย การทำหมันหมายถึงการผ่าตัดเอารังไข่และมดลูกออก
ซึ่งรังไข่และมดลูกนั้นจะเป็นอวัยวะหลักที่สร้างฮอร์โมนเพศเมีย
ในทางการสัตวแพทย์นั้น จริงๆ แล้วยังมีการผ่าตัดอีกสองแบบ
นั่นคือการผ่าตัดเอารังไข่ทั้งสองข้างออกอย่างเดียว
และ
การผ่าตัดเอามดลูกออก (ยังคงเหลือรังไข่ไว้)
ซึ่งมีข้อพิจารณาการผ่าตัดเป็นรายๆ ไป

ข้อดีของการทำหมันในแมวเพศเมีย

- เพื่อป้องกันอาการเป็นสัด
ผู้เลี้ยงแมวหลายท่านอาจเลี้ยงในคอนโด
เวลาที่แมวเป็นสัดนั้นจะมีการร้องเสียงดัง
บางครั้งอาจไปรบกวนเพื่อนร่วมห้องได้
แถมยังกินเวลาไปถึง 10 วัน
เสียสุขภาพแมวที่เอาแต่ร้องๆ อาจทานอาหารลดลง
ผู้เลี้ยงแมวบางท่านเกิดความรำคาญในพฤติกรรมดังกล่าว

- เพื่อป้องกันการตั้งท้อง
แมวตั้งท้องเฉลี่ยประมาณ 63-65 วัน
ครอกนึงมีลูกแมวเฉลี่ยประมาณ 3-5 ตัว
หลังจากแม่แมวคลอดลูกไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์
ก็พร้อมที่จะกลับสัดได้ทันที (แม้จะยังเลี้ยงลูก – ให้นมลูกอยู่)
ดังนั้นหากแม่แมวแข็งแรงและให้ลูกดกจริงๆ
ภายใน 1 ปี จะมีลูกแมวออกมานับสิบตัว
แมวดื้อเคยได้คุยกับผู้เลี้ยงแมวท่านนึง
เพียงแค่เริ่มต้นจากการเลี้ยงแมว 3 ตัว
2 ปีผ่านไป มีลูกแมวเกิดมาเกือบ 50 ตัว
ซึ่งจะมีปัญหาคุณภาพชีวิตในการเลี้ยงดูแมวอยู่พอสมควร
ทั้งค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ค่าอาหารจำนวนมาก
ไหนจะสังคมการอยู่ร่วมกันของแมว อาจมีการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ หรือแย่งกันเป็นใหญ่

- เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
ผู้เลี้ยงแมวหลายท่านยังไม่ทราบว่า
น้องแมวนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นเดียวกัน
แม้ว่าอัตราที่พบได้ในน้องแมวนั้นจะน้อยกว่าในสุนัข
แต่ในช่วงการทำงานระยะหลังๆ ของแมวดื้อ ก็พบเคสเหล่านี้บ้าง
(จากแต่ก่อนถือว่าเป็นเคสหายาก)
ซึ่งอาจเพราะปัจจุบันผู้เลี้ยงแมวมีความรู้ ความเข้าใจ
เอาใจใส่ ดูแล เลี้ยงดูจนน้องแมว มีอายุยืนยาวกว่าสมัยก่อนก็เป็นได้
เคสที่แมวดื้อพบว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมนั้นส่วนใหญ่จะมีอายุ 10 ปีขึ้นไป

- เพื่อช่วยลดความเสี่ยงมดลูกอักเสบ
เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของอวัยวะต่างๆ ก็ลดลง
มดลูกก็เช่นเดียวกัน
เวลาที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในมดลูก
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคที่บังเอิญติดเชื้อเข้าไปผ่านทางอวัยวะเพศ
(อาจพบได้กับน้องแมวที่ออกไปทำธุระตามสิ่งแวดล้อม เช่นสนามหญ้าหรือพุ่มไม้)
หรือสิ่งคัดหลั่งที่ร่างกายผลิตออกมา (เป็นผลจากฮอร์โมน)
เมื่อการทำงานของมดลูกลดลง ส่งผลให้เชื้อโรคหรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในมดลูก
สะสมอยู่ภายใน ระบบต่อต้านสิ่งแปลกปลอมของร่างกายก็จะพยายามกำจัดออก
เกิดเป็นหนองขังอยู่ภายในมดลูก การรักษาที่แนะนำคือการผ่าตัดเอามดลูกออกเท่านั้น

จากข้อดีของการทำหมัน
หากจะครอบคลุมในทุกข้อ
ก็จะย้อนกลับไปยังวิธีการผ่าตัด ในความหมายที่แมวดื้อกล่าวไว้ข้างต้น
การจะลดความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ นั้น
อาจจะต้องเลือกใช้วิธีการผ่าตัดเอาทั้งรังไข่และมดลูกออกทั้งหมด
หากทำการผ่าตัดโดยเหลือรังไข่ไว้บ้างส่วน
ก็อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเป็นสัดได้อีก เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในส่วนพฤติกรรมการเป็นสัด แมวดื้อจะกล่าวอีกปัจจัยหนึ่งในข้างท้าย

จากประสบการณ์แมวดื้อ
ข้อพิจารณาของผู้เลี้ยงแมว ในการที่จะพาน้องแมวมาทำหมัน
ส่วนใหญ่แล้ว เป็นเพราะอยากจะควบคุมประชากร
รองลงมาก็เป็นเรื่องที่น้องแมวเป็นสัดบ่อย (สามารถเป็นสัดได้เดือนละหนึ่งครั้ง)
แต่ละครั้งก็นานเสียด้วย ผ่าตัดทำหมันเลยน่าจะช่วยลดตรงนี้ได้

แต่!!

หากเป็นเมื่อก่อน คุณหมอก็อาจจะยืนยันฟันธงไปได้ว่า
การผ่าตัดทำหมันแล้ว น้องแมวจะไม่แสดงอาการเป็นสัด
หากแต่ในปัจจุบัน คุณหมอหลายท่านก็จะทราบว่า
ตอนนี้ไม่สามารถพูดได้เต็มปาก อีกต่อไปแล้ว
แม้จะมั่นใจว่าได้ทำการผ่าตัดอย่างถูกต้อง
ทั้งรังไข่และมดลูกถูกตัดเอาออกไป
ตรวจเช็คด้วยวิธีการอัลตราซาวน์ยืนยันความถูกต้องก็แล้ว
แต่น้องแมวก็ยังแสดงอาการเป็นสัดอยู่!!

สาเหตุนั้นเนื่องมาจากปัจจัยเสริม
ดังมีคำอธิบายได้ว่า รังไข่นั้นเป็น “อวัยวะหลัก” ในการสร้างฮอร์โมนเพศเมีย
แต่ในร่างกายนั้น ไม่ได้มีเพียงรังไข่ที่สร้างฮอร์โมนเพศเมีย
ร่างกายสิ่งมีชีวิตนั้นมหัศจรรย์ยิ่งนัก
เมื่อเราตัดบางอย่างออกไป
จะมีการพยายามทำงานชดเชยสิ่งที่เสียไป
ในน้องแมวบางตัว (แมวดื้อเน้นว่าบางตัวนะ)
หลังจากทำการผ่าตัดทำหมันไปแล้ว
อาจแสดงอาการเป็นสัดได้ต่อไปอีก
แต่เท่าที่สืบค้นประวัติอย่างต่อเนื่อง ในเคสของแมวดื้อเอง
พบว่า ระยะห่างจะค่อยๆ ห่างไปเรื่อยๆ
เช่นจากเดิม แสดงอาการเป็นสัดเดือนละครั้ง เว้นไปเป็นปีละครั้ง แล้วค่อยๆ หายไป
ระยะเวลาในการเป็นสัดก็จะค่อยๆ ลดลง
จากเดิม แสดงอาการเป็นสัดยาวประมาณ 10 วัน
ในรอบหน้า (หากแสดงอาการเป็นสัดอีก) ก็จะเหลือแค่ 4 วัน เป็นต้น

สรุปสั้นๆ ตรงนีก่อนว่า
หากผู้เลี้ยงแมวตั้งใจว่าจะควบคุมประชากร, ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม
หรือลดความเสี่ยงเป็นมดลูกอักเสบ
อันนี้ผ่าตัดทำหมันได้เลย ตรงกับข้อพิจารณาแน่ๆ
แต่ถ้าต้องการจะให้น้องแมว หยุดหง่าวทันที ไม่ร้องอีกต่อไป
อันนี้แมวดื้อคงตอบไม่ได้เต็มปาก แต่สามารถบอกได้ว่า
มีโอกาสที่น้องแมวจะยังมีพฤติกรรมการเป็นสัดอยู่บ้าง
แต่อาการการเป็นสัดน่าจะลดน้อยลงกว่าการไม่ได้ผ่าตัดทำหมัน

ทิปเล็กๆ น้อยๆ ที่แมวดื้อมักจะแนะนำ
กรณีน้องแมวแสดงอาการเป็นสัด
ภายหลังจากการที่ผ่าตัดทำหมันไปแล้ว
ก็คือลองให้อาหารที่มีโปรตีนต่ำๆ ในช่วงที่แสดงอาการเป็นสัด อาจจะพอช่วยได้บ้าง
เหตุผลจากการสร้างฮอร์โมนนั้นจำเป็นต้องใช้โปรตีน
การจำกัดสารอาหารก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าจะพอช่วยได้

== มาถึงคำตอบ ของคุณผึ้ง ==
(กว่าจะมาถึงคำตอบได้)

:shock: :shock:

การผ่าตัดทำหมันนั้น สามารถทำได้ “เร็วที่สุดที่สามารถทำได้”

เมื่อตอนแมวดื้อยังเป็นนิสิตสัตวแพทย์อยู่นั้น
เคยท่องว่า สมัยก่อน (หมายถึงสมัยก่อนแมวดื้อเป็นนิสิตสัตวแพทย์)
จะผ่าตัดทำหมันแมวกันที่อายุประมาณ 1 ปี
แต่พอตอนนั้น (ตอนแมวดื้อเป็นนิสิตสัตวแพทย์)
จะพิจารณาผ่าตัดทำหมันแมวกันที่อายุประมาณ 6 เดือน
ด้วยเหตุผลไม่ใช่ที่ตัวน้องแมว
แต่เป็นที่นวัตกรรมยาสลบ
ที่คุณหมอใช้ระหว่างทำการผ่าตัดนั่นเอง
ยาสลบที่ใช้สมัยก่อนนั้นอยู่ในร่างกายสัตว์ค่อนข้างนาน
บางครั้งน้องแมวนอนหลับไปข้ามคืนกันเลยก็มี
กว่าที่ร่างกายจะขับเอายาสลบออกได้หมดใช้เวลานาน
ในลูกแมว ความสามารถในการขับยาออกน้อยกว่าแมวโต
ดังนั้นจึงเลือกที่จะให้แมวโตเต็มที่สักหน่อย น่าจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยกว่า
ไม่ใช่การผ่าตัดสำเร็จลุล่วง แต่น้องแมวหลับยาว ไม่พื้นอีกเลย

:o:o

แต่ด้วยยาสลบใหม่ๆ ที่คุณหมอใช้กัน
เป็นยาสลบระยะสั้น
เรียกว่าถ้าคุณหมอวางยาสลบแล้วมัวแต่โกนขน ทำความสะอาดบริเวณจุดผ่าตัด
เส้นขนทีละเส้น ทีละเส้น
น้องแมวก็อาจจะผงกหัวขึ้นมามองหน้าคุณหมอได้เลย!!

ตอนนั้นท่องเอาไว้ว่า 6 เดือนก็ดูเหมือนจะค่อนข้างเร็วแล้ว

แต่!!

ปัจจุบัน แมวดื้อมีเคสต้อง “ผ่าคลอด” แม่แมวที่อายุเพียง 4 เดือน!!

จะว่าไปแล้วเมื่อเทียบกับคนเราก็มีข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน
เด็กๆ สมัยนี้ โตกันเร็วมาก
วัยรุ่น อาจจะใช้เรียกเด็กๆ อายุ 11-12 ปี กันแล้ว
สมัยก่อน กว่าจะได้รับสิทธิ์เรียกว่าวัยรุ่น ก็ต้อง 17-18 ปี
หรือไม่อย่างเร็ว ก็ต้องทำบัตรประชาชนกันให้ได้ก่อนล่ะ

เมื่อสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการเปลี่ยนไป
ข้อมูลก็อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนตามเช่นเดียวกัน
เมื่อแมวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้เร็วขึ้น
ผู้เลี้ยงแมวและคุณหมอ ก็อาจต้องพิจารณาในจุดนี้ด้วย
ไ่ม่เช่นนั้น วัตถุประสงค์ หรือข้อดี ในการผ่าตัดทำหมัน
ในด้านของการป้องกันการตั้งท้อง ก็จะไม่ครอบคลุมอีกต่อไป
หากคุณหมอบอกผู้เลี้ยงแมวว่าให้รอน้องแมวจนอายุ 6 เดือน
ผู้เลี้ยงแมว อาจจะพาลูกแมวที่เกิดมา ไปฝากคุณหมอสักตัวสองตัว ก็เป็นได้

สรุปตรงนี้
เราอาจพิจารณาผ่าตัดทำหมันเร็วกว่าที่เคยเป็นอยู่

คำถามต่อไป
เร็วแค่ไหนถึงจะดี

คำตอบอยู่ที่ข้อพิจารณาของคุณหมอแต่ละท่านแล้ว
ยาสลบที่ใช้ มีความปลอดภัยในลูกสัตว์เพียงใด
แมวที่จะพามาผ่าตัดทำหมัน ร่างกายแข็งแรงปกติหรือไม่
ทำวัคซีน-ถ่ายพยาธิ มาครบถ้วนเรียบร้อยดีหรือไม่ เพื่อจะตัดปัจจัยอื่นๆ ออกไป
(อาจเจาะเลือดตรวจ เพื่อความสบายใจ ทั้งคุณหมอและเจ้าของแมว)
ลักษณะการเลี้ยงแมว เลี้ยงตัวเดียว หรือเลี้ยงรวมกันเยอะๆ
(แมวที่เลี้ยงรวมกันเยอะๆ มีโอกาสที่จะเหนี่ยวนำให้เป็นสัดได้ค่อนข้างเร็ว)
อาหารการกินของน้องแมวเป็นอย่างไรบ้าง
(การให้อาหารคุณภาพต่ำ อาจส่งผลให้เป็นสัดครั้งแรกช้ากว่าปกติ)

ทั้งหมดทั้งมวล
อยู่ที่ข้อมูลที่ผู้เลี้ยงแมวจะนำไปคุยกับสัตวแพทย์เพื่อหาข้อสรุปเป็นรายๆ ไป
ซึ่งอาจไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆ มากมาย
แนะนำว่าพบกันครึ่งทางดีที่สุด
ผู้เลี้ยงก็มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวแมว คุณหมอก็มีข้อมูลที่เกี่ยวกับการผ่าตัด/ยา/การรักษา
เรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อน้องแมวอันเป็นสุดที่รัก

สำหรับแมวดื้อเอง ถ้าน้องแมวอายุสัก 4 เดือนครึี่งหรือเกือบๆ 5 เดือน
มีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัมขึ้นไป
(น้ำหนักน้อยที่สุด ที่คิดว่าพอไหวก็ประมาณ 1.8 กิโลกรัม)
สุขภาพแข็งแรง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ก็น่าจะสามารถทำการผ่าตัดทำหมันได้อย่างไม่มีปัญหา

:lol::lol:

สำหรับเรื่องการฉีดยาคุมนั้น
โดยส่วนตัวแมวดื้อไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
แม้ว่าในทางปฏิบัติอาจจะฉีดไปก่อนหนึ่งเข็ม แล้วค่อยผ่าตัดทำหมันก็ได้
แต่ก็เคยมีรายงานว่ายาคุมนั้น ทำให้เกิดมดลูกอักเสบได้
แม้ว่าจะฉีดไปเพียงเข็มเดียว
หากน้องแมว “พร้อม” ที่จะผ่าตัดทำหมัน
แมวดื้อก็ไม่เห็นมีความจำเป็นจะต้องฉีดยาคุมไว้ก่อน

ส่วนเรื่องปัญหาระบบขับปัสสาวะนั้น
ผู้เลี้ยงแมวหลายท่าน “เชื่อ” ว่าการผ่าตัดทำหมัน
จะส่งผลต่อระบบขับปัสสาวะ
แต่สำหรับแมวดื้อ เคสที่เข้ามารับการรักษาระบบขับปัสสาวะมีปัญหา
สามารถพบได้ทั้งน้องแมวที่ผ่าตัดทำหมันแล้ว และยังไม่ได้ทำหมัน
ในอัตราส่วนพอๆ กัน

:x:x

Feb
13

วันนี้นั่งนึกๆ
ในหนึ่งสัปดาห์เขียนบล๊อกไปหลายอย่าง
แบ่งหมวดหมู่ซะชัดเจนเชียว
แต่แทบไม่เขียนถึงวิชาชีพตัวเองเลย
ที่จริง น่าจะเก็บไว้เป็นหมวดหมู่นึง
จะได้คอยกระตุ้นตัวเอง ในการหาความรู้ใหม่ๆ ด้วย
ไม่ใช่เรียนจบมานาน ก็ยังเหมือนเดิม
ถ้าต้องเขียนบล๊อก ก็จะต้องค้นข้อมูลเพิ่มเติม
มีประโยชน์ทั้งคนเขียน คนอ่าน
ขอเลือกเป็นวันเสาร์แล้วกันนะ

Saturday petdoC

ประเดิมเอนทรีแรกด้วยเรื่องเบาๆ
เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในแมว
ในบ้านเรา ผู้เลี้ยงแมวยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทำวัคซีนเท่าไหร่นัก
เรียกว่าเลี้ยงกันตามมีตามเกิดเสียเป็นส่วนใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นแมวพันธุ์พื้นบ้าน หรือแมวพันธุ์ต่างประเทศอื่นๆ
แต่ก็ยอมรับว่าปัจจุบันผู้เลี้ยแมว มีความรักสัตว์มากขึ้น
หันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน
แต่จำนวนการนำสัตว์เลี้ยงมาฉีดวัคซีนก็ยังคงน้อยอยู่ดี
มีการสุ่มสำรวจในอเมริกาและยุโรป พบว่า
60% จากประชากร “ลูกแมว” ที่สุ่มสำรวจ
และ
30% จากประชากร “แมวโต” ที่สุ่มสำรวจ

ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ตรงนี้ มีความน่าสนใจอยู่ที่อายุของแมว
ที่เจ้าของสัตว์จะพิจารณานำไปฉีดวัคซีน
สอดคล้องกับผู้เลี้ยงแมวในบ้านเรา
ที่ยังคงมี “ความเชื่อ” ที่ว่า ลูกแมว หรือลูกสัตว์ที่อายุน้อยๆ
ไม่เหมาะต่อการทำวัคซีน ดังนั้นจึงรอให้โตเต็มที่เสียก่อนจึงจะพาไปรับวัคซีน

นอกจากนี้ยังผลสำรวจระบุว่า
ในจำนวนผู้ที่พาแมวไปฉีดวัคซีนนั้น
น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง จะพาแมวกลับไปกระตุ้นวัคซีนทุกปี

ตามหลักการของวัคซีน
นั่นคือการพยายามทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา
จึงไม่แน่แปลกใจที่โรคติดเชื้อต่างๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในกลุ่ม
และแม้จะให้ความรู้ เวลาที่เจ้าของสัตว์พามาทำการรักษาเพียงใด
แนะนำให้พากลับมาทำวัคซีน เมื่อหายจากอาการป่วย
แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ต้องรอให้เป็นข่าวโรคระบาดกันเสียก่อน

วัคซีนสำหรับแมวที่มีใช้กันอยู่ในบ้านเรา
ก็มีอยู่ด้วยกันหลายบริษัท
ล่าสุด (เท่าที่ค้นข้อมูลมา)
ทาง The European Advisory Board on Cat Diseases (ABCD)
ประกาศคำแนะนำการฉีดวัคซีนเมื่อกลางปี 2009 เอาไว้ว่า
ควรจะฉีดวัคซีนโรคต่างๆ ให้แก่แมว
ดังมีรายชื่อโรคดังต่อไปนี้

Feline Panleukopenia
Feline rhinotracheitis (caused by Feline Herpesvirus and Caliciviruses)
Feline Leukaemia
Feline Immunodeficiency
Rabies
Feline Infectious Peritonitis
Chlamydia/Bordetella infections
H5N1 Avian Influenza in cats.

เดี๋ยวเอาไว้ตอนหน้าค่อยมาคุยกันว่าโรคแต่ละโรคมีความสำคัญอย่างไร และควรจะทำวัคซีนเมื่อไหร่กันดี

:!::!:

Category: Vet  Tags: , ,  3 Comments
Dec
17

ช่วงนี้ด๊องแด๊งมักจะมานอนตากแดดอยู่หน้าออฟฟิศ
ดีเหมือนกันจะได้วิตามินดีเสียบ้าง
หายใจเสียงดังลดลง
ปกติจะมีน้ำมูกวันเว้นวัน

:oops::oops:

Nov
21

ขณะนี้ขนได้ขึ้นเต็มตัวไปหมด
(ขี้เกียจ..ตัวเป็นขน)
จึงขออัพแบบรวบยอด
หุหุ

:roll::roll:

วันนี้มีสัมนาที่จุฬาทั้งวัน
แถมยังนัดลูกค้าไว้มากมาย
ประมาณว่า สัมนาเสร็จต้องรีบกลับร้านทันที
จะโอ้เอ้เดินเล่น หรือแว่บไม่กลับร้าน หมดสิทธิ์เรียบร้อย

ตื่นมาตั้งแต่ตีห้า
จัดการวางหมาก พร้อมรบในช่วงเวลาที่อยู่นอกออฟฟิศเช่นนี้
(เอาไว้จะเขียนถึงการรบในสัปดาห์หน้า)
จากนั้นออกเดินทางไปถึงจุฬาฯ
ลงทะเบียนสัมนาเรียบร้อย
ก็มีเวลาเหลืออีกครึ่งชั่วโมง ก่อนสัมนาจะเริ่ม
ก็เลยย้อนเวลากลับไปเป็นนิสิต
นั่งกินข้าวเช้า
อ่านหนังสือ (เปลี่ยนเป็น tweet แทน)
ไม่น่าเชื่อว่าร้านเดิมๆ ก็ยังคงอยู่
สาวน้อยหน้าใสร้านข้าวแกง
กลายเป็นสาววัยรุ่น (ตอนปลาย) ไปซะแล้ว
เหอ..เหอ
เดินวนไปวนมา ความหลังย้อนมา flashback
อยากกินทุกร้านเลย
(ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะหิวหรือเปล่า)
สั่งข้าวราด 3 อย่าง แบบที่คุ้นเคย
ซึ่งกาลครั้งนึง ไม่ค่อยมีคนสั่ง
สั่งแม่ค้าทีไร ต้องหันมาถามย้ำทุกที ว่าเอาจริงหรือเปล่า
ประมาณว่า.. จะกินหมดเหรอ
ปัจจุบันก็ไม่เห็นถามอะไร
เดาว่าคงเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
จากนั้นก็ซื้อขนมหวานมาเตรียมไว้ ให้ครบสูตรอิ่ม

เด็กน้อยไร้ผัก
เอิ้ก..เอิ้ก
หมูยอทอดครึ่งชิ้นนี่เด็กๆ มาก
บางวัน (ตอนวัยละอ่อน) สั่ง 2 แผ่นเลยทีเดียว
ปัจจุบันแทบไม่ได้กินเลย

พอสัมนาครึ่งเช้าเสร็จ
ก็โทรชวนหวานใจ มากินข้าวเที่ยงกัน
ก็เลยแวะไปแถวเอมโพเรียม
กับร้าน Min Min Raman
ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 33/1 ติดกับร้าน TanTanMen
ร้านเปิด 11.00 – 23.00 น.
หวานใจกับแมวดื้อสั่งกันไปแบบไม่เคยลอง
ที่แมวดื้อชอบก็คือร้านนี้จะมีเมนูอาหารแบบ half ด้วย
ซึ่งหากเป็นผู้หญิง หรือคนกินอาหารน้อย
สั่งแบบนี้ ได้อาหารกำลังดี ราคาไม่แพงด้วย
แมวดื้อสั่งชุดปลาแซลมอนมาลอง
ซึ่งปลาที่นี่เนื้อจะออกค่อนข้างแข็ง
ถ้าเทียบกับที่อื่น เช่น ZEN หรือ Fuji
ที่เวลาเราเอาตะเกียบจิ้มดู เนื้อมันจะแตกเป็นชิ้นเล็กๆ
แต่สำหรับที่ร้าน Min Min นี่แน่นมาก
อันนี้ก็แล้วแต่คนว่าจะชอบแบบไหนนะ

สั่งของกินเล่นมาด้วย
จานนี้ใช้ได้เลยทีเดียว
เป็นเนื้อนุ่มปรุงรสกำลังดี
ถ้ากินกับข้าวญี่ปุ่นจะเวิร์คมาก

ส่วนหวานใจสั่งราเมน
เห็นบอกว่า “ไม่ผ่าน”
ฮ่า..ฮ่า

:cool: :cool:

อิ่มมื้อเที่ยง
แล้วแมวดื้อก็กลับไปนั่งง่วงสัมนาต่อ
ช่วงบ่ายเบรคด้วยกาแฟเย็น!!
แล้วมันจะตื่นไหมนั่น

สัมนาเสร็จก็ตรงรี่กลับร้าน
ลูกค้ามารอเต็มไปหมด
เลยให้ลูกค้าจัดระเบียบกันเอาเอง
ว่าใครมาก่อนมาหลัง
เพราะหมอไม่รู้นิ
กว่าลูกค้าจะหมด ก็เกือบปิดร้านพอดี

:x :x

Category: Diary, Vet, Yummy  Tags: , , , ,  Leave a Comment
Oct
09

วันนี้แมวดื้อไปงานสัมนาทางสัตวแพทย์
ที่จัดโดยบริษัทเมเรียล
เรื่องเกี่ยวกับโรคหัวใจ
ซึ่งก็ได้อัพเดตความรู้เกี่ยวกับยาใหม่ๆ เยอะเลยเหมือนกัน
ได้เทคนิคการตรวจเบื้องต้นเพิ่มเติมด้วย

จาก สัมนาคราวก่อน ที่ได้ lucky draw เป็น text book แล้ว
ในครั้งนั้นทางบริษัทแจก text book 2 เล่ม
และแมวดื้อก็ได้มา 1 เล่มแล้ว
มาสัมนาครั้งนี้
แมวดื้อก็ได้ lucky draw เป็น text book อีกเล่ม
อะไรจะโชคดีขนาดนั้น
(อยากได้ทั้งสองเล่มเลย)
เนื้อหาดีทั้งสองเล่ม


เล่มนี้ ที่หมายตาเอาไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว
เกี่ยวกับโรคผิวหนังในแมว
text book สีทั้งเล่ม เขียนเข้าใจง่ายดี

สัมนาครั้งจัดที่โรงแรมโนโวเทล (สยามสแควร์) เช่นเคย
แต่แอบไม่ปลื้มกับห้องอาหารชั้น B เล็กน้อย
สู้ The Square ไม่ได้
แต่แซลมอนอร่อยมากกกก

:roll: :roll:

Sep
28

วันนี้ไปสัมนา (อีกแล้ว)
ช่วงที่ไม่มีสัมนา ก็ไม่มียาวเลย
ช่วงที่จัดสัมนากัน ก็จัดติดๆ กันเต็มไปหมด
วันนี้ก็มาสัมนาที่จุฬาฯ เช่นเคย
ไปถึงจุฬาฯ ตั้งแต่แปดโมงเช้า
เริ่มสัมนา 9 โมงเช้า
ก็เลยได้ไปกินข้าวหน้าคณะฯ
ได้บรรยากาศตอนเช้า เหมือนเป็นนิสิต
หุหุ

วันนี้ก็อัดขบวนพาเหรดกาแฟไปตามระเบียบ

Category: Vet  Tags: ,  Leave a Comment
Sep
24

วันนี้มีสัมนาทางสัตวแพทย์
ที่คณสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นานๆ ที ได้เจอพี่ๆ น้องๆ ก็รู้สึกดีไปอีกแบบ
เพื่อนๆ ที่เป็นอาจารย์ ลาศึกษาต่อ ก็กลับกันมาหมดแล้ว
ถือว่าเป็นวัน reunion ย่อมๆ วันนึงเลย

Category: Vet  Tags: , ,  One Comment
Sep
02

วันนี้มีเรื่องเล่าจากห้องผ่าตัด
เกี่ยวกับเคสสุนัขตัวหนึ่ง
ที่อยู่ในความเสี่ยง
..อย่างสูง..
ในการที่จะรักษา

สุนัขพันธุ์ชิสุ
อายุ 10++ ปี
มีอาการหนองไหลออกจากช่องคลอด
วินิจฉัยว่าเป็นมดลูกอักเสบ
การรักษานั้นคือการผ่าตัด
ตัดเอามดลูกทิ้งไป

ปัญหาด่านแรก
คือเรื่องอายุ
สุนัขอายุมาก มีความเสี่ยงต่อการวางยาสลบอยู่แล้ว
เนื่องจากการทำงานของตับและไต
ในการที่จะขับเอายาสลบออกจากร่างกายไป

พิจารณาการรักษาร่วมกับเจ้าของ
ซึ่งได้ตัดสินใจผ่าตัดกัน
เสี่ยง..เป็น..เสี่ยง

ภาระอันหนักอึ้งก็ตกมาอยู่ที่หมอทันที
แม้ว่าเจ้าของสุนัขจะได้ทำการเซ็นใบอนุญาตต่างๆ
รวมถึงใบยอมรับผลอันอาจจะเกิดขึ้นได้
จากการผ่าตัด
แต่หมอก็มิอาจสบายใจได้เลย
เนื่องจากต้อง “รับผิดชอบชีวิต”
ในขณะที่ทำการผ่าตัดนั้น

ปัญหาต่อมา
ก็คือโรคมีความรุนแรงและดำเนินมาแล้วช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “เลือดเป็นพิษ”
หากผ่าตัดเรียบร้อยดีแล้ว
ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถจัดการกับสภาวะดังกล่าวได้หรือไม่
ซึ่งมักจะพบได้บ่อยๆ
กว่าเจ้าของจะพามารักษา ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

สุนัขน้ำหนัก 5.28 กิโลกรัม
ชั่งน้ำหนัก และเตรียมยาสลบเรียบร้อย
ลดขนาดยาลงไปจากระดับปกติ สำหรับสุนัขอายุมาก
ผลก็คือ ช่วงล่างตั้งแต่อกไปจนถึงหางไม่มีความรู้สึก
(สามารถผ่าตัดได้)
แต่ว่าตั้งแต่อก คอ หัว สามารถขยับไปมาได้
แล่บลิ้น เลียปากตัวเองแพล่บๆ 

ลองคิด ณ ขณะผ่าตัด
หมอกำลังเปิดช่องท้องอยู่
สุนัขก็ส่ายหัวไปมา ราวกับโยกหัว ขณะฟังเพลงร๊อคนั่นแล
ออกจะดูสยองเล็กน้อย
แต่ว่าในแง่การวางยาสลบแล้ว
สิ่งที่ดีที่สุด ก็คือใช้ยาสลบให้น้อยที่สุด
เท่าที่พอจะทำงานได้ ในสภาพไม่เจ็บปวด
ถ้าสุนัขเจ็บปวด ดิ้นรน ก็อาจทำให้เกิดผลเสียมากมายตามมา
เช่น เครื่องมือผ่าตัด อาจไปโดนอวัยวะบางอย่างได้
แต่ถ้าวางสลบลึกเกินไป ก็อาจไม่ฟื้นได้เช่นเดียวกัน

มาถึงตอนนี้ การผ่าตัดก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว
จนใกล้จะเสร็จภาระกิจในช่องท้อง
จู่ๆ เจ้าตัวเล็ก ก็มีอาการ “น้ำลายฟูม”

เหมือนระเบิดลูกใหญ่ลงในห้องผ่าตัด
เมื่อต้องทำอะไรหลายๆ อย่างในคราวเดียว
ต้องดูดเอาน้ำลายออกให้หมด
เพื่อไม่ให้ไปอุดทางเดินหายใจ
เนื่องจากนิสัยของสุนัขตัวนี้
คือชอบเลีย ชอบแล่บลิ้น
ขณะที่ผ่าตัด ยังสามารถแล่บลิ้น เล่นน้ำลายได้
ผลก็คือเกิดน้ำลายจำนวนมาก
ไหนจะต้องจัดการผ่าตัดในช่องท้องให้เสร็จอีก
เวลาเป็นมดลูกอักเสบ
มดลูกก็เปื่อยกว่าปกติ พร้อมจะแตก ฉีกขาดได้ตลอดเวลา
ไหนจะสภาวะเลือดเป็นพิษ
ที่จะทำให้เส้นเลือดเสียความยืดหยุ่นไป
สามารถขาดได้ง่าย และเลือดออกแล้วหยุดค่อนข้างยาก
ดูดน้ำลาย ถือว่าเป็นงานสกปรก ในน้ำลายมีแต่เชื้อโรค
ผ่าตัด ห้ามเลือด ถือว่าเป็นงานสะอาด ต้องทำโดยปราศจากเชื้อโรค
ต้องทำทั้งสองระบบนี้ ไปด้วยกัน จะบ้าตาย
เคสนี้กว่าจะเสร็จ ปาเข้าไป 4 ชั่วโมง
(ปกติ  4 ชั่วโมง สามารถผ่าตัดสุนัขหนักประมาณ 25-30 กิโลกรัม ได้ 2 ตัว)

:shock: :shock:

หลังจากนั้นก็ต้องคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด
ก่อนจะฟื้นเต็มที่ และให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านต่อไป
เหนื่อยจนแทบจะเป็นลม

Category: Diary, Vet  Tags:  Leave a Comment
Aug
13

วันนี้มีเคสที่น่าสนใจ
เกี่ยวกับแมวที่เป็นกระดูกสันหลังคด
สาเหตุเนื่องมาจากเจ้าของ
เลี้ยงดู โดยการขังแมว
ไว้ใน “กรงนก”
ผลก็คือพอแมวโตขึ้น
กระดูกสันหลัง แทนที่จะยืดออกในแนวปกติ
กลับผิดปกติ คดไปมา
ส่งผลให้มีอาการทางประสาท
และระบบขับถ่าย
สาเหตุเกิดเนื่องจากการจำกัดบริเวณแมว
ให้อยู่ในกรงนกตลอดเวลา
แมวไม่ได้เดิน วิ่ง ปีนต้นไม้
ยืดตัวตามธรรมชาติ ดังที่ควรจะเป็น

หาอยู่นานก็ไม่พบข้อมูลมากนัก
ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่มีมาตั้งแต่กำเนิด
ก็บอกเจ้าของ ถึงการดูแลในอนาคตไว้แล้ว
แต่ก็คงช่วยเหลืออะไรได้ไม่มากนัก

อ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ
ไปเจอเว็บเพจอันนึง
ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี

แอบหยิบมาบางส่วนแล้วกันนะ
(เดี๋ยวโดนฟ้องร้อง ฮ่าฮ่า)

== เริ่มต้นการคัดลอก ==

สัญญาณเตือนว่าสุนัขกำลังป่วยเป็นโรคประสาท
1. มีอาการป่วยเรื้อรังทั้งที่ได้รับการรักษาแล้ว ก็ยังไม่หาย

บลา บลา บลา

การดูแลรักษา  ควรทำให้สัตว์เลี้ยงสบายตัวขึ้น นวดกดจุดคลายความเครียดที่หน้าผาก จัดสภาพแวดล้อมให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้นไม่ร้อนและเงียบสงบ หยุดการใช้ยาที่ออกฤทธิ์กดประสาททุกชนิด

== สิ้นสุดการคัดลอก ==

ทางเว็บไซต์ เขียนรายละเอียดการรักษาไว้เพียงเท่านี้
แมวดื้อเป็นสัตวแพทย์สมัยใหม่นะ
เรียนรู้ถึงเทคโนโลยีหรือข้อมูลวิทยาการใหม่ๆ
ในขณะเดียวกัน ก็ “เชื่อ”
ในการรักษาแบบแผนโบราณ
ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมุนไพร, การฝังเข็ม
รวมไปถึง “การกดจุด”
สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมี “ที่มาที่ไป” ที่ชัดเจน
มีคำอธิบาย เหตุผล
ที่อ้างอิงรวมข้อมูล
การรักษาแผนใหม่ และ การรักษาแผนโบราณ
เข้ากันได้

การกดจุด หรือฝังเข็ม
หากจะนำไปอธิบายแบบสมัยใหม่
ก็มีทฤษฎีอ้างอิงถึงการทำให้เลือดไหลเวียน
รวมไปถึงการกระตุ้นส่งกระแสประสาท
เมื่อมีการกระตุ้น หรือทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
อาการ หรือโรคบางโรค ก็ทุเลาลงได้ 

ประเด็นที่หยิบเอาข้อมูลจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งมานี้
ที่สงสัยก็คือ
“จุดคลายความเครียดที่หน้าผาก”
มันอยู่ตรงไหนอ่ะ
การเขียนแบบกว้างๆ เหวี่ยงไปแบบนี้
มันก็ดีตรงที่
ถ้าคนอ่านสงสัย ก็ติดต่อเว็บเจ้าของข้อมูล
จะมีบริการทำให้ หรือให้คำแนะนำ ก็ว่ากันไป
แต่ถ้าคนอ่านไม่สงสัย แล้วลองทำเลยหล่ะ
ข้อที่ควรระวัง
ที่แมวดื้อคิดก็คือ
ในสุนัขพันธุ์เล็ก
อย่างเช่น chi hua hua หรือ yorkshire terrier
ช่วงอายุน้อยๆ
บ่อยครั้งที่เรามักจะพบว่า กระโหลกนั้นยังปิดไม่สนิทดี
การกดบริเวณกระโหลก
(ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด)
อาจมีผลกระทบได้โดยตรง
อันตรายเหมือนกันนะนี่
ชิวาวาตัวเล็กๆ บางทีแค่ลูกกุญแจตกใส่หัวก็เสียชีวิตได้แล้ว
ลองคิดถึงแรงที่กดลงเวลานวดหรือกดจุดสิ

เหอเหอเหอ

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes