Tag-Archive for » ตลาดน้ำ «

Feb
21

วันนี้นั่งทำงานอยู่ที่บ้านหวานใจ
แล้วก็นึกอยากได้ข้อมูล
เลยชวนหวานใจออกไปร้านหนังสือกัน
รู้ตัวอีกทีก็มาถึงสยามแล้ว
เอิ้ก..เอิ้ก
ลงจากรถไฟฟ้า BTS ตัดเข้า siam center
กำลังจะผ่านไปยังพารากอน
เจองานที่จัดบริเวณลานด้านหน้า
แมวดื้อกับหวานใจก็ตรงรี่เข้าไปโดยอัตโนมัติ
ร้านขายของเล่นเก่าๆ มีตุ๊กตาโมเดลขนาดจิ๋วด้วย
ร้านของคาว ของหวาน
ที่แปะป้ายไว้ด้านบน
เป็นชื่อตลาดน้ำ ตลาดเก่า ตลาดโบราณจากที่ต่างๆ
อาทิเช่น ตลาดสามชุก ตลาดนางเลิ้ง ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง
ทางพารากอนจัดเอาเก้าอี้ยาว ที่สำหรับนั่งบริเวณลานน้ำพุมาเรียง
มีโต๊ะบ้างเล็กน้อย
ก็ทำให้ผู้ที่ซื้อของกินตรงนี้ นั่งรับประทานอาหารกันได้ (บ้าง)
ด้านเวทีก็จัดฉากเป็นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พร้อมมีนิทรรศการให้เดินเข้าไปชมได้
บนเวทีก็มีการแสดงต่างๆ
โชคดีที่วันนี้มีลมพัดมาเรื่อยๆ ทำให้บรรยากาศค่อนข้างดีเลย
ถ้าเทศกาลอาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาเลียน อาหารจีน
ที่จัดบริเวณหน้าฟู้ดคอร์ทในพารากอน
ออกมาจัดด้านนอกแบบนี้บ้าง ก็น่าจะดี
จะสามารถลดความแออัดลงไปได้เยอะเลย
ลำพังแค่ลูกค้าที่ใช้บริการฟู้ดคอร์ดก็เยอะอยู่แล้ว
(แต่เข้าใจว่า ถ้าอากาศร้อน อาหารเหล่านั้นจะเสียง่ายสักนิด)

ป.ล.ด้านบริเวณทางเข้ามีจำหน่ายเบียร์ด้วย
ซึ่งดูไม่ค่อยเข้ากันเลย
ไหนๆ จะออกแนวพื้นบ้านแล้ว
น่าจะขายเป็นพวกเหล้ายาดองแทน
เอิ้ก..เอิ้ก

:roll: :roll:

Nov
19

ท่องเที่ยวโดยทางรถไฟมาอีกแล้วจ้า
ดูเหมือนว่าในปีนี้ จะมีการท่องเที่ยวโดยทางรถไฟออกมาเยอะทีเดียว
ตามปกติจะมีเส้นทางไปดูทานตะวันที่จัดกันมาอย่างต่อเนื่อง
เส้นทางอื่นๆ อาจมีบ้าง แต่ไม่ได้โปรโมตมากนัก
พอมาปีนี้ เข้าใจว่าประชาสัมพันธ์มากขึ้น
โดยเป็นการร่วมกันของหลายหน่วยงาน
อาทิเช่น
การรถไฟแห่งประเทศไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย
สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย
สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว
สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการสร้างชื่อเสียง หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
ประโยชน์นั้นตกไปอยู่กับนักท่องเที่ยวที่จะได้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยว
ซ้ำยังทำให้คนในพื้นที่ มีรายได้ และก่อให้เกิดอาชีพใหม่ๆ

รายละเอียดดูได้จากรูปกันได้เลย

รายละเอียดเพิ่มเติม
http://thai.tourismthailand.org

Dec
14

This entry is hard for me to photo process and write long story.
I don’t know the future.
But I know one thing, This day is beautiful memory..

ต่อกันกับเอนทรีภาคจบของไตรภาค
มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในวันนี้จริงๆ
เปิด entry ด้วยรูปนี้
แมวดื้อถ่ายต้นไม้นี้ที่สวนสาธารณะข้างๆ ท่าเรือมหาชัย
ต้นไม้ที่มีใบไม้แห้งๆ เต็มต้นไปหมด
หวานใจยังเดินมาถามเลยว่าถ่ายอะไร
(ไม่เห็นมีอะไรน่าถ่ายเลย)
รูปนี้ถูกนำไป process ในสไตล์ที่ต่างจากที่คิดไว้ตอนแรก
แต่ก็ได้มาในอีกแบบที่ชอบ แล้วหยิบมาใช้เป็นรูปเปิด entry
พร้อมกับเพลงใสๆ จาก Depapepe
เวลาที่แมวดื้อต้องการสมาธิ บางครั้งการฟังเพลงบรรเลง ก็ทำให้สงบได้เหมือนกัน

ต่อจากเอนทรีที่แล้ว
เหมือนฟ้าประทาน (เว่อร์จริง) ให้เราเจอรถ (บัส) แดง
ก็ถามข้อมูลจากคนขับรถให้แน่ใจอีกครั้ง
เพราะรถที่จอดอยู่ตรงนี้ จะมีอยู่ด้วยกันสองสาย
คือสายที่ไปกรุงเทพ กับสายที่ไปแม่กลอง
ก็สอบถามกันดีๆ ก่อนขึ้นรถ เพื่อความแน่ใจ

จาก blog คราวที่แมวดื้อไปอัมพวาคนเดียวนั้น
Amphawa Diary 1
Amplawa Diary 2
หากนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยฯ มาถึงแม่กลอง
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
แต่นี่เจอรถ (บัส) แดง (หวานเย็น)
วิ่งจากมหาชัยไปแม่กลอง
เกือบสองชั่วโมง

:cool: :cool:

ด้วยความที่ต้องตื่นแต่เช้า
พอขึ้นรถได้ หวานใจก็หลับสนิท
จากสองครั้งที่แมวดื้อมาอัมพวา
ครั้งแรก.. ด้วยรถตู้
ครั้งที่สอง.. ด้วยรถบัส
คราวหน้า.. ต้องหาทางมาด้วยรถไฟให้ได้!!

รถบัสพาเรามายังท่ารถแม่กลอง
วันนี้ประจวบเหมาะที่มีงาน “เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง” พอดี
มีทั้งให้ชิมฟรี จำหน่าย รวมไปถึงกิจกรรมหลายๆ อย่าง
ปลาทูของแม่กลองนั้น ของแท้ต้อง “หน้างอ คอหัก”
เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลยทีเดียว
เวลาปลาสองตัว อยู่ในเข่งเดียวกัน
ทำให้เกิดพลังสมดุลย์ ปาน หยิน-หยาง ไม่มีผิด

ก่อนหวานใจจะคล้อยตาม พี่ๆ ที่วินมอร์เตอร์ไซต์ ที่เรียกลูกค้าอยู่แถวนั้น
แมวดื้อก็พาเดินลัดเลาะออกมายัง ตลาดแม่กลอง
ตลาดที่นี่ มีชื่อเรียกกันไปต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็น “ตลาดหุบร่ม” หรือ “ตลาดเสี่ยงตาย”
ด้วยสาเหตุที่ว่า เป็นตลาดที่อยู่ข้างๆ สองทางของทางรถไฟ
เวลาที่มีรถไฟวิ่งผ่าน พ่อค้าแม่ค้า ก็จะทำการหุบร่ม (ไว้บังแดด เวลาที่รถไฟยังไม่มา)
บ้างก็ดึงผ้าใบมาปิดร้านเอาไว้สักครู่
ตามปกติ วันนึงจะมีรถไฟผ่าน 8 รอบ
ซึ่งก็ดูค่อนข้างจะวุ่นวายพอสมควร
แต่หากได้ลองไปสัมผัสแล้วจะรู้ว่า คนที่นี่เก่งกันมาก
แค่นาทีเดียว เสร็จเรียบร้อยทุกร้าน

ตารางรถไฟ แม่กลอง – บ้านแหลม
(ที่แมวดื้อพลาดนั่นแหละ – -a )

เส้นทางจาก แม่กลองมายังบ้านแหลม

ออก – ถึง

06:20 – 07:20
09:00 – 10:00
11:30 – 12:30
15:30 – 16:40

เส้นทางจาก บ้านแหลมมายังแม่กลอง

ออก – ถึง

07:30 – 08:30
10:10 – 11:10
13:30 – 14:30
16:40 – 17:40

ซึ่งแมวดื้อคิดว่า จะหาโอกาสมาถ่ายรูปที่ตลาดแม่กลอง ตอนรถไฟผ่านมาบ้างสักครั้ง 

พอเดินทะลุตลาดแม่กลองออกมา ก็จะเจอท่ารถ (สองแถว) ต่อไปยังอัมพวา
สักครู่เดียว รถสองแถวก็พาเรามาถึงยังอัมพวา
แต่มารอบนี้ แมวดื้อชวนหวานใจไปเดินดูโฮมสเตย์ริมน้ำกันสักนิด
เดินดูๆ แล้วก็เจอบ้านน่ารักๆ หลายแห่งเลยทีเดียว
แม้ว่าพวกเรายังไม่ได้มาพัก แต่ก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
ราคาที่พัก ก็ถือว่าไม่แพง
หากใครชอบธรรมชาติ ริมแม่น้ำ ลำคลอง
ก็อยากจะแนะนำให้มาลองสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ดูบ้าง
ตื่นเช้ามาก็ตักบาตร จากนั้นก็นั่งเล่น นอนเล่นอยู่ชานริมน้ำทั้งวัน
ตลาดน้ำก็อยู่ใกล้นิดเดียว บางครั้งก็มีเรือมาขายกันถึงหน้าบ้านเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้แมวดื้อยังไม่ได้ไปลองที่ไหนเลย
เอาไว้หากไปลองพักที่ไหน แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีก็แล้วกัน

จากโฮมสเตย์ที่แวะไปดูกัน
เดินออกมา ก็จะเจออุทยาน ร.๒
เดินเลี้ยวไปอีกนิด ก็เจอตลาดน้ำอัมพวา
เกือบบ่ายแล้ว
หวานใจเลยเริ่มออกอาการ
พอเดินเข้าตลาด ด่านแรก ก็ซื้อน้ำมะพร้าวก่อนเลย
พร้อมด้วยมองขนมไทยสีสวย ไม่วางตา
ตอนแรก แมวดื้อกะว่าจะพาหวานใจไปกินอาหารไทย ที่ร้าน กำปั่น
แต่ด้วยความที่แมวดื้ออยากกิน “ไข่ปลาหมึกทอด”
ก็เลยแวะซื้อก่อนที่เชิงสะพาน
สุดท้ายแมวดื้อกับหวานใจก็ตัดสินใจเริ่มซัดโฮกกันกับ ไข่ปลาหมึก และ หอยทอด
แต่ยังไม่ทันจะถ่ายรูปทวิต หรือหยิบกล้องออกมาเลย
ไข่ปลาหมึกก็หายวับไปกับตา
ฮ่า..ฮ่า
เหลือแค่นี้

พอกินหมด แล้วก็มุ่งหน้าไปต่อร้านอื่นได้ทันที
ตามนิยมของ “แก๊งปากมัน”
..อย่ากินให้อิ่ม แต่จงลิ้มลองให้ได้ทุกร้าน..

:lol: :lol:

พอเดินเข้าตลาดน้ำ คนเริ่มเยอะ
แมวดื้อก็เลยปล่อยหวานใจ ถ่ายรูปไปเรื่อย
ส่วนแมวดื้อ หลบคนที่เดินสวนทางผ่านไปมา
เห็นคุณยายพายเรือขายสาคูเข้ามาใกล้ๆ
ก็ไม่พลาดที่จะอุดหนุนคุณยาย
เดินไป กินไป (อีกหล่ะ) 

:twisted::twisted:

เดินกันไปจนสุดทาง
เห็นหวานใจยังสนุกกับถ่ายรูปอยู่
แมวดื้อก็เลยไปนั่งรอในร้านลูกชิ้น / ลอดช่อง
ร้านน่ารักๆ ที่เอาโต๊ะนักเรียน มาเป็นโต๊ะให้ลูกค้านั่ง
โต๊ะไม้ขนาดเล็ก มีช่องสำหรับใส่หนังสือ สมุดด้านหลัง
บนโต๊ะมีเครื่องดนตรีไทยขนาดเล็ก (เล่นได้)
แดดเริ่มออกแบบนี้ สั่งลอดช่องมากินกันดีกว่า
..แต่แล้ว..
..ไอ่กบ..ก็โผล่มา..

Bonjour ลูกชายหวานใจ
ชอบทะลึ่งโผล่มาจุ้นจ้านเป็นประจำ
แมวดื้อชอบเรียกว่า “ไอ่กบ”
อิอิ
ลอดช่องมาหล่ะ.. ไอ่กบ ยืนไกลๆ เดี๋ยวจมลอดช่อง

หวานใจมาถึงก็สั่งลองช่องมาเบิ้ล แถมลูกชิ้น กินกันเพลิน
ร้านนี้ หากคนว่างๆ มีพรอพอะไรให้ถ่ายรูปเต็มไปหมดเลย
แต่พอนั่งไปสักพัก คนก็เริ่มมากันเต็มร้าน
(เป็นอย่างนี้ประจำ.. ทุกที)
ก็เลยเดินหาทำเลใหม่กัน
มาจนถึงร้านนี้

ชั้นล่าง ขายเสื้อ ของที่ระลึก
พอเห็น
“จิบชา และเครื่องดื่ม
สบาย สบาย เชิญชัน 2″
แมวดื้อกับหวานใจก็ถือโอกาสลองชาที่นี่กันสักหน่อย

ตัวบ้าน เป็นบ้านไม้
พอขึ้นมาชั้นสอง ก็แทบไม่อยากไปไหนแล้ว
บรรยากาศดีมั่กๆ
ในวันที่แดดออก มีลมเอื่อย..เอื่อย สบายๆ แบบนี้ ชิลสุดๆ
หรือหากเป็นวันที่ฝนตกพรำๆ ก็น่าจะได้อารมณ์เย็นๆ ปน เหงาๆ
อยู่แค่ไม่กี่นาที ก็หลงรักร้านนี้เข้าให้แล้ว
อีกอย่าง ด้วยเฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่ง
ทำให้รู้สึก “เหมือนอยู่บ้าน” 
มีหมอน กับ เบาะ อยู่เต็มไปหมด
(ให้อารมณ์คล้ายร้าน sometime’s)
พอเดินขึ้นมาแล้ว หากพนักงานไม่ทันเห็น
หรือหากต้องการเรียกพนักงานเพื่อสั่งเครื่องดื่ม ก็ใช้บริการอันนี้ได้

มีชาอยู่หลายแบบเหมือนกัน
ส่วนใหญ่เป็นชาผลไม้
มีแต่งกลิ่นดอกไม้บ้าง น่าลิ้มลองยิ่งนัก
ลองสั่งชาบูมเบอรี่มาดูหน่อย

สีสวย กลิ่นหอม
ขอน้ำแข็งได้ตลอด
85 บาท
แถมบรรยากาศ (ไม่คิดตัง)

หลังจากเอาชามาเสิร์ฟ แล้วเก็บเงินไปแล้วนั้น
ทางร้านก็ปล่อยให้อยู่ไป จะทำอะไรก็ได้
นั่ง นอน ถ่ายรูป ตามสบายเลย
ซึ่งก็แน่นอน หวานใจ ต้องอยากให้ถ่ายรูปให้อยู่แล้ว

ฝืมือที่มีก็ถ่ายได้แค่นี้ (อีกตามเคย)
แล้ว Je t’aime ก็โผล่มา
ไม่รู้ว่าจะมากินชา หรือมาตีกลอง
ทำท่าอย่างมือ percussion
เอาหล่ะสิ เริ่มมีสมาชิกเพิ่ม
ก็ต้องกดชัตเตอร์ไปตามระเบียบ 

หวานใจถักหมวกคู่สีเหลืองมาพร้อม
กะว่าจะไปเที่ยวทุ่งทานตะวันเต็มที่

และแล้ว.. ก็เสียวสันหลังวาบ
เหอ..เหอ..เหอ
รอยยิ้มอันลี้ลับ 

ขอแทรกเล่าเรื่อง “เรโกะ” กันสักนิด
ปกติแล้วแมวดื้อไม่ค่อยสนใจน้องๆ ของหวานใจเท่าไหร่
คือแบบว่า อยู่ๆ ก็ชอบเกิดขึ้นมา
ไม่รู้ใครทำคลอดให้
เรโกะเกิดมาแบบแมวดื้อไม่รู้เรื่องเลยแหละ
นานไป หวานใจก็บอกว่าน้องคนนี้ อาจต้องไปอยู่บ้านอื่น
ด้วยมีน้องๆ เริ่มเยอะ ไม่ค่อยได้เล่น
แม้ว่าอาจจะสงสาร แต่คงต้องหาบ้านใหม่ให้
ทริปนี้ ตอนแรกสุดหวานใจตั้งใจว่าจะพาเรโกะมาถ่ายรูป
ก่อนจะหาบ้านใหม่ให้ไปอยู่
หวานใจพาเรโกะมาโชว์ตัว

อืม.. ก็ไม่ได้สนใจอะไร
มาดูบรรยากาศรอบๆ ร้านนี้กันดีกว่า

เฟอร์นิเจอร์เป็นไม้ มีเบาะนั่งสบาย

มีระเบียงออกไปนั่งตากลมสบายๆ มองดูตลาดน้ำจากมุมสูง
นอกจากนี้ยังเห็นแม่น้ำชัดเจน

จะนอนอ่านหนังสือ ชิลๆ ตรงนี้ก็ได้

บรรยากาศสบายๆ มองเห็นนักท่องเที่ยว กับเรือผ่านไปมา
ตอนนี้ หวานใจก็ง่วนอยู่กับ Je’ taime
ทิ้งเรโกะไว้ข้างๆ แมวดื้อ
ไหนๆ ก็อาจไปอยู่บ้านใหม่แล้ว
มาถ่ายรูปกันหน่อย
ดูสิ.. หน้าตาน่ารักแค่ไหน

แบ๊วได้อีก

:idea: :idea:

ซนจริงๆ เลย

ปีนบันไดอยู่นี่แหละ

ออกไปเล่นข้างนอกต่อ

ปีนไปโน่นอีกหล่ะ ถ้าตกไปนี่ ลงน้ำเลยนะ – -”

วิ่งออกไปตากแดด ระเบียงอีกด้านนึง
ร้านนี้มีที่เล่นเยอะจริงๆ

อ่อย… แย่แล้ว ตากแดดมากไปหน่อย หน้าแดงเลย
เรโกะจะเป็นลมแดดค่ะ พาเรโกะไปพักหน่อยค่ะ

เฮ่อ.. ตากพัดลม ค่อยยังชั่วหน่อย

นั่งพักนาน เรโกะเริ่มง่วงแล้วค่ะ

แอบง่วงเจ้าค่ะ แต่ยังซนได้อีก

และแล้วหวานใจก็หันมาเห็น
เรโกะกลับไปนอนในรังหนอนเหมือนเดิม

 :?::?:

อยู่ที่ร้านธารามาตย์กว่าสามชั่วโมง
ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เพราะกินกันตลอด
แต่แดดร่มแล้ว ไปเดินตลาดกันดีกว่า
ก่อนลงมาข้างล่าง เห็นน้ำตาลของร้านนี้ น่ารักดี

