NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Tag: Dog (page 1 of 2)

อาหารอันตรายสำหรับน้องหมาแมว

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้แมวดื้อหยิบเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ คือเรื่องผลของอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มที่เราบริโภคกัน “บางชนิด” ต่อน้องหมาน้องแมว
เรามักจะพบเห็นภาพตามเว็บไซต์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ที่ถ่ายภาพน้องหมาน้องแมวกับอาหาร/เครื่องดื่ม บางประเภท
หากมองในแง่ความสวย ความน่ารักของภาพ แน่นอนว่ามองยังไงก็น่ารัก
แต่หากมองในทางการสัตวแพทย์ แมวดื้อก็นึกถึงด้านสุขภาพของน้องหมาน้องแมวด้วยไม่แพ้กัน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมากมาย มีผู้เลี้ยงหลายท่านให้ข้อมูล “ประสบการณ์” ว่าให้อาหาร/เครื่องดื่มเหล่านี้แล้ว
น้องหมาน้องแมวไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ยังมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว

แมวดื้ออยากให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า
“การศึกษา” และ “ประสบการณ์”
เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน
“การศึกษา” มีการทดลอง ทดสอบ มีตัวแปรควบคุม การจดค่าทางสถิติ มีจำนวนสุ่มตัวอย่าง
“ประสบการณ์” เป็นการทดลอง ทดสอบแบบที่ส่วนใหญ่ไม่มีการควบคุมตัวแปร
และไม่มีการจดบันทึกทางสถิติ จำนวนสุ่มตัวอย่างอาจจะน้อย
ผลสรุปอาจจะมีความแตกต่างกัน สำหรับผู้ทำการศึกษา
หากพบว่ามีข้อมูลประสบการณ์ที่มาแย้งผลสรุป ก็อาจต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
ในส่วนของผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ก็ต้องยอมรับในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่มีการทดสอบ มีบทพิสูจน์เช่นเดียวกัน
แต่แมวดื้อไม่อยากจะให้เข้าใจในเรื่องนี้แบบสุดโต่งมากเกินไป
ก่อนอื่นเราคงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีทั้งดีและโทษ
และไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีคุณค่าดีเพียงใด แต่ถ้าร่างกายรับเข้าไปในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็จะเปลี่ยนเป็นโทษเช่นเดียวกัน
แมวดื้อรวบรวมอาหาร/เครื่องดื่มที่คนเราบริโภคกันทั่วไป แต่ไม่เหมาะสมกับน้องหมาน้องแมว (จากการศึกษา) มาแสดงกันอีกรอบ

อาจมีบางอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามา หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน ลองดูกันนะ

เริ่มกันกับ Chocolate หรือ Cocoa
ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด หรือส่วนประกอบของอะไร
เรากำลังมองถึงสาร theobromine ที่ส่งผลทำให้อาเจียน, ท้องเสียได้ (อาการพื้นฐาน)
อาการที่รุนแรงขึ้น อาทิเช่น จังหวะหัวใจเต้นผิดปกติ, ชัก, เหยียดเกร็ง ไปจนถึงขั้นเสียชีวิต
baking chocolate หรือที่อาจเรียกว่า unsweetened chocolate (bitter chocolate)
ถูกจัดว่าเป็นอันตรายต่อสุนัขมากที่สุดในกลุ่ม รองลงมาได้แก่ dark chocolate
สำหรับ milk chocolate อาจจะดูเป็นอันตรายน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่ก็ไม่ควรให้น้องหมาน้องแมวอยู่ดี
ยิ่งเป็นน้องหมาน้องแมวตัวเล็กๆ (น้ำหนักตัวน้อย) ยิ่งเสี่ยงต่ออาการที่รุนแรง
เนื่องจากปริมาณสารที่ได้รับเข้าไปมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว

Sugarless gum
อันนี้แมวดื้อเข้าใจว่าในบ้านเราไม่น่าจะมีคนให้หมากฝรั่งแก่น้องหมาน้องแมวกันนะ
แต่ในฝั่งอเมริกาและยุโรป มีรายงานว่าผู้เลี้ยงหลายคนทน “กลิ่นปาก” น้องหมาน้องแมวไม่ไหว
ก็เลยให้หมากฝรั่งซะเลย
(ไม่รู้คิดได้ไง)

:o:o

คือถ้าคิดว่าจะให้หมากฝรั่งเพื่อดับกลิ่นปาก มันก็ต้องเคี้ยวไง ถ้าเข้าปากแล้วกลืนไปเลย จะหวังผลดับกลิ่นได้ยังไง
ในคน (ผู้ใหญ่) เอง แม้ว่าอาจจะ (เผลอ) กลืนหมากฝรั่งเข้าไปได้โดยไม่เป็นอันตราย แต่ก็ไม่ได้รับการแนะนำให้บริโภคเข้าไป
แมวดื้อนึกภาพไม่ออกว่า ป้อนหมากฝรั่งให้น้องหมาน้องแมว แล้วบอกให้ “เคี้ยว…เคี้ยว…เคี้ยว”
จากนั้นก็ให้คายออกมาซะ จะมีน้องหมาน้องแมวทำได้แบบนั้นไหม
กลไกในการกำจัดหมากฝรั่งของน้องหมาน้องแมวไม่เหมือนในคน
ในน้องหมาน้องแมว มีโอกาสที่หมากฝรั่งจะเข้าไปอุดตันในระบบทางเดินอาหารมากกว่านะ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาไม่ได้มุ่งประเด็นไปที่ยางหมากฝรั่ง แต่กล่าวถึง (สาร) ส่วนประกอบที่อยู่ในหมากฝรั่งมากกว่า
นั่นคือสารเพิ่มความหวานที่ไม่ใช่น้ำตาล (sugar-free sweetener)
อันนี้หมายถึง xylitol ซึ่งพอบอกชื่อนี้ขึ้นมา หลายคนก็อาจจะร้องอ๋อ
เพราะตามหน้าซองลูกอม ขนมบางอย่าง ก็เขียนแปะว่าใช้ xylitol แทนน้ำตาลกัน
“ไม่มีน้ำตาล…ฟันไม่ผุ” โฆษณาชวนเชื่อกันไป
xylitol นัั้นจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน (Insulin)
อินซูลินที่สูงขึ้น ก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง
กลไกการออกฤทธิ์ในสุนัขค่อนข้างเร็ว มีรายงานว่าสุนัขน้ำหนัก 5 กิโลกรัม
ทานหมากฝรั่งไป 2 ชิ้น เพียง 15 นาทีเท่านั้นสามารถช็อคได้เลย
ในส่วนนี้แมวดื้อค่อนข้างห่วงสุนัขพันธุ์จิ๋วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชิวาวาหรือปอมเมอเรอเนี่ยน
ที่เรามักจะพบภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่บ่อยๆ
แล้วหากได้รับ xylitol เข้าไปอีก อาการก็จะยิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรง
นอกจากผลทางด้านระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว xylitol ยังส่งผลให้ตับอักเสบอย่างรุนแรงอีกด้วย

Alcohol
อันนี้ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะเราต่างจะรู้โทษของมันดีอยู่แล้ว
Ethyl Alcohol จากเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทส่วนกลางของน้องหมาน้องแมว
แค่เบียร์หรือไวน์เพียง 1 หยด ก็ทำให้น้องหมาหรือน้องแมว อาเจียน ท้องเสีย (อาการพื้นฐาน)
อาการที่รุนแรงขึ้น คือหายใจลำบาก และอาการทางประสาท
ความรุนแรงจะมากยิ่งขึ้นในน้องหมาน้องแมวที่อายุยังน้อย หรือน้ำหนักตัวน้อย

Yeast dough
อันนี้แมวดื้อเชื่อว่าจะต้องมีข้อโต้แย้งมากมายแน่ๆ ใครๆ ก็ต้องเคยให้ขนมปัง/เบเกอรี่น้องหมาน้องแมว จริงไหม
(แมวดื้อก็ให้)

:roll::roll:

แต่ในข้อนี้ ไม่ได้หมายถึงขนมปัง หรือเบเกอรี่ที่นำไปอบแล้วนะ ส่วนที่เป็นอันตรายต่อน้องหมาน้องแมวก็คือตัวแป้งที่ยังไม่ได้อบนั่นแหละ
alcohol ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากกระบวนการที่ยีสต์นำน้ำตาลไปใช้ (เราใส่ยีสต์เข้าไปให้ขนมปัง/เบเกอรี่ฟู ขึ้นรูปสวย)
แม้จะมีปริมาณ alcohol ไม่สูงมาก แต่ก็อาจเป็นอันตรายต่อลูกสัตว์หรือน้องหมาน้องแมวที่น้ำหนักตัวน้อย เช่นเดียวกัน
ดังนั้นตอนทำขนม ก็ระวังอย่าให้น้องหมาน้องแมวมาแอบชิมเชียวล่ะ

Grapes and Raisins
อันนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ว่าองุ่นหรือลูกเกดมีสารอะไรที่เข้าไปทำให้น้องหมาเกิดภาวะไตวาย
แต่มีข้อมูลว่าหากเป็นสุนัขที่อยู่ในภาวะป่วยหรือสุนัขอายุมาก
ระดับความรุนแรง (ไตวาย) จะสูงกว่าสุนัขวัยรุ่น และจะเป็นในลักษณะที่ไม่สามารถแก้ไขได้
นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเกี่ยวโยงไปถึงสายพันธุ์อีกด้วย
แต่ยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะสรุปออกมาได้ชัดเจน คงต้องใช้ระยะเวลาศึกษากันต่อไป
ตอนนี้แมวดื้อก็คงได้แต่ฝากเตือนเพื่อนๆ ว่าถึงแม้มันจะมีข้อมูลที่ไม่ค่อยจะดีอันน้อยนิด แต่ก็เป็นกรณีศึกษาที่พึงระวัง
ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ ก็เลี่ยงเอาไว้ก่อนดีกว่านะ ผลไม้อย่างอื่นมีเยอะแยะ

Macademia nuts
ถั่วแมคคาเดเมีย แม้จะไม่ได้ทำให้น้องหมาเสียชีวิต
แต่ก็พบรายงานถึงอาการอาเจียน, ปวดกล้ามและข้อ, อวัยวะต่างๆ บวมอักเสบ
อันนี้พบอันตรายกับน้องหมาเพียงอย่างเดียวนะ ยังไม่มีรายงานในน้องแมว
รายงานพบในสุนัขพันธุ์เล็ก ให้ทานถั่วแมคคาเดเมียไปแล้ว วันรุ่งขึ้นเดินไม่ได้ ไม่มีแรง อ่อนเพลีย คล้ายเป็นอัมพาต
ปริมาณที่ได้รับเข้าไป จนทำให้เกิดเป็นอันตรายยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างแน่ชัด
การรักษาไม่ยากนัก แต่ผู้เลี้ยงควรให้ประวัติเรื่องอาหารโดยละเอียดแก่คุณหมอที่ดูแล
เพราะอาการไม่ชี้เฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องอาศัยประวัติร่วมในการวินิจฉัย

Onions
หัวหอม อันนี้ผู้เลี้ยงน้องหมาน้องแมวคงทราบกันดีอยู่แล้ว
อันตรายของหัวหอมนั้นอยู่ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยังสดเป็นหัวๆ อยู่ หรือแปรรูป หั่นเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
หรือนำไปผ่านกรรมวิธีการทำอาหาร ก็ยังคงมีอันตรายอยู่
หัวหอมอาจเข้าไประคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ทำให้น้องหมาน้องแมวอาเจียนหรือท้องเสีย (อาการพื้นฐาน)
ในน้องแมวนั้นอาการจะรุนแรง เนื่องจากจะเข้าไปทำอันตรายเม็ดเลือดแดง
ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดจางและอาจทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

Garlic
กระเทียมก็เช่นเดียวกันกับหัวหอม แต่อาการพื้นฐานที่พบในน้องแมวนั้นจะรุนแรงกว่า
นอกจากจะทำให้น้องแมวอาเจียนและท้องเสียแล้ว บางกรณีทำให้ระบบทางเดินอาหารหยุดบีบตัว
พออาหารคงค้างอยู่ในทางเดินอาหาร ก็จะเกิดก๊าซตามมา
สำหรับอันตรายต่อเม็ดเลือดแดงนั้น เช่นเดียวกันกับหัวหอม ส่งผลให้เลือดจาง

Caffeine
อันตรายของคาเฟอีนในน้องแมวนั้นจะสูงกว่าในน้องหมา
อาการที่พบอาจได้ตั้งแต่กระวนกระวาย หัวใจเร็ว หรือชักกระตุก
การได้รับในปริมาณสูงอาจทำให้เสียชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ตรงนี้แมวดื้อเน้นที่ “คาเฟอีน” นะ คือไม่ได้เฉพาะแค่กาแฟเพียงอย่างเดียว
ชาหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนก็รวมอยู่ในอันนี้ด้วย
ปริมาณคาเฟอีนในแต่ละอย่างก็มีมากบ้างน้อยบ้าง
ผู้เลี้ยงหลายท่านอาจมี “ประสบการณ์” แล้วบอกว่า “ไม่เห็นเป็นไรเลย” อยู่บ้าง ตรงนี้แมวดื้อเคยเขียนเอาไว้แล้ว
และแมวดื้อก็ยังคงยืนยันว่า “ป้องกัน” ดีกว่า “รักษา” แน่นอน

 Fat trimmings and bones
อันนี้อาจไม่ได้เป็นอันตรายที่พบโดยตรง เป็นเรื่องความเชื่อ การเล่า การทำตามต่อๆ กันมา
ซึ่งแมวดื้อไม่ได้ว่ามันเป็นสิ่งผิด แต่ก็บอกได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก
ในต่างประเทศผู้เลี้ยงน้องแมวหลายคนนิยมที่จะให้ไก่ (พร้อมหนังกระดูก) ไปแบบในรูปเลย
หากเป็นคนไทย ผู้เลี้ยงหลายคนนิยมที่จะให้ปลาทูไปเป็นตัวๆ
คืออาจไม่ได้ให้ไปทั้งตัวจริง ก็เลาะเอาก้างใหญ่ๆ ตรงกลางออก
หากมีเวลาก็เลาะออกให้หมด บางคนก็ให้ไปทั้งหมด (พร้อมก้าง) แบบนั้น
สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจก่อนก็คือน้องแมวเป็น “สัตว์กินเนื้อ” (carnivores)
ในขณะที่น้องหมาเป็น “สัตว์กินทั้งเนื้อและพืช” (omnivores)
สำหรับน้องหมาแล้วการที่กินทั้งเนื้อและพืช ก็จะคล้ายคลึงกับคนเรา
ดังนั้นในส่วนของประเภทอาหารจึงไม่แตกต่างกันมากนัก
(แม้ว่าจะมีรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องปริมาณสารต่างๆ ในอาหารต่างกันก็ตาม)
สำหรับในน้องแมวที่เป็นสัตว์กินเนื้อ อันนี้คือกินเนื้อจริงๆ นะ จะเนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อหนู
อะไรก็ตาม เน้นที่เนื้อๆ เพราะแมวต้องการโปรตีนเป็นหลัก
การให้อาหารน้องแมวด้วย “ข้าวคลุกปลาทู” นั่นก็คือ “ผิดธรรมชาติ”
เพราะน้องแมวไม่ต้องการคาร์โบไฮเดรตจากข้าวมากนัก แต่ต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นหลัก
ครั้นพอให้คาร์โบไฮเดรตเยอะๆ แมวก็อ้วน ซึ่งความอ้วนในแมวนั้นทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
การให้อาหารน้องแมวด้วยไก่ติดหนัง อันนี้ก็ไม่ถูกต้องนัก
เพราะไขมันที่มากเกินไปทำให้ระบบการย่อยอาหารในน้องแมวผิดปกติไป อาหารย่อยช้าลง
ซ้ำร้ายตัวกระดูกยังอาจเข้าไปทำอันตรายต่อผนังทางเดินอาหารอีกด้วย
แต่อย่างที่แมวดื้อกล่าวไว้ การทำต่อๆ กันมา อันนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก
และแมวดื้อไม่ได้ต้องการไปเปลี่ยนความคิดของผู้เลี้ยง
เพียงแค่อยากนำเสนอข้อมูล อธิบายให้ฟัง ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวผู้เลี้ยงเองว่าจะเข้าใจ ยอมรับ และปรับเปลี่ยนความคิดหรือไม่

Credit Photos & Article : www.pawnation.com

เอนทรีนี้แอบยาว รู้จักอาหารอันตรายสำหรับน้องหมาน้องแมวกันไปแล้ว
ตอนหน้ามาดูว่าแล้วอาหารอะไรดีสำหรับน้องหมาน้องแมวบ้าง

:exercise::exercise:

Pet Vaccination

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้ต้องขุดเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ โดยอัพเดตข้อมูลบางส่วนที่เคยเขียนเอาไว้
กล่าวถึงในแนวถามตอบแล้วกันนะ

Question
ฉีดวัคซีนเข็มเดียวได้หรือไม่
Answer
ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการทำวัคซีนเพียงเข็มเดียวจะขึ้นไม่สูงมากนัก และจะค่อยๆ ลดต่ำลง
ดังนั้นหากมองในแง่ของการป้องกันโรค อาจไม่เหมาะสมนัก

Question
ฉีดวัคซีน 3 เข็มมีอันตรายหรือไม่
Answer
หลักการของวัคซีนเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่ได้ทำให้ป่วย
ดังนั้น การทำวัคซีนในขณะร่างกายแข็งแรง มักจะไม่มีอันตราย
นอกเสียว่าจะเกิดปฏิกิริยาการแพ้วัคซีน ซึ่งไม่มีวิธีทดสอบก่อนทำการฉีดวัคซีน
ข้อแนะนำคือให้บันทึกว่าสัตว์มีประวัติการแพ้วัคซีนยี่ห้อใดล็อตการผลิตใด เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วัคซีนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในครั้งต่อไป
และระยะห่างระหว่างการฉีดวัคซีนแต่ละเข็ม ไม่ควรต่ำกว่า 2 สัปดาห์

Image credit: www.eurocatfancy.de

 จากรูปแกนกราฟแนวตั้งคือระดับภูมิคุ้มกัน แกนกราฟแนวนอนคือระยะเวลา
จะเห็นว่าภายหลังจากการฉีดวัคซีนเข็มแรก ระดับภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และระดับไม่สูงมากนัก
โดยระดับภูมิคุ้มกันนี้มีโอกาสจะสูงหรือต่ำกว่า “ระดับภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันโรค” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองต่อวัคซีนในสัตว์แต่ละตัว
หากสัตว์ที่มีการตอบสนองต่อวัคซีนดีมาก ก็อาจจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับที่ “ป้องกันโรค” ได้
แต่อย่างไรก็ดี ระดับภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นแบบนี้จะอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก และลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็จะไม่สามารถ “ป้องกันโรค” ได้
แต่หากได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น ระดับภูมิคุ้มกันก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนี้จะสูงกว่าระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนในครั้งแรกมาก
ตามทฤษฏี ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการทำวัคซีนกระตุ้นนั้นจะสามารถ “ป้องกันโรค” ได้ และระดับภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลง
ในบางโรค ระดับภูมิคุ้มกันอาจอยู่ได้นานหลายปี ในบางโรค ระดับภูมิคุ้มกันอาจลดต่ำลงในระยะเวลาประมาณ 1 ปี
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการทำเป็นประจำ และไม่หลงลืม จึงแนะนำให้ทำการกระตุ้นวัคซีน “ทุกโรค” ทุกปี

สำหรับการทำวัคซีนเข็มที่ 3 นั้น สามารถนำรูปนี้มาใช้อธิบายได้เช่นเดียวกัน
คือหากการทำวัคซีน 2 ครั้งแรก ไม่มีปัญหาอะไร การทำวัคซีนครั้งที่ 3 อาจไม่ได้กระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันสูงขึ้น (กว่าครั้งที่ 2)
และอาจไม่ได้ส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันอยู่นานขึ้น แต่หากบังเอิญการทำวัคซีนครั้งแรก “ไม่ประสบความสำเร็จ” ก็ยังพอจะมั่นใจได้ว่าลูกสัตว์จะมีระดับภูมิคุ้มกันที่จะ “ป้องกันโรค” ได้
เหตุที่ทำให้การทำวัคซีน “ไม่ประสบความสำเร็จ” นั้นอาจเกิดขึ้นได้หลายประการ
อาทิเช่น
วัคซีนที่ไม่ได้คุณภาพ หรือการจัดส่งวัคซีน หรือการเก็บรักษาวัคซีน ไม่เหมาะสม
ควรเก็บวัคซีนในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา (จำง่ายๆ ว่าให้แช่เย็น ห้ามแช่แข็ง)
หรือ
ลูกสัตว์อยู่ในภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการทำวัคซีน เช่นอยู่ในช่วงเจ็บป่วย อยู่ในสภาวะเครียด อายุน้อยเกินไป หรือมีพยาธิสภาพต่างๆ
ผู้เลี้ยงสัตว์บางราย นิยมที่จะพาลูกสัตว์ไปทำวัคซีน ในวันที่เพิ่งไปซื้อมาเลย ซึ่งลูกสัตว์อาจเกิดความเครียดจากการเปลี่ยนอาหาร เปลี่ยนคนเลี้ยง เปลี่ยนที่อยู่
ซึ่งอาจส่งผลให้การตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีเท่าใดนัก

Question
วัคซีนที่ควรฉีดในสุนัขมีอะไรบ้าง
Answer
วัคซีนที่ถือว่าจำเป็นเพราะเป็นโรคสัตว์ติดต่อสู่คนคือวัคซีนป้อนกันโรคพิษสุนัขบ้า สามารถให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 3 เดือน และให้วัคซีนกระตุ้นเมื่ออายุ 6 เดือน หลังจากนั้นให้วัคซีนกระตุ้นทุกปี
สำหรับวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ในสุนัข มักจะรวมกันมาอยู่ในวัคซีน ซึ่งมีรวมหลายแบบ แล้วแต่บริษัทผลิตวัคซีน บางบริษัทก็มีวัคซีนรวมออกมาหลายสูตร
วัคซีนป้องกันโรคหลักๆ เลยก็จะมี
โรคไข้หัดสุนัข
โรคลำไส้อักเสบ ซึ่งอาจมีทั้งวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบที่เกิดจากเชื้อ “พาร์โวไวรัส” และ “โคโรน่าไวรัส” (วัคซีนรวมบางสูตรก็ป้องกันได้เพียงตัวเดียว)
โรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส

โรคอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญรองลงไป ได้แก่
กลุ่มอาการ “หวัดและหลอดลมอักเสบติดต่อ” ที่ต้องเรียกว่ากลุ่มอาการ เพราะมีเชื้อโรคหลายตัวที่ทำให้เกิดอาการนี้ และวัคซีนใหม่ๆ ก็พัฒนาให้ป้องกันเชื้อโรคหลายตัวในกลุ่มนี้
โรคเลปโตสไปโรซีส หรือที่เราคุ้นกันในชื่อ “โรคฉี่หนู”

หากจำแบบง่ายๆ ก็แค่ 2 ตัว ก็คือ
1.วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 2.วัคซีนรวม
ที่เหลือก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของคุณหมอที่จะพิจารณาเลือกใช้วัคซีนที่เหมาะสม

เทรนด์การฉีดวัคซีนให้แก่ลูกสุนัขในปัจจุบัน (2013)
• ลูกสุนัขพันธุ์เล็ก ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนที่มีส่วนประกอบป้องกันโรคฉี่หนู เพื่อลดปัญหาเรื่องการแพ้วัคซีน
• ลูกสุนัขพันธุ์เล็ก และลูกสุนัขพันธุ์ที่มีหน้าสั้น แนะนำให้ฉีดวัคซีนที่มีส่วนประกอบป้องกันกลุ่มอาการหวัดและหลอดลมอักเสบติดต่อ

Question
ทำไมควรกระตุ้นวัคซีนทุกปี ในเมื่อผลการศึกษาพบว่าระดับภูมิคุ้มกัน “บางโรค” สามารถอยู่ได้นานหลายปี
Answer
เนื่องด้วยวัคซีนในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่จะเป็น “วัคซีนรวม” ดังนั้นจึงไม่สะดวกที่จะทำการเลือกวัคซีนแยกเป็นแต่ละโรค
อีกทั้งยังทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้เลี้ยงว่าปีนี้ควรกระตุ้นวัคซีนชนิดใด
การให้วัคซีนรวมกระตุ้นทุกปี นอกจากจะลดโอกาสการหลงลืมแล้วยังเป็นการพาสัตว์เลี้ยงมาให้คุณหมอตรวจสุขภาพอีกด้วย

Question
“ไฮ-ไตเตอร์วัคซีน” (High-Titier vaccine) คืออะไร
Answer
คำเก่า (ตั้งแต่ช่วงกลางยุค ’90) ใช้เรียกวัคซีนที่มีการใส่เชื้อเข้าไปเยอะๆ เพื่อหวังผลในการสร้างภูมิคุ้มกัน
อธิบายเพิ่มเติม เอาแบบลูกทุ่งเลยนะ
สมมติว่าแม่สุนัขมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูง ลูกสุนัขที่ได้รับนมแม่ในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ก็จะได้รับภูมิคุ้มกันที่ว่านี้ด้วย
คราวนี้ก็มีการศึกษาพบว่า หากเราไปฉีดวัคซีนให้แก่ลูกสุนัขตอนที่มีภูมิคุ้มกัน (จากแม่) ผลตอบสนองต่อวัคซีนจะไม่ดีนัก
เรียกว่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากแม่มองวัคซีนว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และพยายามกำจัดมันออกไป
วิธีการแก้ไขก็คือพัฒนาวัคซีนที่ “แรง…แรง” แบบว่าภูมิคุ้มกันจากแม่กำจัดออกไป “บางส่วน” แล้วก็ยังทำงานได้
ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนที่ใช้กันอยู่ ก็สามารถฉีดให้ลูกสุนัขได้ในอายุน้อยมาก (เมื่อเทียบกับสมัยก่อน) เหมารวมแบบคร่าวๆ ไปเลยว่าปัจจุบันใช้วัคซีนไฮ-ไตเตอร์กันหมดแล้ว
แต่ละบริษัทที่ผลิตวัคซีนก็โฆษณาชวนเชื่อแข่งกันว่า วัคซีนของตน “แรง” กว่าของบริษัทอื่น ดังนั้นไม่ต้องไปตามหาหรือรีเควสคุณหมอนะ

Question
วัคซีนที่ควรฉีดในแมวมีอะไรบ้าง
Answer
สำหรับแมวทุกตัวแนะนำให้ทำการฉีดวัคซีน
วัคซีนรวมป้องกันโรคกลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจในแมว (ไข้หวัดแมว, ไข้หัดแมวและเชื้อคลามัยเดีย) และวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

Image credit: www.beckeranimalhospital.com

สำหรับแมวที่เลี้ยงปล่อย (อยู่นอกบ้าน)
แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย และวัคซีนป้องกันโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว (เอดส์แมว) เพิ่มเติม

นอกจากในส่วนของวัคซีนแล้ว เทคนิคในการฉีดวัคซีนก็ได้มีการอัพเดตอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าน้องแมวจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเวลาคุณหมอฉีดวัคซีนสักเท่าไหร่ แต่ก็น่าฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ
วัคซีนรวมป้องกันโรคกลุ่มอาการระบบทางเดินหายในในแมว แนะนำให้ฉีดที่ขาหน้าขวา ไม่แนะนำให้ฉีดบริเวณไหล่แบบสมัยก่อนแล้ว
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แนะนำให้ฉีดที่ขาหลังขวา
วัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย แนะนำให้ฉีดที่ขาหลังซ้าย
ซึ่งนอกจากจะลดความเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนในบริเวณเดียวหลายเข็มแล้ว ยังเป็นการลดปัจจัยที่อาจรบกวนการตอบสนองของวัคซีนได้อีกด้วย

:blink::blink:

Naughty Dog

 Naughty Dog poking the Hot Girls in Bikini at Park

เรามักจะพบเห็นความฉลาดของสุนัขแสนรู้มากมาย
หลายอย่าง เป็นการ “สั่งสอน”
แต่อีกหลายอย่าง เป็น “นิสัย” ของสุนัขขี้เล่นเหล่านั้น
ถ้าหากเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้าง
คุณจะขำหรือจะโกรธ?

:goggle::goggle:

Convenience store guard

ย้อนกลับไปเมื่อยุคร้านสะดวกซื้อยังไม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลายๆ คน
จริง ๆ ก็ถือว่าไม่นานมากนะ
แมวดื้อยังมีภาพร้านโชว์ห่วย ขายของจิปาถะ หน้าปากซอยบ้าน อยู่ในหัวอย่างชัดเจน
ภายในร้าน แบ่งเป็นโซนผู้ใหญ่ (ตู้กระจกสำหรับเก็บบุหรี่)
โซนแช่เย็น (สารพัดน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
โซนขนมซอง (ขนมคบเคี้ยวต่าง ๆ )
โซนขนมลุ้น (ขนมต่าง ๆ ที่ทางร้านบรรจุเอง อาทิเช่น ตังเม หรือขนมปี๊บ) ที่หากซื้อไปได้ลุ้นว่างวดนี้จะท้องเสียหรือไม่!!
และที่ขาดไม่ได้ ก็คือโซนชิงโชค ที่จะมีทั้งจับสลาก บิงโก ตู้ไข่
ลองนึกๆ ดู ส่วนใหญ่เจ้าของร้าน ก็คือเจ้าของบ้าน ทำเองทุกอย่าง
สั่งของ เก็บของ จัดสินค้า เก็บเงิน ทำความสะอาด
ดูแลความเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยเองด้วย

ในภาพยนตร์ไทย เราอาจจะเคยดูฉากที่มีโจรมาปล้นร้านค้าอยู่บ่อย ๆ
ในแง่ความเป็นจริง ก็คงจะมีเหตุการณ์แบบนั้นอยู่บ้าง แต่เราคงไม่ได้รู้ข้อมูลเหล่านั้นสักเท่าไหร่
สิ่งที่พอจะช่วยสร้างความสบายใจ ความปลอดภัยของเจ้าของร้านอยู่ได้บ้าง
ก็คงเป็นเรื่องช่วงเวลาในการเปิดปิดร้าน
บางร้านจะเปิดสาย (หรือเที่ยง) ไปปิดเอาช่วงค่ำๆ
บางร้านก็เปิดเช้าขึ้นมาหน่อย เอาใจลูกค้าเด็กๆ นักเรียน

พอมาถึงยุคร้านสะดวกซื้อแย่งชิงกันครองเมือง
ต้องเรียกว่าแย่งชิงจริงๆ
เพราะบางชุมชน เปิดกันแทบจะเป็นห้องเว้นห้อง หรือไม่ก็ตรงข้ามกัน คนละฝั่งของซอยเล็ก
สิ่งที่จะเป็นหลักประกันความปลอดภัยสวัสดิภาพของพนักงานอยู่ที่จำนวนพนักงานในแต่ละกะนี่แหละ
คือคนเยอะ (คิดว่า) ปลอดภัย
แม้ว่าในความเป็นจริงไม่สามารถใช้ตรรกะนี้มาคิดก็ตาม

เพื่อนที่รักเจ้าของอย่างสุนัขเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สนใจ
เรามักจะเห็นตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ มีน้องหมานอนอยู่หน้าร้าน
หรือบางตัวนอนในร้านเลยก็มี
เริ่มแรกอาจมีตัวเดียว พอมีคนเลี้ยง มีที่อยู่ มีอาหาร คราวนี้ก็เริ่มเยอะ
หากตั้งคำถามว่าน้องหมาเหล่านี้ได้ช่วยเหลือ รักษาความปลอดภัยไหม
ก็คงตอบได้ไม่เต็มปากนัก
เพราะส่วนใหญ่ เท่าที่เห็นก็มักจะเชื่องจนใครๆ ก็จับตัวได้
แต่ก็น่าจะมี (ส่วนน้อย) ที่พอจะพึ่งพาได้บ้าง

มีประเด็นนึงที่แมวดื้อออกจะไม่ชอบใจนัก
กับเรื่องการนำน้องหมาน้องแมวน้องกระต่ายหรืออื่นๆ ไปในบริเวณที่มีการจำหน่ายอาหาร
ในฐานะของสัตวแพทย์ แมวดื้อยอมรับถึงความเอาใจใส่ เลี้ยงดูของผู้เลี้ยงในสมัยนี้
ที่รักษาความสะอาด ดูแลสุขภาพ ฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ละเลยในเรื่องสุขอนามัยและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
มีเชื้อโรคบางตัว ที่สามารถติดต่อและก่อโรคได้ข้ามสปีชีส์
ในที่นี้ แมวดื้อหมายถึง โรคสัตว์ติดคน (zoonosis)
ยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ ที่มองเห็นจากภายนอก เช่น เชื้อราในสัตว์เลี้ยง สามารถติดต่อไปยังผู้เลี้ยง
ทำให้เกิดอาการคัน เป็นตุ่มวง บางรายติดเชื้อบนหนังศีรษะ มีรังแคมากมาย
เวลาไปพบแพทย์ แต่ไม่ยอมบอกว่าเลี้ยงสัตว์ด้วย การรักษาก็หายช้า บางรายเรียกว่าไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะว่าติดกันไปติดกันมา
นั่นแค่เชื้อโรคที่สามารถพบเห็นอาการได้จากภายนอก
สำหรับเชื้อโรคที่พบง่ายมาก แต่ผู้เลี้ยงไม่ค่อยคำนึงถึง เช่น แบคทีเรียที่อยู่ในน้ำลายสัตว์เลี้ยง
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า มีเรื่องชีววิทยาของแบคทีเรียลึกๆ พอสมควร ที่จะอธิบายการก่อโรค ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
ไม่ใช่แค่เอาน้ำลายสัตว์เลี้ยงมาป้ายมือผู้เลี้ยงแล้วจะป่วยเป็นโรค มันมีปัจจัยอยู่หลายส่วนด้วยกัน แต่มันก็ไม่ยากจนโอกาสที่จะเกิดเป็นศูนย์
แมวดื้อขอข้ามตรงจุดนั้นไปนะ
สมมติว่าเราผิวหน้าไม่ค่อยดีในช่วงนี้ อาจผิวแห้ง ผิวมันเกินไป แพ้โฟมล้างหน้า แพ้เครื่องสำอางค์อะไรก็แล้วแต่
แล้วน้องหมามาหอมๆ คิสๆ เลียหน้าตามปกติ
เราก็มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้เกิดสิวตามมา
เห็นไหม ง่ายมาก
ปัญหาที่ตามมาในระยะยาวก็คือ เชื้อดื้อยา
ลองไปถามคุณหมอที่รักษาโรคผิวหนัง หรือแผนกความงาม ดูก็ได้
เมื่อสิบปีก่อน เคยใช้ยาอะไรรักษาสิว
ยาโบราณ พื้นๆ แทบจะรักษาได้หมดทุกตัว
แต่ปัจจุบันยาใหม่ๆ แพงๆ แรงๆ ก็แทบจะเอาไม่อยู่
ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร
สมมติว่าผู้เลี้ยง ทานอาหารที่ “ปนเปื้อน” กับแบคทีเรียเข้าไป
หากแข็งแรง ร่างกายก็อาจสามารถกำจัดเชื้อโรคดังกล่าวตามขั้นตอนของการย่อยโดยทั่วไปได้
แต่บางกรณี หากเชื้อโรคมีการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ก็อาจส่งผลทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ท้องเสีย อาเจียน ได้เช่นเดียวกัน
ซึ่งอาจต้องระมัดระวังในเรื่องนี้กับเด็กเล็ก คนสูงอายุ หรือผู้ป่วยภายในบ้าน
เวลามีปัญหาเกิดขึ้นมาก็โทษสัตว์เลี้ยง อาฆาต จะฆ่าให้ตาย
ในจุดนี้ ควรจะต้องกล่าวโทษผู้เลี้ยงเสียมากกว่า
รัก ดูแล เอาใจใส่ สัตว์เลี้ยง แต่ต้องอย่าละเลยการอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ด้วย

ป.ล.วิทยาศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่คิด ขอเพียงทำความเข้าใจมัน
ป.ล.รัก ดูแลสัตว์เลี้ยง อย่าอ้าง “เลี้ยงมานานแล้ว” “เมื่อก่อนก็เคยทำ” เพราะเดี๋ยวนี้ความรู้พัฒนาเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนไม่มีข้อมูล ปัจจุบันมีข้อมูลมากมาย ผู้เลี้ยงต้องก้าวตามให้ทัน

Pet Shower

วันนี้เห็นร้านขายของใกล้ๆ ออฟฟิศอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก
แล้วก็ปล่อยให้นั่งเล่นตากแดดอ่อนๆ ยามสายให้ตัวแห้ง
เลยหยิบมาเขียนถึงสักหน่อย

โดยปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว
อุณหภูมิในร่างกายจะสูงกว่าคนเราอยู่เล็กน้อย
นอกจากนี้การมีขนเยอะ (เมื่อเทียบกับคน) ไม่ว่าจะขนสั้นหรือขนยาว
ยังเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องผิวหนัง และเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย
ผู้เลี้ยงหลายๆ ท่าน คิดแทนสัตว์เลี้ยงของท่านเอง
โดยอ้างอิงจากลักษณะนิสัยส่วนบุคคล ที่กระทำเป็นประจำ

== ขน ==
หากไม่นับการตัดขนหรือการเลี้ยงขนให้ยาว ตามลักษณะของสายพันธุ์แล้ว
การดูแลรักษาขนของเจ้าตัวเล็กนั้น ควรจะอ้างอิงตามสภาพแวดล้อมเป็นหลัก
สำหรับพันธุ์ขนยาว แต่เลี้ยงในอากาศร้อนอย่างบ้านเรา ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์
อาจพบกรณีขนร่วงมาก ซึ่งเป็นไปตามสรีระโดยปกติ
ยิ่งขนเยอะ ยิ่งร้อน วิธีที่ช่วยได้ก็คือการผลัดเอาขนออกบ้าง
ซึ่งจะสังเกตได้ว่าขนบนตัวนั้นไม่ได้บางลงแต่อย่างใด (ไม่ได้เป็นโรคผิวหนัง)
ในทางกลับกัน ในหน้าหนาว
ถึงแม้ว่าชาวไทยจะไม่รู้สึกถึงความหนาวยะเยือกมากนัก (จะมีภัยหนาวส่วนใหญ่เฉพาะในพื้นที่สูง)
แต่ต้องไม่ลืมว่าอุณหภูมิของเจ้าตัวเล็กสูงกว่าคนเราเล็กน้อย
ดังนั้นคนเราไม่หนาว แต่เจ้าตัวเล็กอาจหนาวนะ อย่าเอาความรู้สึกตัวเองเป็นเกณฑ์

== ผิวหนัง ==
สำหรับคนเรามีคนน้อย เมื่อเทียบกับเจ้าตัวเล็ก
เส้นขนทำหน้าที่ในการปกป้องผิวหนังอีกชั้นหนึ่ง
ดังนั้น หากเทียบผิวหนังคนเรากับผิวหนังเจ้าตัวเล็ก
ให้คิดไว้ว่า ผิวหนังเจ้าตัวเล็กนั้นบอบบางกว่าคนเราเสียอีก
ขนาดคนเรา ยังมีผิวแห้ง ผิวมัน ผิวแพ้ง่าย
จะเลือกสบู่ ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวด ยังเลือกแล้วเลือกอีก
บางทีอย่างเราเลือกที่อ่อนที่สุดแล้ว ยังแพ้ ยังคัน
แล้วผิวหนังของเจ้าตัวเล็กบอบบางกว่าเราอีก
หลายครั้งการที่ผู้เลี้ยงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของคนเรา ไปใช้กับเจ้าตัวเล็ก
ทำให้เกิดปัญหาตามมา
แม้จะมีข้อแย้งว่า “ใช้ได้..แล้วไม่มีปัญหา”
อันนั้นก็เป็นเรื่องของลักษณะผิวหนังของเจ้าตัวเล็กแต่ละตัว
ในเมื่อคนเรา ยังมีผิวหนังที่แตกต่างกันได้ เจ้าตัวเล็กก็มีผิวหนังแตกต่างกันได้เช่นเดียวกัน

== การอาบน้ำ ==
สำหรับเจ้าตัวเล็กที่เลี้ยงโดยทั่วไปในสมัยนี้
เรามักจะเลี้ยงกันในบ้านเล็กๆ คอนโด หรืออพาตเม้นท์
โอกาสที่จะไปวิ่งในสวน ขุดดิน นอนเกือกกลิ้งในทุ่งลดลงไปมาก
โดยทั่วไป การอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก ควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ผู้เลี้ยงหลายราย อาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก “ทุกวัน”
ซึ่งไม่ทันคิดว่าแชมพูต่างๆ จะล้างเอาไขมันบนชั้นผิวหนังออกไปด้วย
คิดง่ายๆ เหมือนคนเราล้างมือ แล้วมือเราหายมัน
เมื่อผิวหนังแห้งมากๆ (จากการล้างไขมันออกตลอดอย่างต่อเนื่อง)
ก็จะส่งผลทำให้เจ้าตัวเล็กคันตามมา
หากจะอาบทุกวันจริงๆ ก็แนะนำให้เป็นน้ำเปล่าบ้าง ลงแชมพูสัปดาห์ละ 1-2 วันแค่นั้นพอ
นอกจากนี้ยังอาจคิดไปถึงอุณหภูมิของน้ำด้วย
หลายคนอาบน้ำอุ่นตลอดเวลา ไม่ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหน
การอาบน้ำเจ้าตัวเล็กก็ควรคิดถึงตรงนี้เหมือนกัน
การอาบน้ำเย็น หรืออาบน้ำเจ้าตัวเล็กโดยใช้ระยะเวลานาน อาจไม่ดีต่อระบบทางเดินหายใจของเจ้าตัวเล็ก
โดยทั่วไปแมวดื้อมักจะแนะนำให้ผู้เลี้ยงอาบน้ำเจ้าตัวเล็กในช่วง 09.00-15.00 น.
แม้ว่าจะเข้าใจเรื่องวิถีการดำรงชีวิตของคนเมือง
กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกดื่น
ผู้เลี้ยงหลายท่านอาบน้ำเจ้าตัวเล็กตอนเที่ยงคืน
แม้ว่าจะอาบด้วยน้ำอุ่นก็ตาม แต่ในสภาพแวดล้อมตอนกลางคืน อุณหภูมิแวดล้อมค่อนข้างลดต่ำลง ไหนจะเรื่องความชื้นที่สูงขึ้น
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดไข้ได้
บางกรณีก็ทำให้มีน้ำมูกหรือเป็นหวัดตามมา
อีกทั้งเรื่องการทำให้เจ้าตัวเล็กแห้ง
การไดร์จะช่วยทำให้ขนและผิวหนังแห้งอย่างรวดเร็ว
ในกรณีที่ปล่อยให้แห้งเอง จึงควรเลือกใช้ช่วงเวลาแบบที่แมวดื้อแนะนำ
หากอาบน้ำเจ้าตัวเล็กในช่วงเวลากลางคืน แล้วปล่อยให้แห้งเอง
หรือแม้แต่เช็ดแห้งหมาดๆ
อาจส่งผลทำให้เกิดเชื้อราตามมา
(ลองนึกถึงการซักแล้วตากผ้าในเวลากลางคืน)

ดังจะเห็นได้ว่าการดูแลรักษา ทำความสะอาดเจ้าตัวเล็กนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบ เกิดจากผู้เลี้ยง “คิดแทนเหมือนตัวเอง”
รักเจ้าตัวเล็ก ดูแลเขาอย่างถูกต้องเสียตั้งแต่วันนี้

 ปิดท้ายด้วย Pet Shower สวยๆ
ที่ในต่างประเทศเห็นความสำคัญของสมาชิกเจ้าตัวเล็กนี้อย่างมาก
จนแบ่งพื้นที่ในบ้าน เพื่อใช้อาบน้ำเจ้าตัวเล็กโดยเฉพาะ
จริงๆ แมวดื้อดูตอนแรกแล้วคิดว่าใช้ร่วมกันกับเด็กหรือเปล่า เพราะดูแล้วขนาดใหญ่พอสมควร
แต่คิดในแง่สุขศาสตร์ พ่อแม่คงไม่อยากให้ใช้ร่วมกันสักเท่าไหร่
เศษคราบความสกปรกต่างๆ เศษขน เผลอๆ มีเห็บหมัดอีก
หากทำความสะอาดไม่ดี เกิดมีเชื้อโรค เด็กไม่สบาย กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปอีก

Photo Credit
www.houzz.com/dog-shower

:?::?:

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.