NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Tag: External

Hitachi Touro

ช่วงนี้ยุ่งอยู่กับ External Hard Drive ตลอด
พอจะซื้อก็ซื้ออย่างบ้าพลัง
จริงๆ ไม่ใช่อะไรหรอก
ช่วงนี้มีงานคอมมาร์ตพอดี
เห็นว่าราคาดี ก็เลยสอยมา
ลองยี่ห้อโน้น ยี่ห้อนี้ไปเรื่อย
เอาไว้เป็นข้อมูล ว่าควรซื้อยี่ห้อไหนดี
เพราะว่ายังไง 3-5 ปี ก็ต้องเปลี่ยนใหม่อยู่แล้ว
เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

เมื่อต้นปี Western Digital (WD) ได้ซื้อ Hitachi ไปแล้ว
ทำให้ WD ขึ้นมานำเหนือ Seagate
สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คงได้แต่มองดูเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์เป็นหลัก
จะแบรนด์ไหนก็ตาม ถ้าใช้แล้วถูกโฉลก มันก็ดีแหละ
อย่างแมวดื้อ ไม่ถูกกับ WD อย่างแรง
ใช้มาหลายวัน เดี้ยงรวด

อย่างไรก็ตาม External Hard Drive แบรนด์ Hitachi ก็ยังคงสามารถพบได้อยู่
อย่างอันนี้ ที่แมวดื้อซื้อเอาไว้ให้ติตี้ใช้งาน
แอบหยิบมารีวิวเบาๆ เช่นเคย

Part I: Hardware 

Hitachi Touro
Portable Hard Drive USB 2.0
ขนาดความจุ: 500GB
อินเตอร์เฟส: USB 2.0
คอนเนคเตอร์: Mini-B connector

Hitachi เลือกใช้สีส้มเป็นสีกล่อง
หลายยี่ห้อมักใช้สีแดง ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นสีของบริษัท หรือเป็นสีที่เป็น gimmick ถึงความแรงของผลิตภัณฑ์

ด้านหลังเป็นรูปผลิตภัณฑ์ให้ดู
แปะแนบมากับใบรับประกัน
ซึ่งตัวที่แมวดื้อซื้อมานี้ รับประกันโดย SVOA
เวลามีปัญหาก็ส่งเข้าบริษัท หรือให้ง่ายก็ไปที่ IT City ตามห้างได้เลย
รับประกัน 3 ปี

ด้านซ้ายบอกถึงอุปกรณ์ภายในกล่อง
อันประกอบไปด้วย Hitachi Touro, USB cable และ Quick Start Guide
ระบบปฏิบัติการที่สนับสนุนคือ
Windows XP, Windows Vista, Windows 7 และ Mac OSX 10.5 หรือสูงกว่า

ด้านขวาแสดงถึงความหนาของ Hitachi Touro
14.5 มิลลิเมตร

แกะกล่องออกมาดู

แมวดื้อชอบแพคเกจที่เลือกใช้พื้นที่ในการเก็บแบบนี้นะ
เวลาแกะแล้วรู้สึกว่ามันอยู่เป็นแพคเดียว
ไม่ใช่แกะแล้ว ทุกสิ่งอย่างประเด็นออกมาเป็นชิ้นๆ

เอาออกมาวาง

ตัว Hitachi Touro
เป็นพลาสติกหนา ผิวด้านหน้าเป็นแบบหยาบๆ
ซึ่งข้อดีก็คือทำให้มองเห็นรอยขีดข่วนได้น้อยกว่าพลาสติกมัน

สาย USB เป็นแบบ mini-B หัวเดียว

ลองเสียบสายใช้งานดู พบว่าจะมีไฟแสดงสถานะขึ้นมา
ตัวกล่อง (เคส) ดูจะเปราะบางเล็กน้อย บางทีแค่ถือแล้วยกขึ้น รู้สึกเหมือนฮาร์ดดิสข้างในขยับได้ด้วย
เวลาเสียบสาย USB แล้วก็ต้องรอสักครู่ ก่อนไฟสถานะจะติดและ mount ขึ้นมาบนเครื่องคอมพิวเตอร์
อาจเป็นเพราะใช้สาย USB แบบหัวเดียว

Part II: Test

Disk Utility แสดงว่าเป็นฮาร์ดดิส Hitachi ถูกต้อง
ตัวฮาร์ดดิสถูกฟอร์แมตมาเป็น NTFS จากโรงงาน
แมวดื้อก็จัดการฟอร์แมตเป็น Mac OS Entended (Journaled) เช่นเคย

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s
ซึ่งความเร็วที่ได้ ก็ไม่ค่อยแตกต่างจาก portable external hard drive ตัวอื่นสักเท่าไหร่
แม้ว่าดูตัวเลขแล้วจะดีกว่าตัวอื่นที่เพิ่งรีวิวไป
สังเกตได้อย่างหนึ่งว่าความเร็วทั้งการอ่านและเขียนนั้นใกล้เคียงกัน
หากมองในแง่นี้ น่าจะดีในการใช้งานแบบเปิดต่อเนื่อง หรือการโหลดบิท

:roll::roll:

ผลการทดสอบใช้งานในระยะยาว
พบว่าจู่ๆ Hitachi Touro ก็แน่นิ่ง ไฟไม่เข้า
ก็เลยต้องส่งเคลม
สองสัปดาห์ต่อมา ได้ตัวใหม่
ซึ่งก็หวังว่าอยู่ทนๆ นะ
ให้ติตี้ไว้ใช้งานด้วย ถ้าข้อมูลสำคัญหาย จะโดนบ่นมิใช่น้อย

;-);-)

iomega Prestige

ช่วงนี้แมวดื้อมีไฟล์รูปที่ต้อง post process เต็มไปหมด
ก็เลยแพลนจะหา external hard drive แบบแข็งแรง เอาไว้พกพาไปไหนมาไหน
บางรุ่นเป็นพลาสติกหนาก็พอไหว แต่แบบที่เป็นพลาสติกบางๆ ที่แข่งกันบาง เบา เล็ก
แบบไหนไม่ไหว ไม่อยากเสี่ยงกับข้อมูลเสียหาย

เดินวนไปวนมาที่ IT Mall อยู่นาน
จนได้ตัวนี้กลับมา
ราคากลางๆ ไม่แพงมาก เนื่องจากเป็น USB 2.0
รุ่นใหม่ๆ เป็น USB 3.0 กันแล้ว แต่แมวดื้อไม่มีเครื่องคอมที่มี USB 3.0
เลยยังไม่เห็นความจำเป็นจะต้องจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อเทคโนโลยีที่ยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้
หยิบมารีวิวเบาๆ กันเช่นเคย 

Part I: Hardware

iomega Prestige
Portable Hard Drive USB 2.0
ขนาดความจุ: 500GB
อินเตอร์เฟส: USB 2.0
คอนเนคเตอร์: Mini-B connector (แบบ 2 หัว)

ข้อมูลที่น่าสนใจบนกล่อง ทางด้านหน้า
มีโลโก้ Trend Micro 1 year free subscription
3 year warranty
Durable metal 

ด้านหลังไม่มีอะไรมากมาย
มีข้อมูล Iomega Protection Suite
Trend Micro Internet Security (PC)
Iomega QuickProtect (PC)
EMC Retrospect Express Backup (PC)
MozyHome Online Backup (PC/Mac) 

ด้านซ้ายแสดงความหนาของ iomega prestige
ตามสัดส่วนขนาดจริง 

ด้านขวาแสดงอุปกรณ์ที่อยู่ในกล่อง
และความต้องการของระบบในการทำงาน
iomega prestige สนับสนุนการทำงานร่วมกับ Windows XP, Windows Vista, Windows 7 (32 bit) และ Mac OS X 10.4 – 10.6 

แกะกล่องออก ภายในมีเพียง iomega prestige และสาย USB

iomega prestige
ลักษณะเป็นแบบเรียบๆ ตัวเคสเป็นโลหะรอบทุกด้าน
ด้านหน้าจะมีรูพรุนๆ เพื่อช่วยในการระบายความร้อน
ด้านบนมีโลโก้ iomega และ ไฟแสดงสถานะ
ซึ่งจะกระพริบส่องสว่างแสงสีขาว เวลาทำงาน
ด้านซ้ายเป็นช่องต่อสำหรับ USB 

สายเป็นแบบ USB to mini-USB
เวลาใช้งาน เอา mini-USB ต่อเข้ากับ iomega prestige
และเอา USB ทั้งสองหัวต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งแสดงว่า iomega prestige อาจจะต้องการไฟที่สม่ำเสมอในการทำงานพอสมควร
จากการทดสอบลองเสียบ USB เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เพียง 1 หัว
iomega prestige ก็สามารถทำงานได้
แต่หากมีเป็นการลำบากจนเกินไป เสียบ USB 2 หัว ปลอดภัยกว่า

Part II: Test 

ข้างนอกเป็น iomega ข้างในแสดงว่าเป็นฮาร์ดดิสของ SAMSUNG
ขนาดความจุ 500GB ถูกต้อง
แมวดื้อจัดการฟอร์แมทใหม่ให้เป็น
Mac OS Entended (Journaled)
แล้วลองรัน Time Machine ทันที 

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s
ซึ่งความเร็วที่ได้ ก็ไม่ค่อยแตกต่างจาก portable external hard drive ตัวอื่นสักเท่าไหร่
ลองทดสอบโยนไฟล์ไปมา ก็ไม่รู้สึกว่าช้าจนรับไม่ได้
ลอง clone MacBook internal hard drive แล้วลองบูทดู
ก็พบว่าทำงานพอใช้ได้ คือไม่ได้เร็วเท่า internal hard drive
พบอาการหน่วงเล็กน้อย โดยเฉพาะตอน start up
แต่พอบูทเสร็จแล้ว โดยรวมถึือว่าพอยอมรับได้
ด้วยความแข็งแรง (ตามโฆษณา) ความเร็วไม่ช้าจนน่าเกลียด
ถือว่า iomega prestige เป็น external hard drive อีกตัว ที่เหมาะสำหรับพกพาจริงๆ
แต่ต้องอย่าลืมว่า ความแข็งแรงย่อมต้องแลกกับน้ำหนัก
หากเทียบเรื่องน้ำหนัก ระหว่าง iomega prestige กับ external hard drive ของยี่ห้ออื่น แบบที่เป็นพลาสติก
พบว่า iomega prestige นั้นมีน้ำหนักมากกว่า อย่างรู้สึกได้
ก็คงต้องชั่งน้ำหนักเอา ได้อย่างก็เสียอย่างเนอะ
ส่วนแมวดื้อ ยอมเลือกความแข็งแรง ดีกว่าเบาๆ แต่วันดีคืนดี ข้อมูลหาย
มันคงไม่คุ้มกันสักเท่าไหร่ 

Buffalo DriveStation Combo 4

ตอนนี้ผีรีวิวเข้าสิง
มีอุปกรณ์ผ่านมือมาให้ทดสอบมากมาย
แมวดื้อก็กำลังสนุก
แม้ว่าจะได้เวลาทดสอบไม่กี่วัน แต่ก็ทำให้ได้ข้อมูลที่จะช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับวันนี้ แมวดื้อหยิบเอา
Buffalo DriveStation Combo 4
ซึ่งเป็น external hard drive ขนาด 1.0TB มาทดสอบ
ซึ่งแค่เห็นกล่อง อ่านเจออินเตอร์เฟสแล้ว
ชาวแมคยิ้มแน่นอน
เพราะว่าสนับสนุนทั้ง USB, FireWire 400/800 รวมถึง eSATA
(อันหลังนี่แมคไม่มีใช้นะ)

Part I: Hardware

DriveStation Combo 4
Multi-Interface Storage with 4 Connection Methods
รหัสรุ่น: HD-HS1.0TQ
ขนาดความจุ: 1.0TB
อินเตอร์เฟส: 1x USB 2.0, 1x FireWire 400, 2x FireWire 800, 1x eSATA
จำนวนฮาร์ดดิส: 1
ฮาร์ดดิสอินเตอร์เฟส: SATA 3Gb/s
รูปแบบฟอร์แมตจากโรงงาน: FAT 32 (1partition)
ขนาด: 38 x 128 x 228 มิลลิเมตร
น้ำหนัก: 1.5 กิโลกรัม

กล่องทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Buffalo อย่างเหนียวแน่น
ใช้สีแดง และแสดงคุณสมบัติต่างๆ ของผลิตภัณฑ์
รูปแสดงการเชื่อมต่อยืนยันความเข้ากันได้ของระบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตั้งโต๊ะ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
ทั้ง Windows และ Mac OS X
รวมถึงการเชื่อมต่อกับ LinkStation หรือ NAS ยี่ห้ออื่นๆ

ด้านข้างระบุขนาดความจุของ DriveStation Combo 4
พร้อมไอคอนรับประกัน 2 ปี

ด้านข้างอีกด้านระบุรายละเอียดสเปคของ DriveStation Combo 4
สนับสนุนการทำงานกับ Windows 7, Windows Vista, Windows XP และ Mac OS X 10.2.8 หรือสูงกว่า
พร้อมรายละเอียดสิ่งที่อยู่ในกล่องทั้งหมด

เปิดกล่องเอาอุปกรณ์ทั้งหมดออกมาดู
DriveStation Combo 4, สายเชื่อมต่อประเภทต่างๆ 4 เส้น, AC adapter และคู่มือการใช้งาน

อวดโฉม DriveStation Combo 4 กันหน่อย

ด้านข้างทั้งสองข้างเรียบๆ ไม่มีช่องหรือลวดลายอะไร เน้นแสดงความเป็นโลหะ

ด้านหลังเป็นที่อยู่ของช่องเชื่อมต่อต่างๆ ทั้ง USB 2.0, FireWire 400, FireWire 800 หรือ eSATA รวมถึงปุ่มเปิดปิดและช่องสำหรับ AC adapter

ด้านล่างมีรหัสรุ่น รวมถึง serial number

ด้านบน ยังคงเรียบๆ เช่นเดียวกับด้านข้าง

สายเชื่อมต่อทั้ง 4 เส้น

สาย USB 2.0

สาย eSATA

สาย FireWire 400

สาย FireWire 800

AC adapter ปลั๊กเป็นสองขาตรง สามารถใช้งานในบ้านเราได้อย่างสะดวก
แต่หากใช้งานร่วมกับรางปลั๊กไฟ อาจต้องเสียบตรงช่องทางด้านปลาย เพราะหัว adapter ค่อนข้างใหญ่ จะกินเนื้อที่ไปพอสมควร

คู่มือการใช้งาน
แสดงลำดับของขั้นตอนการติดตั้งอย่างถูกต้อง

DriveStation Combo 4 เมื่อทำงาน
มีไฟแสดงสถานะอยู่ทางด้านหน้า
เมื่อมีการเขียน/อ่านข้อมูลบน DriveStation Combo 4 ไฟแสดงสถานะจะกระพริบและส่องสว่าง(มากขึ้น)

จากการทดสอบการใช้งาน
โดยการเปิดทิ้งไว้หลายวัน
พบว่าตัว DriveStation Combo 4 นั้นจะร้อนทางด้านบนและด้านหลัง
ส่วนด้านข้างกลับแค่อุ่นๆ
ดังนั้นการวาง DriveStation Combo 4 ที่น่าจะเหมาะสมก็คือต้องเว้นระยะด้านหลังไว้ให้ระบายความร้อน
และไม่ควรวางอะไรทับ
ส่วนด้านข้างๆ หากวางฮาร์ดดิสตัวอื่น หรืออุปกรณ์อื่นใกล้ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

Buffalo DriveStation Combo 4
มาพร้อมกับน้ำหนักถึง 1.5 กิโลกรัม ดังนั้นจึงไม่สะดวกในการพกพาไปไหน
แถมยังต้องใช้ไฟจาก AC adapter เท่านั้น

การเชื่อมต่อด้วย FireWire 800 แบบ daisy chain ทำได้อย่างไม่มีปัญหา
รวมถึงการเชื่อมต่อ FireWire 400 และ 800 พร้อมกัน
แต่ถ้าเชื่อมต่อ FireWire อยู่ จะใช้ USB 2.0 ไม่ได้นะ

Part II: Test

สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือระบบแสดงว่าฮาร์ดดิสเป็นของ SAMSUNG
ซึ่ง Buffalo MiniStation ที่แมวดื้อใช้งานอยู่ แสดงเป็นของ Buffalo เอง

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s

ผลการทดสอบด้วย QuickBench จากชุดโปรแกรม DiskTools Pro เป็นดังรูปข้างบน

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม xbench

ในการทดสอบครั้งนี้ แมวดื้อเลือกที่จะทดสอบการเชื่อมต่อแบบ USB 2.0 เป็นหลัก
เพราะน่าจะเป็นการเชื่อมต่อของผู้ใช้งานโดยส่วนใหญ่อยู่แล้ว
ความเร็วในทดสอบก็ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน
แมวดื้อลองโยนไฟล์ไปมา ระหว่าง MacBook และ DriveStation Combo 4
ก็พบว่าไฟล์ขนาด 1GB ใช้เวลาประมาณ 33 วินาที
ซึ่งก็ใช้เวลาใกล้เคียงนี้ ค่อนข้างสม่ำเสมอ
นับว่าเป็นข้อมูลที่ดี เพราะนั่นหมายถึงฮาร์ดดิสทำงานคงที่
อันจะนำไปสู่อายุการใช้งานที่ยาวนาน

 ด้วยอินเตอร์เฟสหลากหลาย
และดีไซน์ที่เข้ากับแมคเสียจริง
เห็นทีจะต้องหา Buffalo DriveStation Combo 4 ขนาด 2TB มาใช้งานสักตัวซะแล้ว

:lol::lol:

Buffalo MiniStation

ช่วงนี้เนื้อที่ฮาร์ดดิสคอมพิวเตอร์ของแมวดื้อเริ่มเหลือน้อย
external hard drive ที่มีอยู่ ก็เริ่มแน่น
ต้องโยกไฟล์ไปมา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
มีแพลนได้ซื้อ external hard drive ตัวเล็กๆ เอาไว้ใช้งานบ้าง
วันนี้แมวดื้อหยิบเอา
Buffalo MiniStation
(HD-PCU2)
มาทดสอบใช้งานดู
ไม่เคยใช้ external hard drive ยี่ห้อนี้มาก่อน
ถือว่าลองเสี่ยงดู หวังว่าคงจะทนสมชื่อนะ

Part I: Hardware

Buffalo MiniStation
Portable USB 2.0 Hard Drive
รหัสรุ่น: HD-PCU2
ขนาดความจุ: 500GB
อินเตอร์เฟส: USB 2.0
คอนเนคเตอร์: Mini-B connector
อัตราการรับส่งข้อมูล (ทางทฤษฏี): 480 Mbps (USB 2.0) หรือ 12 Mbps (USB 1.1)
รูปแบบฟอร์แมตจากโรงงาน: FAT 32 (1 partition)
ขนาด: 77 x 114 x 14 มิลลิเมตร
น้ำหนัก: 165 กรัม

ตัวกล่องพยายามแสดงขนาด MiniStation ของจริงที่อยู่ภายใน
เพื่อช่วยในการตัดสินใจของลูกค้า
ซึ่งแน่นอนว่า ขนาดและน้ำหนักของฮาร์ดดิสพกพานั้น
จะเป็นปัจจัยแรกๆ ในการตัดสินใจเลือกซื้อ

ด้านหลังของกล่อง มีป้ายแสดงการรับประกัน 3 ปี
ซึ่งสามารถส่งเคลมได้ที่ร้านที่ซื้อมา หรือศูนย์บริการของ Buffalo

ด้านข้างเน้นถึงความบางของ MiniStation
ที่บางเพียง 14 มิลลิเมตรเท่านั้น

เมื่อแกะออกมา ก็พบ MiniStation อยู่ในกระดาษแข็งกันกระแทกอีกที
พร้อมกับคำแนะนำการใช้งาน และสาย USB Mini-B

MiniStation สีขาว เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบ gadgets สีขาวแบบแมวดื้อ
พลาสติกสีขาวแบบนี้ ไม่น่าจะออกเหลือง เมื่อใช้ไปนานๆ
แต่เดี๋ยวคงต้องรอดูในระยะยาวอีกที
MiniStation เป็นแบบเรียบๆ ไม่มีช่อง หรือปุ่มอะไรมากมาย
มีเพียงป้าย MiniStation ช่องสำหรับเสียบสาย USD Mini-B
และแถบไฟแสดงสถานะการใช้งาน แค่นั้น

ป้าย MiniStation ด้านบนจะเป็นสีเทาอ่อน ไม่เข้มมากจนเป็นการโฆษณามากนัก
ตรงขอบมีป้าย Buffalo เป็นตัวนูนเล็กน้อย

สาย USB Mini-B เป็นแบบที่เราใช้งานกันทั่วไป
ทั้งการ์ดรีดเดอร์ หรือกล้องดิจิจตอล ก็สามารถใช้สายแบบนี้แทนกันได้

 Part II: Test

เริ่มแรกแมวดื้อจัดการฟอร์แมทใหม่ให้เป็น
Mac OS Extended (Journaled)
แล้วแบ่งพาร์ทิชั่นเป็นสองพาร์ทชั่น
ตัวฮาร์ดดิสแสดงว่าเป็น Buffalo HD-PCU2 ถูกต้อง

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s

เมื่อลองโยนไฟล์เข้าไป แล้วลองดูด้วยโปรแกรม Activity Monitor
ความเร็วที่แสดงค่อนข้างแกว่ง
อาจเป็นเพราะแมวดื้อใช้วิธีโยนโฟลเดอร์ที่ภายในมีไฟล์หลากหลากขนาด
ซึ่งขนาดของไฟล์มีผลต่อความเร็วในเขียนและอ่านฮาร์ดดิส
ความเร็วสูงสุดที่สามารถจับภาพหน้าจอได้ ประมาณ 30 MB/s

เมื่อทำการทดสอบต่อไป ความเร็วต่ำสุดที่สามารถจับภาพหน้าจอได้ ประมาณ 16 MB/s

แมวดื้อก็ไม่ค่อยได้ใช้งาน portable external hard drive เท่าไหร่
(ใช้งานแต่ desktop external hard drive)
ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าความเร็วที่ใช้งานโดยทั่วไปเป็นเท่าไหร่กัน
เบื้องต้นที่แพลนเอาไว้ก็คงใช้เป็นไดร์ฟพักไฟล์ไว้เฉยๆ
หรือไม่ก็เอาไว้ backup ที่นานๆ จะใช้งานครั้งนึง
คงไม่ได้ใช้งานแบบเชื่อมต่อไว้ตลอดแบบ desktop external hard drive
ดังนั้นเรื่องความเร็วคงไม่ซีเรียสมาก
แต่ขอฮาร์ดดิสทำงานดีๆ ไม่งอแง
ไม่ใช่เก็บไฟล์ไว้ วันดีคืนดี mount ไม่ขึ้น หรือไฟล์หายไปเฉยๆ แบบนั้นเซ็งเลย

ทดสอบ backup ข้อมูล internal hard drive
โดยใช้โปรแกรม Carbon Copy Cloner
backup iMac เนื้อที่ทั้งหมด 119.25 GB ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง 46 นาที 46 วินาที
backup MacBook เนื้อที่ทั้งหมด 197.30 GB ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง 27 นาที 36 วินาที
คิดแล้วความเร็วตกอยู่ที่ 7-8 MB/s เอง
มองแค่เนื้อที่อาจจะดูน้อยๆ แต่ถ้าดูจำนวนไฟล์ “หลักล้าน” ไฟล์ นี่ก็เอาเรื่องเหมือนกันนะ
เอิ้ก..เอิ้ก
เท่าที่อ่านดูคู่มือ หากใช้ Windows และ TurboPC & TurboCopy
โปรแกรมของ Buffalo เอง จะได้ความเร็วที่ดีกว่านี้อีก
..แต่ไม่เป็นไร แมวดื้อไม่ซีเรียสกับความเร็วอยู่แล้ว ช้าได้แต่อย่าข้อมูลหายเป็นพอ..

:lol::lol:

External Parasite

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้หัวข้อมาจาก tweet
ที่แมวดื้อเห็นว่าหลายคนยังคงสับสน
ระหว่าง เห็บ – หมัด กันอยู่
ยิ่งถ้าน้องหมาน้องแมวเป็นโรคผิวหนัง
เวลาพาไปหาคุณหมอ
คุณหมอก็อาจพูดถึงตัวไรขึ้นมาอีก
ตกลงมันคืออะไรกันแน่

ก่อนอื่น เรามาแบ่งเป็นชนิดกันก่อน
แปลเป็นภาษาไทยให้เข้าใจกันให้ง่ายขึ้น

Tick คือ เห็บ
Flea คือ หมัด
Louse คือ เหา
Mange คือ ไร (แบบขุดโพรง)
Mite คือ ไร (แบบไม่ขุดโพรง)

สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ ปรสิตภายนอกที่เห็นได้ง่ายที่สุด
ก็คือ เห็บ (Tick) และ หมัด (Flea)

วิธีจำง่ายๆ ก็คือดูลักษณะรูปร่างกับการเคลื่อนไหว
ตามรูป เห็บ (Tick) จะเป็นตัวกลมๆ อ้วนๆ ขาเล็กๆ
ดังนั้น มันจึงเดินช้าๆ หรือเกาะอยู่กับที่
ส่วน หมัด (Flea) จะมีขาหลังยาวๆ คล้ายตั๊กแตนนักวิ่ง
ดังนั้น มันจึงวิ่งเร็วๆ หรือกระโดดดึ๋งดั๋ง
มีการศึกษา ความสูงที่หมัดกระโดดได้นั้นสูงถึง 350 เท่าของความยาวตัวหมัด

นอกจากเห็บและหมัดแล้ว
ในส่วนของเห็บเอง ที่มักพบทั้งเห็บตัวผู้และเห็บตัวเมีย
ก็ทำให้ผู้เลี้ยงเกิดความเข้าใจผิดไปว่าคือปรสิตคนละชนิดกัน

เห็บที่โตเต็มที่ (ระยะที่สาม) จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างตัวผู้และตัวเมียค่อนข้างชัดเจน
เห็บตัวเมียจะอ้วนตัวใหญ่กว่า คล้ายเม็ดแตงโม หรือลูกเกด
ในขณะที่เห็บตัวผู้จะตัวเล็กกว่า
บางครั้งเราจะพบเห็นเป็นตัวเล็กๆ เกาะหลังตัวใหญ่อยู่
ซึ่งไม่ใช่แม่ลูกกันแต่อย่างใด
แต่เป็นเห็บตัวผู้และเห็บตัวเมีย เกาะกันเพื่อการผสมพันธุ์นั่นเอง

เห็บ (Tick) และ หมัด (Flea)
เป็นปรสิตที่พบได้บ่อยในบ้านเรา
ส่วนเหา (Louse) นั้นปัจจุบันไม่ค่อยพบเท่าไรแล้ว
เนื่องจากผู้เลี้ยงสัตว์มีการเอาใจใส่ดูแลในระดับหนึ่ง
การอาบน้ำก็ช่วยลดอุบัติเรื่องเหาไปได้

สำหรับเรื่องตัวไร Mange และ Mite
อันนี้ส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เวลาน้องหมาน้องแมว เป็นโรคผิวหนัง
คุณหมอก็มักจะเอาใบมีดมาขูดผิวหนังจนเลือดซิบๆ
แล้วเอาไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดู
ว่าเป็นตัวไรหรือไม่
ตัวไรแบบนี้จะเรียกว่า ไร แบบขุดโพรง (Mange)
คือจะชอบขุดโพรงอยู่ใต้ผิวหนัง
ดังนั้นคุณหมอก็เลยต้องขูดผิวหนังจนเลือดออกซิบๆ
เพราะถ้าหากขูดผิวๆ ก็จะไม่เจอไร แบบขุดโพรง (Mange)
ซึ่งอาจมีชื่อเรียกกันต่างไป ตามสปีซีส์
แต่อาจเรียกรวมๆ ตามชื่อโรคที่เกิดขึ้นว่าเป็น “ตัวไรขึ้เรื้อน” ก็ได้
เวลาคุณหมอมาแจ้งผู้เลี้ยง อาจบอกว่าน้องหมาเป็นไรขี้เรื้อนเปียก หรือไรขี้เรื้อนแห้ง เป็นต้น
ส่วน ไร แบบไม่ขุดโพรง (Mite)
ที่พบง่ายที่สุดก็คือ “ไรในหู” (Ear Mite)
โดยเวลาเราเช็ดหูให้น้องหมาน้องแมว เราจะพบขี้หูสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ
อาจเป็นลักษณะเปียกๆ คล้ายดิน หรือเป็นผงๆ คล้ายถ่านก็ได้
หากเพ่งดีๆ หรือเอาแว่นขยายส่อง (ไม่ต้องถึงขนาดกล้องจุลทรรศน์)
เราอาจพบตัวไรในหู ตัวสีเทาๆ เดินอยู่บนขี้หูสีดำก็ได้
ไร แบบไม่ขุดโพรงนี้ มักจะอยู่ที่ผิวๆ ดังนั้นการหมั่นทำความสะอาด
ก็สามารถรักษาได้โดยง่าย

เบื้องต้นหากแยกได้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่
การควบคุม/ป้องกันมันก็จะตามมาเอง
เพราะถ้าหากเข้าใจผิดไปตั้งแต่ต้น การควบคุม/ป้องกันก็จะยิ่งผิดแนวทางไปกันใหญ่

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.