พอเดินลงมาข้างล่าง ก็แวะดูเสื้อกันสักนิด

บริเวณสะพาน คนเริ่มเยอะกันแล้ว
แม่ค้าทยอยพายเรือมาขายของกันอย่างสนุกสนาน
บ้างก็หลบเรือนำเที่ยว บ้างก็ปิ้งๆ ย่างๆ ตำส้มตำกัน
ดูเป็นวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่าย
(มันจะไม่ง่าย ก็ตรงที่นักท่องเที่ยวเยอะนี่แหละ)

กุ้ง – ปลาหมึก น่ากินมาก

 

นั่งกินกันริมตลิ่งกันเลย ก้าวพลาดก้าวเดียวก็ลงน้ำ

ขนมจีนก็มีนะ

หรือจะกินก๋วยเตี๋ยวเรือ ก็เป็นก๋วยเตี๋ยวบนเรือจริงๆ

แมวดื้อกับหวานใจ เลือกโต๊ะริมน้ำ ด้วยเหตุที่ว่าสัมภาระค่อนข้างเยอะ
(กลัวตกน้ำ)
กินกุ้งกันดีกว่า

กุ้งอบวุ้นเส้นหอมๆ
เริ่มจะไม่ถ่ายรูปหล่ะ เพราะมือไม่ว่าง
ฮ่า..ฮ่า

กินอิ่มก็ได้เวลากลับกันแล้ว
ก็ยังซื้อขนมติดมือกลับกันด้วย
บั๊บ..บาย อัมพวา 

 

Aug
18

มาต่อกันตอนที่สอง
หลังจากที่มาถึงตลาดน้ำอัมพวากันแล้ว
ก็เริ่มเดินเล่นไปเรื่อย
ถ่ายรูปบ้าง แต่เน้นกินมากกว่า
ด้วยฝนฟ้าไม่เป็นใจ
ตกหนัก สลับเบา
แต่ก็ตกตลอดนะ ไม่มีหยุดเลย
ทำให้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่
ได้รูปแบบขำๆ เหมือนกล้องคอมแพค ฮ่า..ฮ่า
บางรูปไม่ได้มืด (จริง) ก็ process ให้มันมืดซะงั้น :P
เอาไว้คราวหน้าไปแก้ตัว

ภาพที่เห็นตลาดน้ำอัมพวา คือใช่เลย
เหมือนที่เคยเห็นจากอินเทอร์เนท รวมกับจินตนาการ ว่าประมาณนี้

แมวดื้อใช้วิธี เดินลัดเลาะ ลอดใต้สะพานเข้าไป
ไม่ใช่เส้นทางเดินปกติ
เอิ้ก..เอิ้ก
เดินไปเริ่มทัวร์ ที่ป้ายถนน

เริ่มหิวแล้ว
นี่ก็ปาไปสี่โมงเย็น ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
ขอประเดิมกับร้านนั่งสบายๆ ก่อนนะ
กับ หอยทอด ผัดไท และ ไข่ปลาหมึกทอด
ดังที่ tweet ผ่าน twitter ไป อิอิ

หลังจากนั้น เดินกลับมาที่สะพาน
เล็งพิกัดน่าสนใจก่อน ว่ากินอะไรอีกดี
ทั้งที่ซัดโฮกชุดแรกมาแล้ว

ว่าแล้วก็เลืิอกเส้นทางที่คนอยู่กันเยอะๆ
อาหารที่นี่ คล้ายกับตลาดน้ำที่อื่น
ผัดไท หอยทอด ส้มตำ หมูสะเต๊ะ
ก๋วยเตี๋ยวต่างๆ
แต่ที่ค่อนข้างพิเศษ ก็ดูเหมือนจะเป็นพวกอาหารตามสั่ง
ที่ล้วนแต่เอาอาหารทะเลสดๆ มาปรุง ให้นักชิม ได้ลิ้มลอง
อาทิเช่น ไข่เจียวหอยเชลล์ กุ้งอบวุ้นเส้น หรือปลาหมึกทอดกระเทียม
ราคาก็ถือว่าไม่แพงมาก ถ้าเทียบกับคุณภาพ ที่เรียกว่าสดจริงๆ
พวกอาหารตามสั่ง ก็จะอยู่ในร้านที่ปักหลักแน่นอน
แต่ถ้าอยากกินอาหารกินเล่น ก็แน่นอน ตามเรือได้เลย
ราคาอาหารโดยทั่วไป ก็ประมาณนี้

หากจะกินอาหารที่ขายบนเรือ หาที่นั่งยึดตลิ่งได้เลย
นั่งกันเป็นขั้นบันได
เดี๋ยวจะมีแม่ค้ามาตะโกนถามเอง ว่าจะเอาอะไร
เครื่องปรุง ขอคนข้างๆ เอา เพราะมันจะวนไปเรื่อยๆ

ก๋วยเตี๋ยวเรือ เย็นตาโฟ 10 บาทเท่านั้น

รูปข้างบนเห็นเรือลำนี้ลางๆ
ให้ดูกันแบบจะๆ
ปลาหมึกจ้า ปลาหมึก
ย่างกันบนเรืิอเลย
ตัวใหญ่ๆ สดๆ จิ้มกับน้ำจิ้มพริกแบบทะเล
สุดยอดมาก 

เรือหอยเชลล์ย่าง เข้าเทียบกับเรือขายกาแฟโบราณ

คนเยอะ เป็นประจำในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้
หลังจากเดินผ่านร้านน่าสนใจมาหลายร้าน
หลบผู้คนที่จับจ่ายซื้อหาของกิน และผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
ก็มาถึงร้านนี้ แวะพักตากพัดลมเล็กน้อย อากาศเริ่มอบได้ที่ ทั้งที่ฝนตกแบบนี้

ร้านลูกชิ้น ที่แต่งร้านได้เก๋ไก๋
สั่งลูกชิ้นมาก่อนเลย

ตามด้วยลอดช่อง

บนโต๊ะที่เครื่องดนตรีเล็กๆ อย่างเช่น ตะโพน หรือระนาด
ให้เล่น จนหนวกหู ขณะรอแม่ค้ายกมาเสิร์ฟ

หลังจากที่ซัดลูกชิ้น ตามด้วยเบิ้ลลอดช่อง
ก็มาเดินกันต่อ
ร้าน “กำปั่น”
มีทั้งของคาว ของหวาน เครื่องดื่ม ที่น่าสนใจ
เห็นป้ายน้ำพริกลงเรือ ไอศครีมโฮมเมด และน้ำ “มะเน็ด” แล้ว คราวหน้าต้องมาลองที่นี่

ยืนตรง เคารพธงชาติ หกโมงเย็นพอดิบพอดี
ได้เวลาจากอัมพวา กลับเข้าสู่เมืองหลวงเสียที
รถตู้เที่ยวสุดท้าย ออกตอนทุ่มนึง
แม้ว่าจะเห็นป้ายบนรถสองแถว แจ้งว่า ปรับเวลาใหม่ จนถึงสองทุ่ม
แต่ก็ห่วงว่า อาจไม่มีรถ หรือนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เอารถมา อาจกลับพร้อมๆ กัน
เลยเผื่อเวลาไว้เล็กน้อย

รูปนี้ตลกมาก คืออยู่ตรงทางเดิน
ไม่มีใครสนใจ พอยกกล้องถ่าย 2-3 ชอตแค่นั้น
ตากล้องไม่รู้มาจากไหน ถ่ายรูปกันใหญ่เลย
ไม่เห็นกันหรือไงฟร่ะ

เดินย้อนกลับมา
มีร้านขายของที่ระลึก
รับถ่ายรูป แล้วทำโปสการ์ดเลยทันที
ขอบคุณคู่รักหวานแหววที่อยู่ด้านใน (ติดมาด้วยนิดนึง)
ตู้ไปรษณีย์น่ารักๆ ที่มีโปสการ์ด blythe แปะอยู่ (ตามมาหลอกหลอนถึงที่นี่เลย)

เดินข้ามสะพานกลับมา
นักท่องเที่ยวก็ยังไม่บางตาเท่าไหร่เลย
ย่อรูปเล็กไปหน่อย เรือลำที่แม่ค้าใส่เสื้อสีเทา ขาย “ส้มตำทอด” ยังมีอยู่เต็มลำ สงสัยเพิ่งจะมา

ค่ำแล้ว.. แต่คนยังคึกคักกันอยู่เลย
มีเรือรอนักท่องเที่ยว พาไปทัวร์ทั้งหิ่งห้อยจริง และหิ่งห้อยเทียม

รูปสุดท้าย ก่อนจากตลาดน้ำอัมพวา
หากมีโอกาส คงได้มาอีกแน่ๆ

หลังจากเดินข้ามสะพานกลับมายัง ตำแหน่งที่กระโดดลงจากรถสองแถวแล้ว
รอไม่นาน ก็มีรถสองแถวผ่านมาพอดี
รถสองแถว พากลับมายังแม่กลองอย่างรวดเร็ว
ตอนขาไป นานมาก อาจเป็นเพราะฝนตกกระมัง
หกโมงครึ่ง เดินไปที่ท่ารถตู้
คราวนี้ไม่ยาก เพราะลงจากรถสองแถว ก็เจอท่ารถตู้เลย
จ่ายเงินเรียบร้อย
พี่ที่คิวรถตู้บอก ต้องรอรถ อีก 20 นาที ถึงจะมา
เลยมีเวลา yummy กับโรตี และก๋วยเตี๋ยวน้ำ หน้าคิวรถตู้กันต่อ
หกโมงสี่สิบห้า รถตู้คนนึงก็มาจอด
ด้วยความไว ก็ขึ้นก่อนเลย
เสียบหูฟัง ไอโฟน ตั้งท่าจะฟังเพลงแล้วหลับไปเลย
พี่คนขับ ก็เดินมาบอกว่า ”พี่ขอนะครับ นี่เที่ยวสุดท้ายแล้ว ขอนั่งกันแถวละ 4 คนแล้วกัน”
จ๊ากก
เพิ่งจะทุ่มเดียว
คันสุดท้าย
ดีนะ.. ที่ไม่บ้าจี้ รอกลับตอนสองทุ่ม มีหวังได้นอนโฮมสเตย์แถวนี้แน่ๆ
แถวละ 4 คน ก็เอาฟร่ะ รถใหม่ ก็ไม่ได้คับแคบอะไร
จะจ่ายเท่าเดิม ก็ช่าง ขอให้ได้กลับก็แล้วกัน
และแล้ว อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ก็มาถึงอนุสาวรีย์ชัย อย่างปลอดภัย
ไปแวะซื้อเสบียงที่พารากอน แล้วไปซัดโฮกที่บ้านหวานใจต่อ
ฮ่า..ฮ่า
สรุป ทริปนี้ ซัดโฮกเยอะมาก แต่ไม่ค่อยอยู่ท้อง
คือ.. ตอนกินมันอิ่มนะ แต่พอเดินๆ ไปสักพัก มันก็หิวอีก
กลับมายังซัดข้าวหมูแดงกับมาม่าได้ต่อ
อ้อ.. ขนมปังเบเกอรี่อีก
ชั่งน้ำหนักก่อนนอน
+2KG!!
- -”

Aug
17

สัปดาห์นี้ฉายเดี่ยว
เนื่องจากเมื่อคืน “ง้องแง้ง” กับหวานใจ
ก็เลยเงียบกันทั้งสองฝ่าย
วันนี้อยากนอน ฝังตัวอยู่ในที่นอน
ก็เลยไม่ยอมลุก ตอนเช้าไปสวนรถไฟ
สายหน่อย ก่อนที่ตัวขี้เกียจจะกัดกินเวลา ไปมากกว่านี้
ก็แซะตัวเองจากที่นอน ลุกขึ้นมาเปิดคอม
backup web ที่ดูแลอยู่
แล้วก็อ่านข่าวไปเรื่อย
รอเวลา และอารมณ์ ออกไปโดนแดดบ้าง
บ่ายโมง คือเวลาที่งัดตัวเอง ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
หยิบกล้องใส่เป้ แล้วออกเดินทาง
จุดหมายสัปดาห์นี้ คือ “ตลาดน้ำอัมพวา”

ตลาดน้ำอัมพวา
ได้ยินชื่อเสียงมานาน
เคยอ่านข้อมูลมาบ้าง
แต่ไม่รู้เป็นอะไร
วันนี้เกิดไม่อยากอ่าน ไม่อยากค้นข้อมูลซะงั้น
จำได้ลางๆ ว่า ถ้าไม่ไปขึ้นรถทัวร์ที่สายใต้ ก็ขึ้นรถตู้ตรงอนุสาวรีย์ชัยฯ ได้
ตัดสินใจตบเท้า เดินขึ้น BTS ไปยังสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ

เดินจดๆ จ้องๆ อยู่แถวคิวรถตู้ ที่มีมากมายเหลือเกิน
ตัดสินใจเดินเข้าไปถาม (เดาว่า) พี่คนขับรถ
เค้าบอกให้ขึ้นได้เลย พลางก็ชี้ไปยังรถตู้ที่อยู่ทางด้านหน้า
พร้อมฝากฝังคนขับรถ (คนนี้) ว่าให้พาไปส่ง “ท่ารถ” เพื่อไปตลาดน้ำอัมพวา
เรียกว่า รถตู้ต่อเดียว ไม่ถึง ว่างั้นเถอะ
เอาฟร่ะ ลุยโล้ด

พอขึ้นรถตู้ได้ ก็จ่ายค่าโดยสาร 70 บาท ทันที
หยิบหูฟัง เสียบไอโฟน เปิด Depapepe
เมฆเยอะ แต่แดดออก
ห้านาทีต่อมา รถตู้เริ่มออกเดินทาง
เสียงกีต้าร์ใสๆ ท่วงทำนองสบายๆ 
ทำให้ได้ปลดปล่อยอารมณ์
เหมือนออกเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ หลบหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง
แม้ว่าจะรู้สึกผ่อนคลาย
แต่ก็ยังมีสิ่งกังวลในใจ
อยากให้หวานใจมาด้วยจัง
….

ยี่สิบนาทีถัดมา
เราก็ออกจากเขตเมืองหลวงเสียที
คุณลุงนั่งข้างๆ ดูเกิดอาการกระวนกระวายพอสมควร
ได้ยินว่าต้องเดินทางไปสัมนาอะไรสักอย่าง
เดินทางคนเดียว
และดูเหมือน พี่คนขับรถตู้ จะไม่ให้ความสนใจเท่าไรนัก
คาดเดาว่า ก็คงตกที่นั่งเดียวกัน
- -” 

แล้วฝนก็ตกปรอยๆ ลงมากระทบกระจกหน้ารถตู้
จำได้ว่า หลายครั้งที่มา (หรือผ่าน) จังหวัดนี้
ก็จะเจอกับฝนอยู่ร่ำไป
แต่วันนี้ ไม่ได้เตรียมตัวมาลุยฝน ออกจะห่วงๆ กล้องนิดหน่อย
น่าแปลกใจว่า ฝนตกแบบแบ่งเขต เรียกว่าเขตใครเขตมัน
อยู่ๆ พอรถข้ามแยกไฟแดง มันก็หยุดซะอย่างงั้น
พอข้ามคลองอีกที ก็เจอฝนอีก
เป็นเช่นนี้เรื่อยไป
ทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดนึงว่า ตอนที่ลงจากรถตู้ ฝนอาจไม่ตกตรงนั้นก็ได้ :P

ผู้โดยสารหลายคน ทยอยลงกลางทางกันไปเรื่อย
หลายคน ลงตรงโรงงาน
บางคนลงตรงนาเกลือ
บางคนลงหน้าบ้านพอดี
แสดงถึงความเชี่ยวชาญในเส้นทาง
แต่สำหรับคนเมืองอย่างแมวดื้อ
นี่ตรูอยู่ตรงไหนของประเทศไทยฟร่ะ
ฮ่า..ฮ่า
ก็ยังใจเย็น เปิด Maps บนไอโฟน ดูตำแหน่งคร่าวๆ ให้พอรู้ทิศทางบ้าง

นั่งคิดอะไรเพลินๆ
พี่คนขับก็จอดรถ
คนลงไปเกือบหมด แล้วก็หันมาบอกว่าน้องลงเลย แล้วไม่พูดอะไรต่อ
ลงก็ลงฟร่ะ
ลงเสร็จ ซ้ายมือเป็นนาเกลือ ขวามือเป็นโรงงาน ฝั่งตรงข้ามเป็นทางเข้าวัด
- -”
เอาหล่ะสิ
พอลงเสร็จ รถตู้มันก็ออกไปเลย
ซวยแล้ว
ลอง tweet ดู เผื่อมีคนแถวนี้ ฮ่า..ฮ่า
น้องนักเรียน ที่มารถตู้คันเดียวกัน เดินไปลิบๆ
รีบเดินตามไป
สุดท้าย ก็พาตัวเองมาถึงตลาดแม่กลองจนได้
เห็นทางรถไฟ และตลาด ก็เลยนึกออก
ยังไง.. จากตรงนี้ ก็คงหารถกลับกรุงเทพฯ ได้ไม่ยากแล้ว

ฝนตกปรอยๆ
อยากเดินเข้าไปเที่ยวตลาดรถไฟ แต่คงไม่ไหว เปียกแน่ๆ
พยายามเดินเลาะใต้ชายคา บ้านคน ตึกแถว ไปเรื่อยๆ
ตามองหาร้านขายของ
ประมาณว่า ถ้าเจอร้านไหนขายร่ม ก็คงซื้อเลย :P
แต่ยังไม่ทันเจอร้านขายร่ม
เจอพี่ตำรวจเสียก่อน
ตำรวจช่วยเหลือประชาชน
เดินไปถามทาง ว่าจะไปตลาดน้ำอัมพวา ไปยังไง
คำตอบแรกที่ได้
“น้องมายังไง ก็ไปทางนั้นแหละ”
- -”
ผมมารถตู้ครับพี่
“ก็นั่นแหละ นั่งรถตู้ ต่อไปอัมพวา”
แป่วว
มีทางอื่นไหมครับ
“อืม.. ก็มีนะ น้องไปทางนี้ก็แล้วกัน”
“น้องมองเห็นเซเว่นนั่นไหม”
มองตามไป เห็นป้ายจิ๋วตัวเท่ามด
“เดินไปถึงเซเว่นนั้น จากนั้นเดินตามตึกแถวไปเรื่อยๆ เจอทางแยกให้เลี้ยวซ้าย
ข้ามทางรถไฟไป จะเจออีกเซเว่นนึง จากนั้นถามคนแถวนั้นก็แล้วกัน”
โห.. เหมือนจะใกล้
โอเค.. เดิน (ตากฝน) เล่นๆ ไป
ผ่านไปสองเซเว่น (เออ.. เมืองนี้เซเว่นเยอะดี)
ไปจนถึงสี่แยก เห็นรถสองแถวจอดกันเต็ม
แต่มีหลายสายมาก
ไปสายไหนดีหว่า
ถามคุณยายขายลูกชิ้นข้างๆ ได้ความว่า ขึ้นคันนั้นเลย
ขึ้นเลย ขึ้นเลย จะออกแล้ว
แมวดื้อก็กระโดดขึ้นรถโดยพลัน
ข้างรถเขียนไว้ว่า “โรงเจอัมพวา”

ฝนตกสลับกับหยุด ไปตามพื้นที่ต่างๆ เช่นเคย
รถสองแถว พาผู้โดยสาร ฝ่าฝนไปส่ง
หลายคนลงหน้าบ้าน (อีกแล้ว)
มาได้สักระยะ ก็มาติดที่แยกไฟแดง
แมวดื้อยังไม่ทันคิดอะไร
พอรถออก หันมองกลับไป
มีป้ายเขียนเอาไว้ว่า “ตลาดน้ำอัมพวา, อุทยานร.2″ เลี้ยวซ้าย
ซวยแล้วไง
รถก็ออกมาตั้งไกลแล้ว ฝนตกด้วย ลงแล้วเดินย้อนกลับไป ไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ
คิดในใจ คุณยายไม่เห็นบอกอะไร มีความเป็นไปได้ว่า รถสองแถว อาจจะยูเทิร์นก็ได้
หรือถ้ามันเลวร้าย จนหลงหลุดโลกไปเลย
ก็นั่งคันเดิมนี่แหละ กลับไปที่เดิม ฮ่า..ฮ่า

หลังจากคิดได้ดังนั้น 
ก็ขยับตัวเอง ไปด้านในสุด (จะได้เปียกน้อยที่สุด)
รถพาเลี้ยวเข้าชุมชนแห่งนึง
มายังโรงเจอัมพวา
ซึ่งเดาว่าเป็นจุดหมายปลายทางของสายนี้
ดังที่เขียนไว้ข้างรถ
แต่ก็ยังดื้อไม่ลงจากรถ
..ก็คนอื่นไม่เห็นลงกันเลยอ่ะ..
คนขับจอดรถพูดคุยกับแม่ค้า พอหอมปากหอมคอ ก็เดินทางต่อ
เลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้าน สักพักก็มีนักท่องเที่ยวขึ้นรถ มาเป็นระยะ
ใจชื้นขึ้นมานิดนึง
จากทิศทางที่รถวิ่ง น่าจะย้อนกลับมาทางป้ายที่บอกทางไป ตลาดน้ำอัมพวา

และแล้วก็ผ่านที่จอดรถ อุทยาน ร.2
โอ้ว.. ใช่เลย ถูกทาง
เอาไว้คราวหน้า มาแวะเที่ยวที่นี่ด้วย
รถเลยมาได้อีกหน่อย ขึ้นสะพานสูงๆ
ตาเหลือบมองลงไปที่แม่น้ำ
อ้าว.. ตลาดน้ำอัมพวา ตรงนี้นี่เอง
รีบคว้ากระเป๋า กดอ่อด ลงจากรถสองแถวทันที

มาถึง ตลาดน้ำอัมพวาจนได้
ไม่ขับรถ
ไม่เตรียมการ การเดินทาง
มาถึงได้เหมือนกัน
เดี๋ยวขากลับ ค่อยว่ากันอีกที
ตอนนี้ไปเที่ยวเล่น ตลาดน้ำอัมพวากันดีกว่า

– โปรดติดตามตอนต่อไป – 

 

May
02

ตลาดน้ำ
เป็นสถานที่อันดับต้นๆ ที่แมวดื้อ ชอบที่จะไป
คือมีของกิน (อันนี้สำคัญ)
แล้วก็ชาวบ้าน ที่ใจดี ยอมคุยเล่นหัวกับเรา หรือยอมให้เราถ่ายรูปได้โดยไม่บ่น
ลองไปถ่ายรูปแม่ค้าขายผลไม้ที่สยามสิ
ขนาดเข็นรถเข็น ยังไม่ให้ถ่ายเลย
ไล่ด่าตามหลังมาอีก

อาหาร + ขนมไทย มีให้เลือกกินเยอะแยะ
จริงๆ บางอย่างมันก็หากินไม่ยากหรอก แต่ตลาดน้ำบางที่ มันได้ “บรรยากาศ” ด้วยไง
ร้านที่หยิบมาแนะนำวันนี้ อยู่ตรงข้ามตลาดน้ำคลองมะยม
ตลาดน้ำที่นี่ เปิดมาได้ไม่นาน (20 พฤศจิกายน 2547)
อาจจะดังไม่เท่าตลาดน้ำตลิ่งชันรุ่นพี่
แต่เค้าว่ากันว่า ที่นี่ อบอุ่นไม่แพ้ที่อื่น
(อบอุ่น นี่คือร้อน หรือว่าเป็นกันเองหว่า ฮา)

 


บรรยากาศชวนนั่งกินไอศกรีมเย็นๆ ริมคลองลัดมะยม

       โลกร้อน ฤดูร้อน อากาศร้อน การเมืองร้อน เข้าวัดก็ร้อน…ร้อน..ร้อน..ร้อน… โอ้ย!!! ร้อนไปหมด ร้อนๆ แบบนี้ หากได้กินอะไรเย็นๆ ฉ่ำๆ หวานๆ ก็คงช่วยคลายร้อนได้ไม่มากก็น้อย ว่าแล้ว “ผ่านมาแวะกิน” จึงออกไปหาของกินดับลมร้อนกับ “ไอศกรีม” (ไอติม)หวานๆ เย็นๆ สักถ้วยสองถ้วย เพื่อช่วยเพิ่มความเย็นท้องและเย็นใจ

       ไอศกรีมร้านนี้อยู่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตลาดน้ำเล็กๆ ในกทม. ที่มีของกินมากมาย นับเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน ของคนกรุงที่น่าสนใจไม่น้อย

       สำหรับร้านไอศกรีมที่เราแวะมาคลายร้อนนั้น คือร้าน “ไอติมโบราณ” ลุงชวน ที่ไม่ใช่ลุงชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี (ที่ช่วงนี้ออกมากรีดพลังประชาชนอยู่บ่อยครั้ง) หากแต่เป็นไอศกรีมโบราณร้านลุงชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม


ไอศกรีมหวานๆ เย็นๆ ชวนลิ้มรส

       ไอศกรีมโบราณที่นี่เป็นไอศกรีมทำเอง (โฮมเมด) หลากหลายรสชาติแบบไทยๆ เหตุที่เรียกว่า “ไอติมโบราณ” นั้น ลุงชวนบอกว่า เพราะใช้สูตรการทำไอศกรีมแบบโบราณ ที่ทางครอบครัวทำกินกันเองที่บ้าน และได้นำมาคิดค้นดัดแปลงสูตรอยู่นาน จนได้ทำออกมาขายเป็นไอศกรีมแบบไทยๆ ที่คัดสรรแต่วัตถุดิบอย่างดีที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวอ่อน มะพร้าวกะทิ ขนุน ข้าวโพด เผือก แตงโม และผลไม้อื่นๆ อีกมากมาย มาทำเป็นไอศกรีมมากมายหลายรส และหากถึงช่วงฤดูผลไม้ไหนออก ก็จะนำมาทำเป็นไอศกรีมรสพิเศษ ให้ได้ลิ้มรสกัน และไอศกรีมที่นี่ ไม่ได้ใส่สารเคมีใดๆ เจือปน จึงปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

       ไอศกรีมของที่นี่มีขายยืนพื้นเป็นประจำอยู่หลายรสด้วยกัน อาทิ ไอศกรีมรวมมิตร เป็นไอศกรีมกะทิ ที่จะใส่เครื่องหลายอย่าง ทั้งเผือก ลอดช่อง ข้าวโพด มะพร้าวอ่อน ขนุน ที่กินแล้วรสหวานหอม กินกับเครื่องที่ใส่มาเพลินปากนัก

       ไอศกรีมมะพร้าว เนื้อเนียนสีขาว มีเนื้อมะพร้าวอ่อนล้วนๆ ปั่นมากับไอศกรีม ให้รสหอมหวานเย็นชื่นใจ แถมมีเนื้อมะพร้าวให้เคี้ยว ในเนื้อไอศกรีมด้วย แต่ถ้าใครชอบรสกาแฟก็มี ไอศกรีมกาแฟ ที่ใช้ผงกาแฟปั่นรวมกับไอศกรีมกะทิ กินแล้วหอมกลิ่นกาแฟเย็นปาก


หลากหลายรสชาติกับไอศกรีมแบบไทยๆ

       และยังมีไอศกรีมรสผลไม้ อย่างไอศกรีมแตงโม ที่เนื้อไอศกรีมจะหยาบนิดๆ กินแล้วชื่นใจเหมือนได้กินน้ำแตงโม ปั่นจนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ไอศกรีมสตรอเบอร์รี่ สีแดงสดใสรสชาติหวานอมเปรี้ยวชื่นใจ ไอศกรีมลูกพรุน ที่ใช้เนื้อลูกพรุนปั่นรวมกับไอศกรีมกะทิ กินแล้วได้รสชาติลูกพรุนหอมๆ หวานฉ่ำปาก ไอศกรีมกระเจี๊ยบ รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆแบบไทยๆ ไอศกรีมลำไย หวานหอมเย็นชื่นใจมีเนื้อลำไยด้วย ราคาไอศกรีมขายใส่ถ้วย ตักให้ 3 ลูก (10 บาท) แต่ถ้าใส่ถ้วยโคนกรอบได้ไอศกรีม 1 ลูกใหญ่ (5 บาท) หรือจะซื้อกลับบ้านก็มีขายครึ่งก.ก. (40 บาท) 1 ก.ก. (80 บาท)

ชื่อร้าน : ไอติมโบราณ

ประเภทอาหาร : ไอศกรีม

เมนูจานเด่น : ไอศกรีมหลากหลายรสชาติ อาทิ ไอศกรีมรวมมิตร ไอศกรีมแตงโม ไอศกรีมมะพร้าว

บรรยากาศร้าน : เป็นร้าน มีโต๊ะนั่งสบาย อยู่ติดริมคลองลัดมะยม

ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดน้ำคลองลัดมะยม ถ.บางระมาด แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. การเดินทางให้วิ่งมาตามถ.บรมราชชนนีมุ่งหน้าไปทางพุทธมณฑล จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถ. กาญจนาภิเษก (บางแค-บางบัวทอง) จะผ่านปั๊มน้ำมันเอสโซ่ (ปั้มที่ 1) ปั๊มเจ็ท และปั๊มเอสโซ่ (ปั๊มที่ 2) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยข้างปั๊มเอสโซ่ที่ 2 ปากซอยเขียนว่าเป็นทางลัดสู่จรัญสนิทวงศ์ 35 วิ่งเข้ามาในซอยประมาณ 1 กม. จะเห็นตลาดน้ำคลองลัดมะยมอยู่ทางซ้ายมือ และจะเห็นป้ายทางขวามือเขียนบอกว่าร้านไอติมโบราณ ให้เลี้ยวเข้ามาทางขวามือนั้น ตรงมาด้านในจะเห็นร้านไอติมฯ ตั้งอยู่ติดกับริมคลองลัดมะยม

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันเวลา 08.00-17.00 น.

เบอร์โทรศัพท์ :08-9215-2659

Link: Manager Online

Dec
30

จากเมื่อวานซืนที่ท่านแม่บ่นอยากไปตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง
วันนี้ก็เลยได้ฤกษ์ไปทัศนาเสียหน่อย
ตามปกติแล้ว ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งจะเปิดทำการ
เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์
ช่วงเวลา 07.00 น. – 14.00 น.
แต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ ปีนี้มีกิจกรรมมากมาย
อาทิเช่น

 

- เที่ยวชมตลาดน้ำบางน้ำผึ้งที่เปิดดึกถึงเที่ยงคืน (วันที่ 29 – 31 ธันวาคม 2550) พร้อมชมการแสดงพื้นบ้าน การแสดงพื้นเมือง และกีฬาสานสามัคคีของชุมชน
- ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง 9 วัด (วัดบางขมิ้น, วัดจักแดง, วัดบางกระสอบ, วัดกองแก้ว, วัดบางกอบัว, วัดบางน้ำผึ้งใน, วัดบางน้ำผึ้งนอก, วัดราษฎรรังสรรค์, วัดบางกะเจ้ากลาง)พระสงฆ์ 80 รูป รับบาตรในวันที่ 1 มกราคม 2551 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ณ ถนนทางเข้าองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง
- ล่องเรือชมหิ่งห้อยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (วันที่ 29 – 31 ธันวาคม 2550 และวันที่ 1 มกราคม 2551) ณ วัดบางน้ำผึ้งนอก
- ชมนิทรรศการความสำเร็จของชุมชนบางน้ำผึ้ง “ฉลอง 2 รางวัลเกียรติยศ” ได้แก่ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2550 และ รางวัลชุมชนคนรักษ์น้ำ ในโครงการเจ้าพระยาสดใส เทิดไท้องค์ราชันฯ
- ชมพลุนานาชาติหลากสีเต็มท้องฟ้ามากกว่า 800 ดวงในวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ (วันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลา 24.00 น.)
- ชมการประกวดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ อาทิ โกสน, หมากแดง, หมากผู้หมากเมีย
- เลือกซื้อพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับและกิ่งพันธุ์มะม่วงคุณภาพ

ตอนแรก สนใจทัวร์หิ่งห้อยอยู่บ้าง
แต่ไม่ได้ขับรถไป เลยคิดว่าขากลับน่าจะลำบากพอสมควร
แต่ยังไงเดี๋ยวดูสถานการณ์อีกที

เริ่มจากนัดท่านแม่ไว้ตอนเที่ยงที่ MRT ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
แล้วนั่ง taxi meter มาที่ท่าเรือ (บอกเค้าว่าไปที่วัดคลองเตยนอก)
การเดินทางเริ่มจากนั่งเรือจากท่าเรือคลองเตย ไปขึ้นที่ท่าเทียบเรือเพ็ชรหึงษ์
ค่าโดยสารคนละ 15 บาท เป็นเรือขนาดเล็ก จ่ายเงินที่ท่าเรือคลองเตยเลย
แดดร้อนมากๆ แต่บอกท่านแม่ให้เตรียมหมวกมาแล้ว


ไปด้วยเรือแบบนี้แหละ ระยะเวลาประมาณ 20 นาที


แดดร้อน ลมแรง เรือเหินข้ามฟองคลื่นไปเรื่อย
น้ำกระเซ็นมาโดน filter หมดเลย
รูปหลังจากนี้ เสียไปเกือบหมด เพราะว่าเป็นรอยหยดน้ำเต็ม T-T


คนขับเรือบอกว่า ถ้าจ่ายเพิ่ม (ให้คนขับ) ก็จะไปส่งถึงบางน้ำผึ้ง
แต่เราไม่ชอบพวกซิกแซก ไม่ผ่านคนขายตั๋ว เลยไม่ไป
ขึ้นจากเรือ filter เริ่มแห้ง ถ่ายรูปกันหน่อย
ชื่อประหลาดดี

จากตรงนี้มีสองวิธีที่จะไปตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง
ก็คือนั่งมอร์เตอร์ไซต์ คนละ 20 บาท
ซ้อน 2 คน มันก็คิด 40 บาท อยู่ดี
นั่งคนเดียวปลอดภัยกว่า
หรือ
เดินผ่านวินมอร์เตอร์ไซต์ไป แล้วขึ้นรถบัสไปก็ได้
เนื่องจากเริ่มหิวแล้ว
เราเลยเลือกซ้อนมอร์เตอร์ไซต์ไป
พอไปถึงหน้าตลาด มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยว ว่าอย่าซ้อนมอร์เตอร์ไซต์
ตามกฏของที่นี่ มอร์เตอร์ไซต์ 1 คัน รับผิดชอบผู้โดยสารคนเดียว
ประมาณว่า ถ้าซ้อนไปอีกคน แล้วเกิดหล่นตุบลงมา คนขับก็ไม่รับผิดชอบ ประมาณนั้น
-*-


มาถึงแล้ว ถ่ายรูปป้ายเสียหน่อย ต้นไม้ข้างหน้าป้ายรกกว่าที่เคยเห็นในเนทนะ :P


ห่อหมกหม้อดิน ของกินอย่างแรกที่เจอแล้วน่าสนใจ
ท่านแม่บอกทริคในการเดินตลาดน้ำ ก็คือให้ซื้ออันเดียว ลองกินดูก่อน
ถ้าอร่อยค่อยกลับมาซื้อ อย่าซื้อไปก่อน เพราะถ้าไม่อร่อย ก็ทิ้งหมด
นี่มีห่อหมกกระหล่ำ ห่อหมกใบโหระพา ห่อหมกใบกระเพรา
ท่านแม่ซื้อห่อหมกใบโหระพามาอันนึง


โดนัทหมู เป็นอย่างที่สองที่เข้าตากรรมการ
เป็นไอเดียที่ใช้ได้ นำหมูบดผสมกับข้าวโพด แครอท ปั้นก็ก้อนๆ
แล้วก็ใส่ในเตาคล้ายเครื่องปิ้งขนมปัง
กดออกมา เป็นรูปโดนัท
กินแล้วหมูเยอะ แต่ท่านแม่บอกว่า น่าจะข้าวโพดเยอะกว่านี้หน่อย
เอ.. ตกลง หมูเยอะ หรือข้าวโพดเยอะดีกว่ากันเนี่ย
ข้าวโพดเยอะมันก็ต้นทุนถูกกว่าหมูสิ.. ท่านแม่ – -”


ขนมถ้วยโบราณ เคี่ยวน้ำตาลปึกกันข้างๆ


คนรอต่อแถวซื้อเจ้านี่เยอะมาก
ถ่ายรูปไว้ก่อน ยังไม่ทันเห็นว่าเป็นอะไร เดี๋ยวกลับมาอีกที


เดินผ่านอาหารนานาชนิด เริ่มหิวจัด หาที่นั่งเลยแล้วกัน
ตรงนี้มีก๋วยเตี๋ยวหลอด ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หมูสะเต๊ะ
หลายอย่างดี นั่งตรงนี้แล้วกัน
สั่งก๋วยเตี๋ยวหลอดมาก่อนเลย
รสชาดพอใช้ได้ แต่ติดหวานไปหน่อย


ไข่ลงหลุม หรือไข่นกกระทาครกนั่นเอง
กินร้อนๆ อร่อยเลย (หรือว่าหิวหว่า)


ห่อหมกที่ท่านแม่ซื้อมาเมื้อกี้
เนื้อด้านล่างติดมันหน่อยนึง
น่าจะเป็นเพราะกะทิ
ไม่เผ็ด แต่มัน เนื้อห่อหมกเละไปนิด
สรุปแล้ว โหวต ไม่ผ่าน เลยไม่ได้กลับไปซื้ออีก :P


โต๊ะข้างๆ จะไปซื้อเจ้านี่ แต่มาบ่นว่าต้องรออีกนาน
เลยตามไปถ่ายรูป
มันคือ “ปากเป็ด” มันกินตรงไหนหว่า
ทางสัตวแพทย์ มันไม่มีหนัง ไม่มีเนื้อ ไม่มีอะไรให้สามารถกินได้เลย
แต่ก็มีคนรอต่อแถวซื้อกันเยอะ


บ่ายสอง เริ่มอิ่มแล้ว นักชิมบางตาลงเห็นได้ชัด
จะได้จำไว้ว่าช่วงเที่ยงคนเยอะ
ถ้าไม่คิดจะมากินข้าวเที่ยงที่นี่ ก็อย่ามาช่วงนั้น น่าจะดีกว่า
เดินกันต่อ ไปเจอขนมเบื้อง
ที่มีความลับตรงที่ใช้เตาแก๊ส แต่ว่าเอาเตาถ่านครอบหลอกตาเอาไว้
เหอ..เหอ


ร้านนี้ขายภาษามอญ 10 วันคำ
แปลว่าปีนึงรู้ไม่ถึง 40 คำ
กว่าจะรู้ทั้งหมด ใช้เวลากี่ปีเนี่ย ฮ่า..ฮ่า


ร้านนี้ขายโปสการ์ด มีตู้ไปรษณีย์ส่งได้ด้วย
นึกถึงปายขึ้นมาเลย
ที่น่าสนในของร้านนี้ ดูจะเป็นตุ๊กตา red devil กับเจ้า spider นี่


เดินจนสุดทาง วกกลับมาเส้นทางเดิม
ร้านนี้คนน้อยแล้ว


มันคือ หอยทอดครกนั่นเอง
เหมือนขนมครก แต่แทนที่จะเป็นไข่นกกระทา (ไข่ลงหลุม)
ก็กลายเป็นหอยทอดแทน


ขนมหวานที่นี่มีทั้งซาหลิ่ม ทับทิมกรอบ ลอดช่อง แต่ไม่ยักมีเฉาก๊วยแฮะ


มะกล่ำตาแดง กับ มะกล่ำตาหนู
จำกันได้ไหม ตอนเด็กๆ เคยเรียนจากวิชาภาษาไทย แต่ไม่ค่อยได้เห็นจริงๆ กันสักที

เดินจนวนกลับเกือบถึงทางเข้า เจอกิจกรรมนี้
คนมาร่วมกันเชียร์ “มวยทะเล”
ถ้าจะว่ากันให้ถูกน่าจะเป็น “มวยแม่น้ำ” มากกว่า ;)


มวยคู่แรก ทั้งสองฝ่ายขึ้นสังเวียนได้


แก๊ง แก๊ง กรรมการบอกเริ่ม ฝ่ายน้ำเงิน เดินหน้าเข้าไปลุยทันที
ตูม! ฝ่ายแดงร่วง จากฤทธิ์หมัด แต่ฝ่ายน้ำเงินก็เสียหลัก ลงน้ำเช่นเดียวกัน


ยกสอง พอเริ่ม ฝ่ายน้ำเงินก็เล่นสูตรเดิม
ตุ๊ยท้อง จนเอาชนะมาได้


คู่ต่อมา ฝ่ายแดง ได้เปรียบช่วงแขนยาว ดันแขนฝ่ายน้ำเงินขึ้น


จากนั้นก็ดึงลงมา ฝ่ายน้ำเงินก็ร่วง แต่ก็หนีบอยู่นาน จนยอมตกน้ำไป
เรียกเสียงฮาจากฝูงคนได้พอสมควร แม่ค้าตะโกนจะให้รางวัลปลอบใจกันไปตามระเบียบ

หลังจากนั้นก็เดินเส้นทางสุดท้ายก่อน ตัดสินใจกลับ
เพราะจากเส้นทางแล้ว กลางคืนน่าจะกลับลำบาก
ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งไกลจากท่ารถกลับกทม. พอสมควร
แม้ว่าจากท่ารถจะข้ามสะพานก็มายังฝั่งกทม.ได้เลยก็ตาม


ขนมนางเล็ด ปั้นม้วนเป็นก้อน


น้ำสารพัด ขายพร้อมเครื่องดินเผา


ก๋วยเตี๋ยวกะลา น่ากินดี แต่ว่าอิ่มมั่กๆ ไว้คราวหน้าแล้วกันนะ


ป้ายโก๋ยักษ์ ปักษ์ใต้ ใหญ่อลังการ เหนือทางเดิน


เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็เจอร้าน สาวน้อยคนขาย เห็นกล้องเลยรีบมุดใต้ร้านเลย สงสัยอาย


ปิดท้ายด้วยขนมปังจระเข้ 3 ตัว 70 กินตัวเดียวก็อิ่มแล้ว ตัวใหญ่จริงๆ

จากนั้นก็เดินออกมา เรียกรถกระป้อ
เก็บคนละ 15 บาท
ถูกกว่ามอร์เตอร์ไซต์ขามาเสียอีก แถมยังวิ่งไกลกว่าตั้งเยอะ
รถกระป้อ ไปส่งตรงท่ารถพระประแดง
สามารถขึ้นรถเมล์สาย 138 ไปหมอชิต หรือ 82 ไปสนามหลวงได้
ถ้าหากอยู่แถวสาธุประดิษฐ์ – พระราม 3 เรียก taxi ข้ามสะพานนิดเดียวก็ถึงเลย
แล้วขาไป จะนั่งเรือทำไมฟร่ะเนี่ย –*

blog วันนี้ยาวมั่กๆ รูปเยอะด้วย แหะ..แหะ
ปิดท้ายด้วยรูปนี้ก่อนขึ้นรถกลับกทม.

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง
ในช่วงแรกที่เคยอ่านในเนท
น่าจะใกล้เคียงกับตลาดน้ำแห่งอื่น
แต่ปัจจุบัน เปลี่ยนไปเยอะมาก
อบต.บางน้ำผึ้ง คงจะพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
แต่กลับกลายเป็นการทำให้นักท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ “ไม่ประทับใจ” ไป
ตลาดน้ำ “ขาด” การจำหน่ายสินค้า อาหาร “บนเรือ”
อาหารที่แทบจะไม่มีสัตว์น้ำ
แทบทุกอย่างเป็นหมู ไก่ เนื้อ
แม้ว่าราคาอาหารที่นี่จะประมาณ 20-40 บาท
ถ้าเทียบกับตลาดน้ำตลิ่งชัน อาจจะมองว่า
“ถูกกว่า” มีร้านค้า “มากกว่า”
แต่ก็อาจจะสู้ไม่ได้กับสิ่งที่เรียกว่า
“บรรยากาศ” ของตลาดน้ำ
ยิ่งพอมีขายพรรณไม้มากมาย
ถ้าปิดตาไปปล่อย คงนึกว่าอยู่ที่สวนจตุจักรเป็นแน่แท้
แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยไป ก็แนะนำให้หาโอกาสไปสัมผัสสักครั้ง
มีความอบอุ่น เป็นกันเอง ของชาวบ้านบางน้ำผึ้ง
ที่คุณไม่สามารถหาได้หลายๆ ที่ในกทม.
^____^

Jul
08

ปลายสัปดาห์นี้ หวานใจมาหาที่กทม.

ดีใจจัง

ลาหยุดงานสองวัน

จะได้ไปไหนมาไหนกับหวานใจ

แล้วก็ได้สมใจ

เที่ยวซะจนเหนื่อย

หวานใจถ่ายรูปเยอะมาก

แมวดื้อเลยอู้ไม่ยอมถ่าย

ตามไปดูกันที่ไดฯ หวานใจแล้วกันนะ

อิอิ

เริ่มจากเมื่อวาน

พาหวานใจไปกิน

“ทาโกะยากิ” ที่ร้าน “gindaco”

ฝนตกปรอยๆ กับห้างที่ยังไม่ค่อยมีคนเดินสักเท่าไหร่

แต่ที่ร้านนี้คนต่อแถวกันยาวเลย

และแล้ว..

ก็เป็นไปตามแผน

หวานใจตาลุกวาวกับทาโกะทันที

แต่สิ่งที่ทำให้หวานใจประทับใจมั่ก..มั่ก

ก็คือ

ชาเขียวมัชชะ

หลังจากกินรองท้องกันไปแล้ว ก็ไปเดิน B2S รอฝนซา

แมวดื้อเดินไปเดินมา

ก็ได้ VCD KaraOKE ของพัดชามาแผ่นนึง

จริงๆ ก็ซื้อ Audio CD มาแล้ว

ก็ชอบอ่ะ

อิอิ

แล้วก็หนังสือ

“หัวใจอึ.. UNCOCORO”

หนังสือที่หวานใจบอกว่า ห้ามอ่านตอนกินข้าว

ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า

ไว้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังสือทีหลังนะ

จากนั้นก็ไปกินดินเนอร์อาหารญี่ปุ่นกัน

โดยแมวดื้อ เสนอ.. ร้านบุฟเฟ่ต์ ไดอิจิ ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์

อาหารคุณภาพดีทีเดียวเลย

มื้อเย็นกินได้ตั้งแต่ 18.00-22.00 น.

ราคา 560 บาท (NET)

ถ้าชอบสไตล์โออิชิแนะนำเลยที่นี่

คุณภาพดีกว่าโออิชิ

..เทปันยากิ..

อร่อยมาก

คิดแล้วก็อยากกินอีก

:P ~~

หลังจากอิ่มก็หมดไปหนึ่งวัน

วันนี้ชิว..ชิว

ไม่มีโปรแกรม

แต่แค่เอ่ยปากชวนหวานใจไป

“ตลาดน้ำตลิ่งชัน”

หวานใจก็ตอบตกลงทันที

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

คราวก่อนแมวดื้อไปวันอาทิตย์

เที่ยงตรง.. คนเยอะมาก

วันนี้เราไปถึงที่ตลาดน้ำกันตอนเที่ยงเหมือนกัน

มีที่นั่งพอดี

น้ำย่อยหลั่งมารอเล็กน้อย เราเลยตัดสินใจนั่งกินกันเลย

หมูสะเต๊ะ

ส้มตำ

กุ้ยช่ายทอด

หอยทอด

จริงๆ อยากกินอีกหลายอย่าง แต่ว่าไม่ไหวแล้ว

หวานใจลุกขึ้นยืนแล้วใส่รองเท้าไม่ไหว ขาชาไปหมด

สงสัยนั่งนานไปหน่อย

ฮ่า..ฮ่า

เกือบบ่ายโมง

ฝนเริ่มลงเม็ดเปาะแปะ

เจ้าหน้าที่ประกาศเรื่องการเที่ยวสวนงู หรือการเที่ยวสวนกล้วยไม้

หวานใจก็ไม่พลาดที่จะไปลองดูสักครั้ง

สรุปเราลงเรือกันตอนบ่ายโมง

นั่งเรือหางยาวลัดเลาะไปตามคลอง

มีไกด์คอยอธิบายสิ่งต่างๆ รอบตัว ตลอดเวลา

จากตลาดน้ำตลิ่งชัน

ผ่านคลองหลวง

จนเกือบจะไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา

เราขึ้นฝั่งที่สวนงูธนบุรี

แมวดื้อก็ไม่เคยไปนะ

เดินเข้าไปตอนแรกก็เออ.. เล็กๆ (ไม่กว้างมาก) เหมือนเลี้ยงไว้ดูเล่นกันมากกว่า

มีจระเข้

ลิง

ค่าง

กวาง

งู

นกต่างๆ

เดินไปรอบๆ เออ..มันก็ไม่เล็ก

แล้วเค้าก็เลี้ยงเอาใจใส่ค่อนข้างดีด้วย

เดินไปสักพัก ก็มีการแสดง (กับงู) ให้ชม

สยองได้เป็นพักๆ

^^”

จากนั้นก็แวะที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ

ให้ทำบุญ ไหว้พระกัน

แล้วก็ไปให้อาหารปลา

ปลาเยอะมาก…ถึงมากที่สุด

เรียกได้ว่าไม่แพ้ที่เกาะเกร็ดเลย

ให้แล้วก็เปียกไปตามๆ กัน

สรุปกลับมาถึงที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน ประมาณบ่ายสี่โมง

ได้นั่งเรือเล่นรับลมเย็นๆ

แวะซื้อข้าวหลามที่ขายกันริมตลิ่ง

ได้ทำบุญ

ให้อาหารปลา

ปล่อยปลาไหล

ในวันพระแบบนี้ ถือว่าดีเลย

อ้อ..ลืมบอกราคาไป

ผู้ใหญ่ 120 บาท

ลองไปกันดูนะ

สำหรับที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน วันที่ 12 สิงหาคมนี้ จะครบรอบ 8 ปี

เห็นเค้าว่าจะมีงานฉลองกันด้วย

ตรงกับวันอาทิตย์พอดี

ถ้าว่างก็คงได้ไปอีก (ไว้หลอกล่อหวานใจมากทม.อีก อิอิ)

^____^

สองวันที่ได้ไปเที่ยวกับหวานใจ

รู้สึก..ดีดี

นับตั้งแต่วันที่เรามีปัญหากัน

จนถึงวันที่เรากลับมาคืนดีกัน

มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย

มาวันนี้

สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยเปลี่ยน

ก็คือความรักที่เรามีให้กัน

รักหวานใจนะจ้ะ

วี้ด..วิ้ว

เขิน

ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า

07.07.07

วัน..ดีดี ของเราสองคนอีกวันหนึ่ง

 

Category: Diary  Tags:  6 Comments
Jun
28

เมื่อวานนี้คุณนุชถามถึง “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ไว้

หยิบมาเขียนสักนิดนึง

แดดร่ม ฝนไม่ตก

ก็ว่าจะไปหาขนมหม่ำ..หม่ำเหมือนกัน

 

 

“ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” เป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก

ตลาดน้ำแห่งนี้เปิดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2547

ด้วยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง

โดยต้องการพัฒนาให้ตลาดแห่งนี้เป็น สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของ จ. สมุทรปราการ

ก่อนเดินทางไปเที่ยวตลาดน้ำบางน้ำผึ้งแห่งนี้

ขอแนะนำว่าให้ เตรียมท้องมาให้ว่าง

เพราะจะได้กินของอร่อยตลอดการเดินทางในครั้งนี้เชียวแหละ

แถว ๆ ย่านที่จะชวนให้มาเที่ยวกันนี้

เป็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่ถือว่าเป็นปอดที่สำคัญของชาวกรุงเทพ

อยู่ตรง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

เป็นพื้นที่มีมีหน้าตารูปร่างอย่างที่เขาบอกกันว่าเหมือนกับกระเพราะหมู

ฟังดูอาจรู้สึกว่าไกลแต่ที่จริงแล้วก็อยู่เพียงฝั่งตรงข้ามกับท่าเรือคลองเตยนี่เอง

ที่จะเห็นแนวของต้นไม้เขียว ๆ อยู่ด้านขวาในรูป

ใกล้ใจกลางเมืองเพียงแค่ข้ามฟากมาเท่านั้นบรรยากาศก็ต่างกันลิบลับ

ไม่มีตึกสูงเกะกะ ไม่มีถนนใหญ่โตที่รถเต็มแน่น มีแต่บ้านช่องชาวบ้านที่อยู่กันง่าย ๆ

ในบรรยากาศที่ครั้งหนึ่งคงเป็นท้องร่องท้องสวนกันมาก่อน

แม้วันนี้อาจจะดูร้างราไปบ้าง เพราะชาวบ้านบางส่วนก็คงเปลี่ยนอาชีพไปกันตามสมัย

รูปอื่นๆ ดูตามลิงค์ได้เลย

ไว้จะไปถ่ายรูป+กินแบบนี้บ้าง

 

 

ข้อมูลทั่วไป
- เปิดวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 07.00-14.00 น.
การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว ลงทางด่วนพระราม 9 ไปตาม ถ. สุขสวัสดิ์ แล้วเลี้ยวซ้ายไปพระประแดง ขับมาเรื่อยๆ จนเจอร้าน “แว่นท็อปเจริญ” ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป แล้วขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ให้เลี้ยวขวาทางไป “บางกอบัว” ข้ามสะพาน จากนั้นก็ตรงไปอีกประมาณ 4 กม. ก็จะถึงทางเข้า “วัดบางน้ำผึ้งใน” ให้เลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 600 เมตร ก็จะถึงตลาดน้ำ
รถประจำทาง ขึ้นรถประจำทางสาย 6, 20, 82, ปอ. 506, 20, 82 และ 138 ไปลงที่พระประแดง แล้วต่อรถสายพระประแดง-บางกอบัว ไปลงที่ทางเข้าวัดบางน้ำผึ้งใน จากนั้นต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไป

แหล่งข้อมูล
http://www.nairobroo.com/76/modules.php?name=News&file=article&sid=771

http://www.thaiweekender.com/index.php?option=com_content&task=view&id=31

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E3667142/E3667142.html

Jun
27

วันอาทิตย์ได้มีโอกาสไป “ตลาดน้ำตลิ่งชัน”

 

แบบว่าตอนแรกตัดสินใจว่าอยากไปตลาดน้ำ

 

แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี

 

ระหว่าง

 

ตลาดน้ำตลิ่งชัน

 

กับ

 

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

 

แต่จากหาข้อมูลในเนทแล้ว

 

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดวายเร็วไปหน่อย (ประมาณบ่ายๆ เอง)

 

เลยปิดร้านตอนเที่ยงแล้วไปลุยเลย

 

กะว่าไปฝากท้องเอาที่โน่นเลย

 

 

พอไปถึงทางเข้าตลาดน้ำ

 

ด้วยความที่หิวจัด ก็เลยเดินลุยไปที่ตลาดน้ำทันที

 

จริงๆ ระหว่างสองข้าง ก็มีขายของกินอยู่บ้างเหมือนกัน

 

แต่เดาว่าที่ตลาดน่าจะมีมากกว่า

 

ไว้ขากลับค่อยเดินดูสองข้างทางแล้วกัน

 

ตรงรี่เข้าไปยังท่าน้ำก่อนเลย

 

ที่เหลือ เอาเป็นว่าบรรยายด้วยภาพแล้วกัน

 


เต้าหู้ทอด


เปาะเปี๊ยะสด และหอยทอด


คุณยายพายเรือมาขายผลไม้


หอยทอดร้อนๆ


หมูสะเต๊ะ ที่พร้อมจะทำให้ปากเป็นสีเหลือง


หอยจ้อ (หรือไก่จ้อหว่า จำไม่ได้หล่ะ)


ขนมสอดไส้


ข้าวเกรียบปากหม้อ


หมี่ผัด


ลูกชิ้นหมู (ไหม้เล็กน้อย)

ทั้งหมดนี้รวมน้ำเปล่าอีก 2 ขวด เบ็ดเสร็จแล้ว ไม่ถึง 200 บาท

หลังจากกระเพาะเริ่มย่อยทำงาน

ก็เริ่มมองบรรยากาศที่นี่


คุณลุงพายเรือมาขายไอติมกะทิ


คุณลุงหน้าตาใจดี ยิ้มแย้ม ตลอดเวลา


หม๋าน้อย (อายุไม่น้อยแล้ว) สองตัว ลูกครึ่งทั้งคู่


นั่งกินกันไป นานๆ ที รถไฟก็วิ่งผ่านหัวไปสักที


แดดแรงมั่กๆ


แอบถ่าย สามสาว ท่องข้อสอบ เอ้ย..สวดมนต์ อธิษฐาน ปล่อยหอยขม(ขื่น)


ในวันที่แดดร้อนแบบนี้ เด็กๆ มาเล่นน้ำอยูฝั่งตรงข้าม


แม่ค้าก็ยังขายของกินกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


ลำนี้ขายส้มตำ จากที่ฟังคร่าวๆ พร้อมประเมินยอดขายในแต่ละวัน หักต้นทุนไปแล้ว น่าจะได้วันละพัน เป็นอย่างน้อย ถ้านับแค่เสาร์-อาทิตย์ เดือนนึงก็ได้เกือบหมื่น ;)


ป้ายหน้าสวน บริเวณใกล้ๆ นี้มีที่จำหน่ายบัตรทริปเรือไปดูกล้วยไม้ และสวนงูด้วย เรือออกทุกชั่วโมง ผู้ใหญ่คนละ 70 บาท


คุณลุงปั้นตังเมอย่างชำนาญ


ร้านที่มีบริการจำหน่ายสัตว์น้ำ เพื่อการปล่อยลงสู่แม่น้ำ


ลูกชุบหลากสี


ห่อหมกปลาช่อน ใหญ่มั่กๆ ถ้าซื้อมาคงกินกันหลายคนเลย


ทางรถไฟ (ที่วิ่งผ่านหัวไปเมื่อกี้) มองเห็นตึกสูงไกลๆ

 

 

 

 

 

ท้องฟ้า

ก็ยังคง

เป็นสีฟ้า

^_______^

 

 

 

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes