NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Tag: Buffalo

Buffalo DriveStation Combo 4

ตอนนี้ผีรีวิวเข้าสิง
มีอุปกรณ์ผ่านมือมาให้ทดสอบมากมาย
แมวดื้อก็กำลังสนุก
แม้ว่าจะได้เวลาทดสอบไม่กี่วัน แต่ก็ทำให้ได้ข้อมูลที่จะช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับวันนี้ แมวดื้อหยิบเอา
Buffalo DriveStation Combo 4
ซึ่งเป็น external hard drive ขนาด 1.0TB มาทดสอบ
ซึ่งแค่เห็นกล่อง อ่านเจออินเตอร์เฟสแล้ว
ชาวแมคยิ้มแน่นอน
เพราะว่าสนับสนุนทั้ง USB, FireWire 400/800 รวมถึง eSATA
(อันหลังนี่แมคไม่มีใช้นะ)

Part I: Hardware

DriveStation Combo 4
Multi-Interface Storage with 4 Connection Methods
รหัสรุ่น: HD-HS1.0TQ
ขนาดความจุ: 1.0TB
อินเตอร์เฟส: 1x USB 2.0, 1x FireWire 400, 2x FireWire 800, 1x eSATA
จำนวนฮาร์ดดิส: 1
ฮาร์ดดิสอินเตอร์เฟส: SATA 3Gb/s
รูปแบบฟอร์แมตจากโรงงาน: FAT 32 (1partition)
ขนาด: 38 x 128 x 228 มิลลิเมตร
น้ำหนัก: 1.5 กิโลกรัม

กล่องทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Buffalo อย่างเหนียวแน่น
ใช้สีแดง และแสดงคุณสมบัติต่างๆ ของผลิตภัณฑ์
รูปแสดงการเชื่อมต่อยืนยันความเข้ากันได้ของระบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตั้งโต๊ะ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
ทั้ง Windows และ Mac OS X
รวมถึงการเชื่อมต่อกับ LinkStation หรือ NAS ยี่ห้ออื่นๆ

ด้านข้างระบุขนาดความจุของ DriveStation Combo 4
พร้อมไอคอนรับประกัน 2 ปี

ด้านข้างอีกด้านระบุรายละเอียดสเปคของ DriveStation Combo 4
สนับสนุนการทำงานกับ Windows 7, Windows Vista, Windows XP และ Mac OS X 10.2.8 หรือสูงกว่า
พร้อมรายละเอียดสิ่งที่อยู่ในกล่องทั้งหมด

เปิดกล่องเอาอุปกรณ์ทั้งหมดออกมาดู
DriveStation Combo 4, สายเชื่อมต่อประเภทต่างๆ 4 เส้น, AC adapter และคู่มือการใช้งาน

อวดโฉม DriveStation Combo 4 กันหน่อย

ด้านข้างทั้งสองข้างเรียบๆ ไม่มีช่องหรือลวดลายอะไร เน้นแสดงความเป็นโลหะ

ด้านหลังเป็นที่อยู่ของช่องเชื่อมต่อต่างๆ ทั้ง USB 2.0, FireWire 400, FireWire 800 หรือ eSATA รวมถึงปุ่มเปิดปิดและช่องสำหรับ AC adapter

ด้านล่างมีรหัสรุ่น รวมถึง serial number

ด้านบน ยังคงเรียบๆ เช่นเดียวกับด้านข้าง

สายเชื่อมต่อทั้ง 4 เส้น

สาย USB 2.0

สาย eSATA

สาย FireWire 400

สาย FireWire 800

AC adapter ปลั๊กเป็นสองขาตรง สามารถใช้งานในบ้านเราได้อย่างสะดวก
แต่หากใช้งานร่วมกับรางปลั๊กไฟ อาจต้องเสียบตรงช่องทางด้านปลาย เพราะหัว adapter ค่อนข้างใหญ่ จะกินเนื้อที่ไปพอสมควร

คู่มือการใช้งาน
แสดงลำดับของขั้นตอนการติดตั้งอย่างถูกต้อง

DriveStation Combo 4 เมื่อทำงาน
มีไฟแสดงสถานะอยู่ทางด้านหน้า
เมื่อมีการเขียน/อ่านข้อมูลบน DriveStation Combo 4 ไฟแสดงสถานะจะกระพริบและส่องสว่าง(มากขึ้น)

จากการทดสอบการใช้งาน
โดยการเปิดทิ้งไว้หลายวัน
พบว่าตัว DriveStation Combo 4 นั้นจะร้อนทางด้านบนและด้านหลัง
ส่วนด้านข้างกลับแค่อุ่นๆ
ดังนั้นการวาง DriveStation Combo 4 ที่น่าจะเหมาะสมก็คือต้องเว้นระยะด้านหลังไว้ให้ระบายความร้อน
และไม่ควรวางอะไรทับ
ส่วนด้านข้างๆ หากวางฮาร์ดดิสตัวอื่น หรืออุปกรณ์อื่นใกล้ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

Buffalo DriveStation Combo 4
มาพร้อมกับน้ำหนักถึง 1.5 กิโลกรัม ดังนั้นจึงไม่สะดวกในการพกพาไปไหน
แถมยังต้องใช้ไฟจาก AC adapter เท่านั้น

การเชื่อมต่อด้วย FireWire 800 แบบ daisy chain ทำได้อย่างไม่มีปัญหา
รวมถึงการเชื่อมต่อ FireWire 400 และ 800 พร้อมกัน
แต่ถ้าเชื่อมต่อ FireWire อยู่ จะใช้ USB 2.0 ไม่ได้นะ

Part II: Test

สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือระบบแสดงว่าฮาร์ดดิสเป็นของ SAMSUNG
ซึ่ง Buffalo MiniStation ที่แมวดื้อใช้งานอยู่ แสดงเป็นของ Buffalo เอง

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s

ผลการทดสอบด้วย QuickBench จากชุดโปรแกรม DiskTools Pro เป็นดังรูปข้างบน

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม xbench

ในการทดสอบครั้งนี้ แมวดื้อเลือกที่จะทดสอบการเชื่อมต่อแบบ USB 2.0 เป็นหลัก
เพราะน่าจะเป็นการเชื่อมต่อของผู้ใช้งานโดยส่วนใหญ่อยู่แล้ว
ความเร็วในทดสอบก็ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน
แมวดื้อลองโยนไฟล์ไปมา ระหว่าง MacBook และ DriveStation Combo 4
ก็พบว่าไฟล์ขนาด 1GB ใช้เวลาประมาณ 33 วินาที
ซึ่งก็ใช้เวลาใกล้เคียงนี้ ค่อนข้างสม่ำเสมอ
นับว่าเป็นข้อมูลที่ดี เพราะนั่นหมายถึงฮาร์ดดิสทำงานคงที่
อันจะนำไปสู่อายุการใช้งานที่ยาวนาน

 ด้วยอินเตอร์เฟสหลากหลาย
และดีไซน์ที่เข้ากับแมคเสียจริง
เห็นทีจะต้องหา Buffalo DriveStation Combo 4 ขนาด 2TB มาใช้งานสักตัวซะแล้ว

:lol::lol:

Buffalo Air Station NFINITI

วันนี้ไฟรีวิวกำลังขึ้น
แมวดื้อเลยจับเอา
Buffalo Air Station
(WHR-G300N/U)
มาทดสอบใช้งานดู
จากที่ใช้งาน
Buffalo Air Station NFINITI HighPower Giga
(WBMR-HP-G300H)

มานานพอสมควร
เลยว่าน่าจะตั้งค่าไม่ยากเท่าไหร่
(เรื่องเน็ตเวิร์คเนี่ย.. ถ้าคนไม่เคยใช้ หรือคนที่ไม่คุ้นกับศัพท์เน็ตเวิร์คต่างๆ อาจงงได้ทีเดียว)

Part I: Hardware

Buffalo Air Station
Wireless-N NFINITI Broadband Router & USB Adapter Starter Kit
(WHR-G300N/U: WHR-G300N + WLI-UC-G300N)

ด้านหลังกล่องแสดงคุณสมบัติคร่าวๆ

ชี้จุดเด่นในส่วนการทำงานเป็น router และ access point
รวมถึงข้อเปรียบเทียบระหว่าง Wireless G และ Wireless N

ด้านข้างของกล่อง แสดงคุณสมบัติอย่างละเอียด
ทั้งตัว Broadband Router & Access Point  และ Compact USB 2.0 Adapter
รวมถึงลิสต์รายการอุปกรณ์ที่อยู่ในกล่อง

ชื่อรุ่นแบบชัดๆ อีกที
ซึ่งแมวดื้ออธิบายแบบนี้ก่อนนะ
ผลิตภัณฑ์รุ่นนี้จะจำหน่ายแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
บางประเทศจะจำหน่ายแค่ WHR-G300N อย่างเดียว
บางประเทศจะมีจำหน่าย WHR-G300N/U ด้วย
ซึ่งก็แตกต่างกันตรงจะมี USB Adapter Starter Kit (WLI-UC-G300N) ด้วย
คุณสมบัติต่างๆ นั้นเหมือนกันทุกประการ สามารถใช้เฟิร์มแวร์ร่วมกันได้
ขอเพียงเป็น WHR-G300N เท่านั้น
(ไม่ใช่ WHR-G300N V2)

สำหรับชุดนี้ แม้ว่าข้างกล่องจะบอกเป็น WHR-G300N/U
แต่ว่าแหล่งที่แมวดื้อขอยืมมาทดสอบ ไม่ได้ให้ USB Adapter Starter Kit มาด้วย
ก็เลยเหลืออุปกรณ์เท่าที่เห็น

Buffalo Air Station Information
รุ่น: WHR-G300N
ขนาด: กว้าง 127 มิลลิเมตร x สูง 140 มิลลิเมตร x หนา 25 มิลลิเมตร
น้ำหนัก: 198 กรัม

ปุ่ม AOSS (AirStation One-Touch Secure System) อยู่ทางด้านบน

เนื่องจากตัว Air Station ค่อนข้างกว้าง
ดังนั้นจึงสามารถวางตั้งโดยที่ไม่ต้องติดส่วนฐานวางเข้าไปก็ได้

ด้านขวาจะเป็นที่อยู่ของช่องสำหรับเชื่อมต่อกับโมเดม, ช่องสำหรับต่อสายแลน 4 ช่อง, สวิชต์โหมดเร้าท์เตอร์ และช่องสำหรับเสียบอะแดพเตอร์

ด้านหลังจะมีช่องระบายความร้อน, ร่องสำหรับแขวนติดกับผนัง (ในกรณีที่ไม่วางตั้ง)

รวมถึงข้อมูล ค่าดีฟอล์ตมาตรฐาน 
SSID, KEY และ PIN
ทำให้เวลาคืนค่ามาตรฐาน ไม่ต้องคอยไปอ่านคู่มือ 

ด้านซ้ายมีโลโก้ AirStation ชัดเจน

ด้านล่างจะมีปุ่ม reset และร่องสำหรับต่อเข้ากับฐานวาง
โดยตัวปุ่ม reset จะค่อนข้างใหญ่ และอยู่ตื้น
แต่อาจจะต้องออกแรงกดสักเล็กน้อย 

เวลาประกอบฐานวางเข้าไป
เพื่อเพิ่มความมั่นคง
เสียพื้นที่ในการตั้งวางเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 

Adapter เป็นแบบขาตรงคู่ สามารถใช้กับปลั๊กไฟตามบ้าน หรือออฟฟิศได้ปกติ
แต่ถ้าหากใช้กับปลั๊กแบบราง อาจเสียพื้นที่ไป 

AC Adapter Information
รุ่น: WA-24C12U
ประเภทของหัวปลั๊ก: Type A
Input: 100-240V 50-60Hz 0.55A (Max)
Output: 12V 2A

ไฟแสดงสถานะต่าง เมื่อเปิดใช้งาน

Part II: Installation

การติดตั้ง Air Station รุ่นนี้ ทาง Buffalo ยังคงแนะนำให้ใช้ wizard ในการติดตั้ง
โดยเริ่มจากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ถอดสายแลนที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องพิวเตอร์กับโมเด็มออก จากนั้นเปิดเครื่องพิวเตอร์แล้วทำการติดตั้ง AirNavigator ที่อยู่ใน CD ที่มาพร้อมในกล่อง จากนั้นทำตามคำแนะนำที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอได้เลย 

 Part III: Software

Software Information
รุ่น: WHR-G300N
เวอร์ชัน: 1.65 (R1.07/B1.09) 

การเปิด Air Station Configuration interface
default IP ของ Air Station ในโหมด router คือ 192.168.11.1
default IP ของ Air Station ในโหมด access point คือ 192.168.11.100

เมนูต่างๆ จะคล้ายกับของ Air Station รุ่นอื่นๆ
อาจมีรายละเอียดเมนูแตกต่างกันออกไป ตามคุณสมบัติของแต่ละรุ่น
สำหรับผู้ใช้งานเริ่มต้น อาจใช้ Easy Setup ซึ่งจะง่ายต่อการตั้งค่าต่างๆ เบื้องต้น
หรือหากต้องการตั้งค่าแบบแมนนวล แต่ไม่เข้าใจ ก็สามารถอ่านคำอธิบายเพิ่มเติมทางด้านขวามือได้

Part IV: Performance

เนื่องด้วยแมวดื้อขอยืม Air Station มาไม่นานนัก ก็เลยไม่ได้ทดสอบแบบจริงจังเท่าไหร่
โดยทั่วไปผู้ใช้งาน ก็มักจะเลือกซื้อ Wireless Router Modem กันอยู่แล้ว
แมวดื้อก็เลยเลือกที่จะทดสอบเฉพาะคุณสมบัติในการเป็น access point
ซึ่งการใช้งานร่วมกับเครื่องแมคนั้น เน้นที่การตั้งค่าแบบแมนนวล
ความเร็วอินเทอร์เนทและความเร็วในการรับส่งไฟล์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ Air Station นั้นไม่แตกต่างจากการเชื่อมต่อโดยตรงจากโมเดมจนรู้สึกได้
แม้ว่าหากดูที่ตัวเลขความเร็วในรับส่งข้อมูลแล้ว จะต่่ำกว่าเล็กน้อย
ในส่วนระยะหวังผลการทำงาน เมื่อใช้งานเป็น repeater สำหรับอาคารพาณิชย์ 3-4 ชั้น นั้นถือว่าครอบคลุม ใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา 
ถือว่า Buffalo Air Station NFINITI เป็นอุปกรณ์อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการ router / access point  

Buffalo MiniStation

ช่วงนี้เนื้อที่ฮาร์ดดิสคอมพิวเตอร์ของแมวดื้อเริ่มเหลือน้อย
external hard drive ที่มีอยู่ ก็เริ่มแน่น
ต้องโยกไฟล์ไปมา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
มีแพลนได้ซื้อ external hard drive ตัวเล็กๆ เอาไว้ใช้งานบ้าง
วันนี้แมวดื้อหยิบเอา
Buffalo MiniStation
(HD-PCU2)
มาทดสอบใช้งานดู
ไม่เคยใช้ external hard drive ยี่ห้อนี้มาก่อน
ถือว่าลองเสี่ยงดู หวังว่าคงจะทนสมชื่อนะ

Part I: Hardware

Buffalo MiniStation
Portable USB 2.0 Hard Drive
รหัสรุ่น: HD-PCU2
ขนาดความจุ: 500GB
อินเตอร์เฟส: USB 2.0
คอนเนคเตอร์: Mini-B connector
อัตราการรับส่งข้อมูล (ทางทฤษฏี): 480 Mbps (USB 2.0) หรือ 12 Mbps (USB 1.1)
รูปแบบฟอร์แมตจากโรงงาน: FAT 32 (1 partition)
ขนาด: 77 x 114 x 14 มิลลิเมตร
น้ำหนัก: 165 กรัม

ตัวกล่องพยายามแสดงขนาด MiniStation ของจริงที่อยู่ภายใน
เพื่อช่วยในการตัดสินใจของลูกค้า
ซึ่งแน่นอนว่า ขนาดและน้ำหนักของฮาร์ดดิสพกพานั้น
จะเป็นปัจจัยแรกๆ ในการตัดสินใจเลือกซื้อ

ด้านหลังของกล่อง มีป้ายแสดงการรับประกัน 3 ปี
ซึ่งสามารถส่งเคลมได้ที่ร้านที่ซื้อมา หรือศูนย์บริการของ Buffalo

ด้านข้างเน้นถึงความบางของ MiniStation
ที่บางเพียง 14 มิลลิเมตรเท่านั้น

เมื่อแกะออกมา ก็พบ MiniStation อยู่ในกระดาษแข็งกันกระแทกอีกที
พร้อมกับคำแนะนำการใช้งาน และสาย USB Mini-B

MiniStation สีขาว เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบ gadgets สีขาวแบบแมวดื้อ
พลาสติกสีขาวแบบนี้ ไม่น่าจะออกเหลือง เมื่อใช้ไปนานๆ
แต่เดี๋ยวคงต้องรอดูในระยะยาวอีกที
MiniStation เป็นแบบเรียบๆ ไม่มีช่อง หรือปุ่มอะไรมากมาย
มีเพียงป้าย MiniStation ช่องสำหรับเสียบสาย USD Mini-B
และแถบไฟแสดงสถานะการใช้งาน แค่นั้น

ป้าย MiniStation ด้านบนจะเป็นสีเทาอ่อน ไม่เข้มมากจนเป็นการโฆษณามากนัก
ตรงขอบมีป้าย Buffalo เป็นตัวนูนเล็กน้อย

สาย USB Mini-B เป็นแบบที่เราใช้งานกันทั่วไป
ทั้งการ์ดรีดเดอร์ หรือกล้องดิจิจตอล ก็สามารถใช้สายแบบนี้แทนกันได้

 Part II: Test

เริ่มแรกแมวดื้อจัดการฟอร์แมทใหม่ให้เป็น
Mac OS Extended (Journaled)
แล้วแบ่งพาร์ทิชั่นเป็นสองพาร์ทชั่น
ตัวฮาร์ดดิสแสดงว่าเป็น Buffalo HD-PCU2 ถูกต้อง

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s

เมื่อลองโยนไฟล์เข้าไป แล้วลองดูด้วยโปรแกรม Activity Monitor
ความเร็วที่แสดงค่อนข้างแกว่ง
อาจเป็นเพราะแมวดื้อใช้วิธีโยนโฟลเดอร์ที่ภายในมีไฟล์หลากหลากขนาด
ซึ่งขนาดของไฟล์มีผลต่อความเร็วในเขียนและอ่านฮาร์ดดิส
ความเร็วสูงสุดที่สามารถจับภาพหน้าจอได้ ประมาณ 30 MB/s

เมื่อทำการทดสอบต่อไป ความเร็วต่ำสุดที่สามารถจับภาพหน้าจอได้ ประมาณ 16 MB/s

แมวดื้อก็ไม่ค่อยได้ใช้งาน portable external hard drive เท่าไหร่
(ใช้งานแต่ desktop external hard drive)
ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าความเร็วที่ใช้งานโดยทั่วไปเป็นเท่าไหร่กัน
เบื้องต้นที่แพลนเอาไว้ก็คงใช้เป็นไดร์ฟพักไฟล์ไว้เฉยๆ
หรือไม่ก็เอาไว้ backup ที่นานๆ จะใช้งานครั้งนึง
คงไม่ได้ใช้งานแบบเชื่อมต่อไว้ตลอดแบบ desktop external hard drive
ดังนั้นเรื่องความเร็วคงไม่ซีเรียสมาก
แต่ขอฮาร์ดดิสทำงานดีๆ ไม่งอแง
ไม่ใช่เก็บไฟล์ไว้ วันดีคืนดี mount ไม่ขึ้น หรือไฟล์หายไปเฉยๆ แบบนั้นเซ็งเลย

ทดสอบ backup ข้อมูล internal hard drive
โดยใช้โปรแกรม Carbon Copy Cloner
backup iMac เนื้อที่ทั้งหมด 119.25 GB ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง 46 นาที 46 วินาที
backup MacBook เนื้อที่ทั้งหมด 197.30 GB ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง 27 นาที 36 วินาที
คิดแล้วความเร็วตกอยู่ที่ 7-8 MB/s เอง
มองแค่เนื้อที่อาจจะดูน้อยๆ แต่ถ้าดูจำนวนไฟล์ “หลักล้าน” ไฟล์ นี่ก็เอาเรื่องเหมือนกันนะ
เอิ้ก..เอิ้ก
เท่าที่อ่านดูคู่มือ หากใช้ Windows และ TurboPC & TurboCopy
โปรแกรมของ Buffalo เอง จะได้ความเร็วที่ดีกว่านี้อีก
..แต่ไม่เป็นไร แมวดื้อไม่ซีเรียสกับความเร็วอยู่แล้ว ช้าได้แต่อย่าข้อมูลหายเป็นพอ..

:lol::lol:

Buffalo HDMI

หลังจากที่แมวดื้อได้
Apple Digital AV Adapter
แมวดื้อก็หาอุปกรณ์ตัวต่อไปมาใช้งานร่วมกัน
ซึ่งนั่นก็คือสาย HDMI
(เอ..รู้สึกว่า ทีวีจะสำคัญที่สุดนะ)

:roll::roll:

สาย HDMI ที่แมวดื้อได้มาก็คือของ Buffalo

แมวดื้อไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยี HDMI สักเท่าไหร่
เคยอ่านผ่านตามาเรื่องเวอร์ชัน
และหลายกระแส เกี่ยวกับเรื่องสาย
บางกระแสบอกว่าต้องสายดีๆ แพงๆ
บางกระแสก็บอกว่า มันก็เหมือนกันนั่นแหละ
แมวดื้อเอง ไม่ใช้ได้งานพวกนี้เลย
ไม่มีทีวี ไม่ได้เล่นเกมคอนโซล ไม่ได้ใช้งานพวก media box
ได้สายมาก็เป็นนิมิตรหมายในการเริ่มต้นการศึกษาเรื่องนี้
(คงจะได้ศึกษาเรื่องนี้จริงจัง ตอนเลือกซื้อทีวีอีกที)

แพคเกจสินค้าของ Buffalo ดูเป็นเอกลักษณ์ดี
จริงๆ ต้องเรียกว่าแพคเกจสินค้าที่มาจากญี่ปุ่น
จะมีข้อความ เขียน นั่น โน่น นี่ “รอบ” แพคเกจ
จะพลิกซ้าย พลิกขวา จะต้องมีอะไรบ้าง
ไม่ปล่อยให้โล่งๆ เหมือนแพคเกจจากฝั่งตะวันตก

เรื่องความยาวของสาย
เป็นสิ่งที่แมวดื้อแอบสงสัย (และขัดใจ) เล็กน้อย
ลองคิดถึงการใช้งานทั่วๆ ไป
ตอนนี้จอทีวี หรือมอร์นิเตอร์ต่างๆ ก็มาพร้อมกับขนาดยักษ์ๆ
เวลาต่อสาย HDMI จากอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังทีวี
ก็แทบจะต้องเอาอุปกรณ์นั้นๆ ไปวางใกล้ๆ วางไว้ข้างล่าง
หรือไม่ก็ห้อยเอาไว้เลย
ระยะ 1 เมตร ของสาย
แทบจะทำอะไรไม่ได้
ยิ่งหากไปเจอทีวี หรือมอร์นิเตอร์ที่ช่องเสียบอยู่ด้านหลังตรงกลาง
หรืออยู่ด้านบน ยิ่งแล้วใหญ่
ถ้าไม่หาทางวางอุปกรณ์ไว้ข้างบน ก็ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนดี
ต้องหาโต๊ะมาวางให้ยุ่งยากไปอีก
แต่หากมีข้อจำกัดในเรื่องความยาว แบบสายแลน
อันนี้พอเข้าใจนะ
ผู้ใช้งานก็ต้องไปปรับตัว ให้เข้ากับเทคโนโลยีเอาเอง

เรื่องหัวต่อ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีประเด็นมากมาย
ต้องหัวทองเหลือง ทองเค ทองชุบ
บลา.. บลา.. บลา..
จากความรู้ตื้น..ตื้น ของแมวดื้อ
แมวดื้อเข้าใจว่า HDMI เป็น DIGITAL interface นะ
มันไม่เหมือนกับ ANALOG interface
ที่จะมีเสียงซ่าๆ ภาพซ่าๆ เกิดขึ้น หากเชื่อมต่อไม่ดี
ถ้าแบบ ANALOG เข้าใจได้ว่า หัวต่อ หรือจุดสัมผัส ควรจะทำจากวัสดุที่ดี
เพื่อให้การเชื่อมต่อสมบูรณ์ และสามารถรับส่งสัญญาณได้ดีที่สุด
แต่หากเป็นแบบ DIGITAL แล้วเชื่อมต่ออย่างถูกต้อง
อุปกรณ์มีคุณภาพในระดับหนึ่ง ไม่มีสนิม สายไม่ขาด ไม่หักงอ
แมวดื้อคิดว่า การรับส่งข้อมูลมันน่าจะไม่ต่างกันนะ
เดี๋ยวมีทีวีแล้วจะลองทดสอบดูว่าสายแพงๆ กับสายถูกมันต่างกันไหม

:oops::oops:

Buffalo Air Station NFINITI HighPower Giga

แมวดื้อเขียนรีวิวเอาไว้
แต่ไม่ได้เอาไปลงที่ไหน
บล๊อกว่างๆ เอามาลงแล้วกันเนอะ
จะทิ้งไปก็เสียดาย

=========

Buffalo Air Station NFINITI HighPower Giga

ในยุคแห่งการสื่อสารแบบไร้พรมแดนเช่นปัจจุบัน การเข้าถึงโลกอินเทอร์เนท เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้รับข่าวสารข้อมูลได้อย่างรวดเร็วฉับไว ยิ่งหากอยู่ในโลกของธุรกิจ การมีข้อมูลอยู่ในมือมากๆ ยิ่งทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง โดยหลักแล้ว ปัจจัยการเข้าถึงโลกอินเทอร์เนท แบ่งเป็นสองส่วนกว้างๆ ได้แก่ความเร็วของอินเทอร์เนท ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการอินเทอร์เนท และส่วนที่สองคืออุปกรณ์เชื่อมต่อ บางครั้งอุปกรณ์การเชื่อมต่อถูกมองข้ามไป อาจเพราะขาดความรู้ความเข้าใจในอุปกรณ์เชื่อมต่อ, หลงเชื่อคำโฆษณา (เกินจริง) หรือคิดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถใช้งานได้ตลอดไป ทำให้ใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างไม่เหมาะสม

ผมได้รับอุปกรณ์ชิ้นนี้มาทดสอบใช้งาน ซึ่งพบว่ามีความสามารถหลายอย่างที่น่าสนใจ เลยหยิบมานำเสนอเป็นรีวิวสั้นๆ แต่คงต้องขออนุญาตออกตัวก่อนครับ เพราะว่าแทบจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวนี้เลย ได้รับมาแค่ตัว Buffalo Air Station NFINITI HighPower Giga เพียงอย่างเดียว ไม่มีแพคเกจ ไม่มีคู่มือ ไม่มีแผ่นติดตั้งใดๆ เลยครับ ลองมาดูกันนะครับว่า Buffalo Air Station รุ่นนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

Part I: Hardware

AC Adapter

AC Adapter Information
รุ่น: WA-24E12
ประเภทของหัวปลั๊ก: Type A
ขนาด: กว้าง 2 นิ้ว x ยาว 3 นิ้ว x หนา 1.5 นิ้ว
น้ำหนัก: 100 กรัม
ความยาวสาย: 1.5 เมตร
Input: 100-240V 50-60Hz 0.65A (Max)
Output: 12V 2A

ก่อนอื่นเรามาดูที่ตัวอะแดปเตอร์กันก่อนครับ หลายท่านมักจะประสบปัญหาเวลาใช้งานอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคหลายๆ ตัว เวลาเสียบเข้ากับรางไฟแล้วจะซ้อนค้ำกัน หรือบางครั้งไม่สามารถใช้ร่วมกันได้เลย อะแดปเตอร์ตัวที่ได้รับมาเป็นหัวปลั๊กแบบ Type A (ขาตรง) ไม่ได้เป็นหัวปลั๊กมาตรฐาน สมอ. แต่ตามปกติแล้วปลั๊กไฟตามอาคาร หรือสถานที่อยู่อาศัยต่างๆ ในบ้านเราจะใช้ปลั๊กไฟที่มีลักษณะนี้ได้อยู่แล้วครับ ตัวอะแดปเตอร์มีขนาด 2 นิ้ว x 3 นิ้ว x 1.5 นิ้ว หากใช้งานร่วมกับรางปลั๊กไฟ อาจต้องเสียบในปลายด้านใดด้านหนึ่งครับ ไม่เช่นนั้นจะเสียช่องปลั๊กข้างๆ ไป

Buffalo Air Station NFINITI HighPower Giga

Buffalo Air Station Information
รุ่น: WBMR-HP-G300H
ขนาด: กว้าง 6 นิ้ว x สูง 6.5 นิ้ว (ไม่รวมเสา) x หนา 1 นิ้ว
เสา: สูง 4 นิ้ว
น้ำหนัก: 300 กรัม

ตัว Buffalo Air Station NFINITI HighPower Giga (ต่อไปในบทความนี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า Air Station นะครับ) ผลิตจากพลาสติกบาง ซ้อนทับกันสองชั้น เพื่อช่วยในการระบายความร้อน สามารถป้องกันฝุ่นละลองได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องระวังเรื่องของเหลว หากเผลอทำน้ำหกรด อาจทำให้ Air Station รุ่นนี้เสียหายได้แทบจะทันที จากการทดสอบเปิดการใช้งานต่อเนื่องกัน (โดยไม่มีการปิดเครื่อง) นานกว่าสองสัปดาห์ ไม่พบปัญหาเรื่องความร้อน แม้จะอยู่ในห้องอุณหภูมิปกติ (ไม่ได้เปิดแอร์) หรือปัญหาระบบค้างจากความร้อน จนทำให้ต้องรีสตาร์ท Air Station ดังเช่นอุปกรณ์บางยี่ห้อ

ด้านหน้าของ Air Station จะเป็นพลาสติกผิวมันสีดำ มีโลโก้ Buffalo และชื่อรุ่น Air Station NFINITI HighPower Giga บอกเอาไว้ทางฝั่งซ้ายมือ ส่วนฝั่งขวามือจะเป็นป้ายกำกับปุ่มและไฟแสดงสถานะที่อยู่ด้านขวามือของ Air Station ตัวอักษรและโลโก้ทั้งหมดเป็นแบบลายพิมพ์นูน ทำให้มีความคมชัด ไม่เลือนหายไปโดยง่าย แม้ว่าพลาสติกผิวมันด้านหน้าของ Air Station จะเปื้อนรอยนิ้วมือค่อนข้างง่าย แต่ก็สามารถเช็ดทำความสะอาดออกได้ง่ายเช่นเดียวกัน เพียงใช้ผ้าแห้งเช็ดเป็นวงกลมเบาๆ ก็เพียงพอแล้วครับ

ด้านขวาของ Air Station จะที่อยู่ของปุ่ม AOSS (AirStation One-Touch Secure System), ไฟแสดงสถานะการทำงาน การเชื่อมต่อ รวมถึงปุ่มเปิดปิดการทำงานของ Movie Engine ด้วยครับ ไฟสีเขียวแสดงถึงการทำงาน ไฟสีส้มแสดงถึงการไม่งาน ส่วนไฟสีแดงกระพริบหมายถึงกำลังเชื่อมต่อ หรือตั้งค่าอยู่ครับ ส่วนไฟแสดงสถานะของ Movie Engine นั้นจะปรากฏขึ้นมา ก็ต่อเมื่อเลื่อนสวิชต์เป็น ON เท่านั้นครับ

* จากรูปเป็นตัวอย่างการแสดงไฟสถานะเท่านั้น ในสภาพการใช้งานจริง ไฟแสดงสถานะ DSL และ INTERNET นั้นจะติดเพียงดวงใดดวงหนึ่งเท่านั้นครับ

ด้านซ้ายของ Air Station จะเป็นที่อยู่ของช่องพอร์ทต่างๆ ไล่จากบนลงล่างได้แก่ ช่องสำหรับต่ออะแดปเตอร์, พอร์ทสำหรับ LAN 4 พอร์ท, ปุ่ม USB eject, พอร์ท USB และพอร์ท DSL สำหรับใส่สายโทรศัพท์ (อินเทอร์เนท) การออกแบบวางตำแหน่งพอร์ทต่างๆ นั้นเรียกว่าค่อนข้างดี คือให้พอร์ท DSL กับช่องต่ออะแดปเตอร์อยู่ห่างจากกัน เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน แต่อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตตรงพอร์ท USB ตามลักษณะการใช้งาน ในกรณีที่เราต่อกับ external hard drive เพื่อใช้งานร่วมกับ Air Station จะพบว่าการใช้งานจริง เราต่อ/ถอดสาย USB ค่อนข้างบ่อยกว่าถอดสาย LAN ดังนั้น การที่พอร์ท USB อยู่ทางด้านล่าง อาจจะไม่สะดวกเท่าใดนักครับ พอร์ท LAN ที่เห็นสีเหลืองนั้นจะมีแสงสีเหลืองออกมา เมื่อทำการต่อสาย LAN เข้าไป และจะกระพริบเมื่อมีการรับส่งข้อมูลผ่านพอร์ท LAN นั้นๆ

ด้านหลังของ Air Station มีเพียงรายละเอียดชื่อรุ่น และค่าดีฟอลต์มาตรฐาน IP address, username และ password ในกรณีที่รีเซตการตั้งค่า สามารถดูได้จากตรงนี้เลยครับ ถือว่าสะดวกดีมากครับ อุปกรณ์บางยี่ห้อนั้นหากไม่มีคู่มือก็แทบจะต้องหาจากอินเทอร์เนทแทน (แต่ใช้อินเทอร์เนทไม่ได้ แล้วจะหาได้อย่างไร ฮา) ตรงกลางมีร่องบางๆ สำหรับแขวนติดกับผนังได้ เนื่องจาก Air Station รุ่นนี้มีน้ำหนักเบา และมีช่องระบายอากาศอยู่รอบทิศ จึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องระบายความร้อน หากแขวน Air Station ไว้กับผนัง

ด้านล่างของ Air Station เป็นที่อยู่ของปุ่ม RESET และช่องสำหรับต่อฐานวาง ดังเช่นอุปกรณ์อื่นๆ ในกลุ่มนี้ แต่หากไม่ต่อกับฐานวาง ก็สามารถวางตั้งไว้ได้อย่างมั่นคง โดยไม่มีการเอนเอียงแต่อย่างใด ปุ่ม RESET อยู่ค่อนข้างตื้น ดังนั้นจึงสามารถใช้ปากกา หรือปากกาดินสอกดเข้าไปเบาๆ ก็ได้ครับ ซึ่งแตกต่างจากบางยี่ห้อที่ค่อนข้างลึก ดังนั้นหากไม่ตั้งใจจะ RESET Air Station ไม่แนะนำให้ลองกดเล่นครับ ไม่เช่นนั้นอาจต้องมานั่งตั้งค่าการทำงานกันใหม่หมดครับ

Part II: Installation

การติดตั้ง Air Station ภายในบ้าน ใช้หลักการเดียวกับการใช้งานอุปกรณ์ในกลุ่มนี้ ซึ่งมีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ดังนี้

  • วาง Air Station ให้ใกล้ Modem หรือช่องต่อสายโทรศัพท์ (อินเทอร์เนท) ให้มากที่สุด
  • วาง Air Station ให้อยู่ตรงกลางพื้นที่ ที่เราจะใช้งานให้ได้มากที่สุด
  • วาง Air Station ไว้ด้านบนจะดีกว่าด้านล่าง อันนี้ไม่ได้หมายถึงชั้นล่างกับชั้นบนของบ้านนะครับ หากแต่หมายถึงถ้าเลือกระหว่างวาง Air Station ไว้บนชั้นหรือโต๊ะ จะดีกว่าวาง Air Station ไว้กับพื้นครับ

การตั้งค่าการทำงานนั้นหากเป็น Air Station ที่จำหน่ายโดยทั่วไป จะมี Installation CD มาให้ด้วย ซึ่งภายในจะมีโปรแกรมช่วยการตั้งค่า สามารถทำตามขั้นตอนที่ปรากฏขึ้นมาได้โดยง่าย การตั้งค่าพื้นฐานอย่างง่ายจะถูกตั้งค่าโดยอัตโนมัติ แต่สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ ผมใช้วิธีตั้งค่าผ่าน Air Station Configuration Tool โดยการเปิดเว็บบราว์เซอร์เข้าไปตั้งค่าโดยตรง อย่างไรก็ดี Air Station Configuration Tool นั้นก็มี Setup Wizard มาด้วย ทำให้สามารถตั้งค่าได้สะดวกมากครับ

* Buffalo นั้นเน้นย้ำเรื่อง “ลำดับ” การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ก่อนการใช้งานเป็นสำคัญครับ โดยแนะนำให้เสียบสายโทรศัพท์ (อินเทอร์เนท) เข้ากับ Air Station เอาไว้ก่อน แล้วค่อยเปิด Air Station หลังจากนั้นแนะนำให้รอประมาณหนึ่งนาทีแล้วค่อยเสียบสาย LAN เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์และตั้งค่าต่อไปครับ

Part III: Software

Software Information
รุ่น: WBMR-HP-G300H
เวอร์ชัน: 1.74 (R1.90/B2010/12/17 17:07:36 JST)

เมื่อเปิดเว็บบราว์เซอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วป้อน 192.168.11.1 ลงในช่อง URL จากนั้นจะมีหน้าต่าง popup ขึ้นมาให้ใส่ username และ password ตามข้อมูลที่อยู่บนด้านหลังของ Air Station ก็จะเข้าสู่ Air Station Configuration Tool ครับ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยน IP, username และ password ได้ภายหลังครับ

Air Station Configuration Tool อาจจะดูซับซ้อนสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่คุ้นเคยอุปกรณ์เสริมประเภทนี้ ยิ่งหากเป็นรุ่นที่ยิ่งมีคุณสมบัติเสริมมากมาย จะยิ่งมีเมนูมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งแนะนำให้มองเป็นส่วนๆ ตามที่ Buffalo นั้นแนะนำครับ จะได้ไม่สับสน ดังนี้

A เป็นส่วนของหมวดหมู่ (Categories) ที่แบ่งหัวข้อออกเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Setup, Internet/LAN, Wireless Config, Security, LAN config, NAS, Admin Config และ Diagnostic

B เป็นส่วนของเมนูย่อย (Submenus) ที่แบ่งเป็นเมนูย่อยในแต่ละหมวดหมู่ ดังนี้

Setup

  • Wizards & Overview

Internet/LAN

  • ADSL
  • DDNS
  • VPN Server
  • LAN
  • DHCP Lease
  • NAT
  • Route

Wireless Config

  • WPS
  • AOSS
  • Basic (11n/g/b)
  • Advanced (11n/g/b)
  • WMM (11n/g/b)
  • MAC Filter
  • Multicast Control

Security

  • Firewall
  • IP Filter
  • VPN Pass Through

LAN Config

  • Port Forwarding
  • DMZ
  • UPnP
  • QoS
  • Movie Engine

NAS

  • Disk Management
  • Shared Folder
  • User Management
  • Shared Service
  • Web Access
  • Media Server
  • BitTorrent

Admin Config

  • Name
  • Password
  • Time/Date
  • NTP
  • ECO
  • Network-USB
  • Access
  • Log
  • Save/Restore
  • Initialize/Restart
  • Update

Diagnostic

  • System Info
  • Logs
  • Packet Info
  • Client Monitor
  • Ping
  • DSL Connection

D เป็นส่วนช่วยเหลือ (Help) และขั้นตอน (Instructions) รวมถึงคำอธิบายคำศัพท์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในการตั้งค่าส่วนต่างๆ

สำหรับผู้ใช้งานระดับกลางถึงระดับสูง จะทราบอยู่แล้วว่าต้องตั้งค่าให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองอย่างไร แต่สำหรับผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นอาจจะงงเล็กน้อย ซึ่งทาง Buffalo ก็ได้มีตัวช่วย สำหรับการตั้งค่าพื้นฐาน (Basic Settings Wizards) ที่อยู่ในหมวดหมู่ Setup นั่นเองครับ เพียงแค่คลิ้กไม่กี่คลิ้กแล้วก็นั่งรอให้ Air Station ตั้งค่าพื้นฐานโดยอัตโนมัติได้เลยครับ

  • หากวางแผนจะใช้งาน Air Station ร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อผ่านทางสาย LAN เท่านั้น ก็เพียงเลือก Run the Internet Connection Wizard (Easy Setup) อย่างเดียวก็พอครับ
  • หากวางแผนจะใช้งาน Air Station ร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิคอื่นๆ ผ่านทาง Wireless LAN (WiFi) ก็แนะนำให้เลือก Wireless SSID & Channel (11n300Mbps Mode) และ Wireless Encryption (WEP/TKIP/AES) เพิ่มเติมครับ
  • หากวางแผนจะเชื่อมต่อเกมคอนโซลเข้าอินเตอร์เนท หรือให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งาน BitTorrent ก็แนะนำให้เลือก Internet Games (Port Forwarding) เพิ่มเติมครับ

การตั้งค่าในส่วนต่างๆ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดนะครับ แต่ก็แนะนำให้ลองหมั่นเข้ามาดูเมนูหมวดหมู่ Diagnotic เป็นประจำครับ เพราะนอกจากจะแสดงการทำงานของระบบแล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทราบว่ามีใครแอบใช้งานอินเทอร์เนทของเราอยู่หรือไม่ด้วยครับ

Part IV: Performance

ในบทความนี้ ผมขออนุญาตข้ามผลการทดสอบเชิงลึกตามสเปคของผลิตภัณฑ์ไปนะครับ เนื่องจากไม่มีข้อมูลรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เลยทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ครับ แต่ขอแสดงข้อมูลการใช้งานจริงบางส่วนครับ

  • ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เนท อ้างอิงข้อมูลตาม ISP ที่ใช้งานพบว่าสามารถเชื่อมต่อได้เต็มความเร็วที่ประกาศไว้

  • ความเร็วในการรับส่งข้อมูลใน local network จากรหัสรุ่นของ Air Station ตัวนี้ เดาคร่าวๆ ว่าน่าจะสามารถตั้งค่าเพื่อให้รับส่งข้อมูลผ่านทาง Wireless LAN ใน local network ด้วยความเร็วประมาณ 300 Mbps ได้ แต่จากการลองตั้งค่าทั้งแบบแมนนวลและใช้เมนูตั้งค่า ความเร็วสูงที่สุดที่ใช้งานได้คือ 144 Mbps เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำมาทดสอบครับ ส่วนการรับส่งข้อมูลผ่านทาง Eternet (LAN) นั้นพบว่าได้ความเร็วที่ 1Gbps ครับ
  • ทดสอบพื้นที่การใช้งาน WiFi ทดสอบโดยการหยิบผลิตภัณฑ์ของ Apple มาทดสอบ เนื่องจากระดับสัญญาณ WiFi ที่ปรากฏบนผลิตภัณฑ์ของ Apple นั้น ไม่ได้เป็นระดับความแรงของสัญญาณ แต่เป็นระดับความสามารถในการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูล ในการใช้งานจริง ถึงแม้ว่าระดับสัญญาณจะสูง แต่ความสามารถในการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลอยู่ในระดับต่ำ ก็คงไม่ดีนัก ผลการทดสอบพบว่า พื้นที่การใช้งานในแนวราบอยู่ที่ประมาณ70-75 เมตร ทดสอบโดยการวาง Air Station ไว้ที่ชั้น 1 ในอาคารพาณิชย์ จากนั้นลองทดสอบเชื่อมต่อ (นอกอาคาร) เป็นระยะ หากเป็นทิศทางที่เปิดโล่งสามารถใช้งานได้ค่อนข้างดี แต่หากอยู่ใกล้อุปกรณ์บางประเภท เช่น ตู้ ATM, ตู้โทรศัพท์, ตู้ชุมสายโทรศัพท์, ลำโพงที่มีกำลังขยายสูงๆ ความสามารถในการเชื่อมต่อจะลดลง ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทาง ยกตัวอย่างเช่นการใช้งาน WiFi หน้าตู้ ATM ที่อยู่ห่างจาก Air Station ประมาณ 20 เมตร ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับการใช้งาน WiFi หน้าป้ายรถโดยสารประจำทางที่อยู่ห่างจาก Air Station ประมาณ 60 เมตร ส่วนพื้นที่การใช้งานในแนวสูงนั้น อาคารพาณิชย์ที่ทำการทดสอบมีความสูงประมาณ 15 เมตร ที่ดาดฟ้าของอาคารยังคงสามารถเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลได้ แต่ไม่ค่อยดีนัก ระดับความสูงที่สามารถเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลได้ดีอยู่ในช่วง 10 เมตรครับ
  • ทดสอบการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทดสอบด้วยการเปิด Air Station ทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 30 วัน ไม่พบการทำงานที่ผิดปกติใด ไม่ต้องมีการ reset หรือ restart Air Station ใดๆ โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานตลอดเวลาเช่นเดียวกัน และไม่ได้ใช้ ECO mode แต่อย่างใด แต่เมื่อทำการทดสอบ ECO mode โดยการตั้งให้ ECO mode ทำงานในช่วง 02.00-08.00 ของทุกวัน พบว่าในวันที่ 10 ของการทดสอบ การรับส่งข้อมูลภายใน local network ไม่มีปัญหา แต่ไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เนทได้ ทดสอบซ้ำให้ผลที่ใกล้เคียงกัน (ครั้งที่ 2 พบปัญหาในวันที่ 9 ของการทดสอบ) เบื้องต้นสันนิษฐานสาเหตุเป็นเรื่อง dynamic DNS ขณะระบบปรับกลับมาสู่โหมดทำงานตามปกติครับ

สรุปโดยรวม นับว่า Buffalo Air Station NFINITI HighPower Giga เป็น Air Station อีกรุ่นที่มีความน่าสนใจ ทั้งในด้านรูปลักษณ์ภายนอก, คุณสมบัติหลากหลาย รวมถึงความสามารถในการใช้งานจริง หากเป็นผู้ใช้งานทั่วไป ซื้อมาแล้วสามารถใช้งานได้นานจนลืมไปเลยครับ สำหรับผู้ใช้งานระดับกลางและระดับสูงนั้นอาจพิจารณาเรื่องความสามารถเพิ่มเติม แต่หากมีการใช้งาน Buffalo Linkstation อยู่แล้ว รับรองได้ว่า เข้าคู่กันอย่างดีทีเดียวครับ

=========

Copyright www.ibluewind.com

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.