NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Tag: Feline (page 1 of 2)

Jowls Tom

หากใครเลี้ยงแมวตัวผู้ที่ยังไม่ได้ทำหมัน
ก็อาจจะคุ้นเคยกับแมวหน้าตาแบบนี้
จะเห็นได้ว่าหัวโต หน้าใหญ่ แก้มใหญ่
ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดปกติแต่อย่างใด
แก้มใหญ่ๆ น่าหยิกแบบนี้
อาจเรียกว่า Jowls หรือ Shields
เป็นการแสดงลักษณะทางเพศของแมวตัวผู้ (secondary sexual characteristics of male cats)
ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนเพศ testosterone
ภายในส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (muscle tissue)
หากถามถึงประโยชน์ ก็อาจเป็นเกราะกำบังใบหน้าอันหล่อเหลา เวลาต่อสู้กับแมวตัวอื่น
นอกจากนี้หากเลี้ยงแมวหลายๆ ตัวจะพบว่าตัวเมียมักจะชอบ (ปิ๊ง) ตัวผู้ที่แก้มใหญ่ๆ แบบนี้เป็นพิเศษ
อันแสดงถึงความเป็นชายชาตรี

หากใครอยากให้สาวๆ ชอบ ก็จงทำแก้มป่องๆ ซะ
อ้าว… ไม่ใช่เรอะ

:x:x

Cat Eyeshine

แมวดื้อเห็นข่าว “แมวตาเพชร” แล้วก็งงๆ
หลายคนเชื่อว่า “แมวตาสองสี” คือ “แมวตาเพชร” ตามที่เป็นข่าวกัน

แมวตาสองสี
สามารถพบได้ทั่วไป เกิดเนื่องจากลักษณะของยีน
ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติแต่อย่างใด
แม้ว่าจะพบรายงานทางสถิติว่า
“แมวสีขาวล้วน” ที่มี “ตาสองสี”
อาจมีโอกาสที่จะตาบอด หรือหูหนวกได้
แต่นั่นก็เพียง 10% เท่านั้น

แมวตาเพชร
คือลักษณะที่พบได้ในแมวที่มีความผิดปกติเป็นต้อหิน

แมวตาสองสีที่ตาบอด ไม่จำเป็นต้องเป็นต้อหิน
แมวที่เป็นต้อหิน ไม่จำเป็นต้องเป็นแมวตาสองสี
แม้ว่าอาจจะเกิดกรณีแบบนั้นได้ แต่ก็อย่านำมารวมกัน

วันนี้แมวดื้อไม่ได้หยิบเรื่องนั้นมาคุยโดยตรง
แต่ขอเอาเรื่องสีที่สะท้อนออกมา เวลาที่เราส่องไฟเข้าไปในตา
Tapetum lucida คือเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างในลูกตา เป็นสิ่งที่สะท้อนแสงออกมา
บางครั้ง เราอาจเห็นได้หลายสี เช่น ขาว, ฟ้า, เขียว, เหลือง, ชมพู หรือแดง ขึ้นอยู่กับมุมองศาของแสงด้วย
สีขาว อาจพบได้ในปลา
สีฟ้า อาจพบได้ในม้า
สีเขียวและเหลือง อาจพบได้ในสุนัขและแมว
สีชมพูหรือแดง อาจพบได้ในกระต่าย หรือนก
นอกจากนี้ยังพบว่าในสุนัขหรือแมวที่มีตาเป็นสีฟ้า เวลาส่องไฟดูแล้วอาจพบ red-eye effect
ซึ่งสำหรับช่างภาพน่าจะคุ้นเคยกันดี (และไม่อยากให้มี)
สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ อาจใช้ประโยชน์ของการสะท้อนแสงแบบนี้ ในการตามหาสัตว์เลี้ยงของท่านในยามวิกาลได้อีกด้วย

:idea::idea:

Day0 Kittens

เช้านี้แมวดื้อมีเคสผ่าคลอดแมว
เนื่องจากมีลูกแมวออกมาแล้วคนเลี้ยงไปดึงออก
ทำให้ไปขัดขวางการคลอดตามปกติของแมว
และเป็นกังวล จึงพาแมวมาหาหมอ
คราวนี้ก็เลยเป็นปัญหา
การคลอดตามปกติถูกขัดขวาง
และสร้างความเครียดแต่แม่แมว
(ด้วยการพาไปหาหมอ)
แมวดื้อลองฉีดยากระตุ้นเร่งคลอด
ดูอาการแล้วไม่เป็นผล
ก็เลยตัดสินใจผ่าคลอด

== เกร็ดความรู้ ==
ในกรณีการคลอดตามธรรมชาติของสัตว์
ไม่แนะนำให้เข้าไปทำการใดๆ เพื่อช่วยแม่สัตว์
ควรยืนมองดูห่างๆ ก็เพียงพอ
ควรเข้าไปให้ความช่วยเหลือก็ต่อเมื่อ
“มีความผิดปกติ” เกิดขึ้นเท่านั้น
การช่วยเหลือมีผลเสียมีมากกว่าผลดี
ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการคลอด การเพิ่มความเครียด
และหลายครั้งการพยายามดึงลูกสัตว์อย่างผิดวิธี ก็อาจทำให้ลูกสัตว์เสียชีวิตหรือพิการได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากมีเบอร์สถานพยาบาลสัตว์ ลองโทรถามคุณหมอก่อนจะดีที่สุด
ว่าอาการแบบนี้คืออะไร ควรให้การช่วยเหลือไหม หรือควรจะต้องรีบนำพาไปส่งคุณหมอ

สำหรับเคสนี้
ลูกแมวมีทั้งหมด 3 ตัว
ลูกตัวแรกเสียชีวิตจากการช่วยดึงออกมา

ลูกแมวสองตัว พอออกมาก็ทำการอบด้วยหลอดไฟทันที
การใช้หลอดไฟสีส้ม (หลอก lamp) อบลูกแมวนั้น
ก็เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ภายในตัวลูกแมว
ซึ่งโดยธรรมชาติ แม่แมวจะทำการเลียตัวลูก และนอนกกเอาไว้

หลอดไฟที่ใช้ อาจใช้ 40W – 60W
และเป็นหลอดสีส้ม
ซึ่งจะให้ความร้อนได้ดี
ในขณะที่หลอดประหยัดไฟหรือหลอดสีขาว (ฟลูออเรสเซนต์) อาจจะแทบไม่ให้ความร้อนเลย
การอบที่ดี ลูกแมวควรจะตัวแดงๆ แบบนี้

ระหว่างที่อบไฟอยู่นั้น อาจให้ใครสักคน (จะดีมาก ถ้าเป็นคนเลี้ยง)
เอาผ้าก๊อซ หรือผ้าขนหนู ถูตามตัวลูกแมวแรงๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดอีกทางหนึ่ง
ระมัดระวังการให้ (คน) หลายคนจับตัวลูกแมว เพราะอาจทำให้กลิ่นของลูกแมวเปลี่ยนไป
ซึ่งอาจส่งผลให้แม่แมวไม่ยอมเลี้ยงลูกแมว

พอแม่แมวตื่นขึ้นมาก็รีบให้ลูกไปดูดนมทันที
เพราะน้ำนมที่ดี (มีคุณค่าสูงและมีภูมิต้านทานโรค) จะมีอยู่ในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด

:lol: :lol:

Feline Dehydration

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้มาคุยกันถึงเรื่อง
Feline Dehydration
แปลไปภาษาชาวบ้าน
ก็คือภาวะขาดน้ำในแมว

อาการยอดฮิต
ที่คุณหมอชอบบอกแก่ผู้เลี้ยงแมว
ว่าตอนนี้แมวของคุณมีภาวะขาดน้ำ
ซึ่งผู้เลี้ยงแมวหลายท่านก็เกิดข้อโต้แย้งในใจ
เห็นแมวกินน้ำอยู่ จะขาดน้ำไปได้ยังไง!!

ความต้องการน้ำของแมวนั้น
โดยทั่วไปจะประมาณ 55-70 ml ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน
ถ้าคิดคร่าวๆ อาจใช้ค่า 60 ในการคำนวณ
ยกตัวอย่างเช่น หากแมวน้ำหนัก 3 กิโลกรัม ก็จะต้องการน้ำประมาณ 3*60 = 180 ml ต่อวัน
หากแมวน้ำหนัก 4 กิโลกรัม ก็จะต้องการน้ำประมาณ 4*60 = 240 ml ต่อวัน
ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ก็แค่ประมาณกาแฟแก้วเล็กแค่นั้นเอง

หากใครเลี้ยงแมวแบบใกล้ชิด
จะพบว่าแมวค่อนข้างจะกินน้ำบ่อย
วันนึงประมาณ 10-15 ครั้ง
แต่ละครั้งจะกินน้ำปริมาณ 6-12 ml เท่านั้น
15*12 = 180 ml (โดยเฉลี่ย)
ดังนั้นหากแมวกินน้ำอย่างปกติตามนี้
ก็จะไม่น่าจะเกิดภาวะขาดน้ำแน่นอน

แต่

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ
ถ้ากินเข้าไปแล้วไม่สูญเสียเลยจะดีมาก
ซึ่งอย่าลืมว่าแมวเป็นสัตว์ที่ “แต่งตัว”
คือเลียตัวเองอยู่นั่นแหละ
การแต่งตัวนี้ มีการศึกษาว่าจะเสียน้ำ (จากน้ำลาย)
ไปถึง 40 ml ต่อวัน
รวมถึงลักษณะอาหารที่ให้แมว
หากเป็นอาหาร (เม็ด) แห้ง
ก็จะเสียน้ำที่กินเข้าไปครึ่งหนึ่ง (ปริมาณน้ำคิดเป็น 10% ของอาหารแห้งที่กินเข้าไป)
เพื่อการย่อยและดูดซึมสารอาหาร

อธิบายเพิ่มเติม
สมมติแมวกินอาหารเม็ด 100 กรัม มีได้น้ำ 10 ml
แต่จะสูญเสียน้ำไปกับการย่อยและดูดซึมอีกครึ่งนึง
ดังนั้นกินอาหารเม็ด 100 กรัม จึงประมาณคร่าวๆ ว่าจะได้รับน้ำแค่ 5ml
เป็นต้น

หากเป็นอาหารกระป๋อง
แม้ว่าจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 75-78%
แต่ก็จะมีการสูญเสียถึง 2/3  เลยทีเดียว
นอกจากนี้อาหารที่มีโปรตีนสูง จะทำให้ร่างกายสร้างยูเรียมาก ทำให้ปัสสาวะข้น
แมวก็จำเป็นจะต้องได้รับน้ำมากขึ้นกว่าปกติ
เพื่อไม่ให้ระบบปัสสาวะและไตทำงานมากเกินไป

อีกปัจจัยหนึ่งก็คือแมวเป็นสัตว์ชอบอยู่ในสถานที่อุ่น
ตอนเป็นลูกแมว ก็ชอบนอนกกกับแม่ (แม่ตัวอุ่น)
พอโตขึ้นมา บางตัวชอบนอนบนทีวี หรือข้างตู้เย็น
หากที่บ้านไฮโซหน่อยมีเตาผิง แมวก็จะชอบนอนอยู่หน้าเตาผิง
และการอยู่ในสถานที่แบบนี้ ทำให้แมวต้องสูญเสียน้ำไปกับความร้อนจากสิ่งแวดล่้อมเพิ่มเติม
รวมๆ แล้ว ที่กินเข้าไปยังไม่รู้จะพอหรือเปล่าเลย

อย่างไรก็ตาม ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของแมว
ก็คือความสามารถในการทำปัสสาวะข้น
ร่างกายดูดน้ำกลับเข้าร่างกาย แทนที่จะขับออกทางปัสสาวะ
สังเกตได้จากความถ่วงจำเพาะปัสสาวะของแมว จะสูงกว่าในสุนัขหรือในมนุษย์
ส่งผลให้เราอาจจะเห็นว่าแมวแทบจะไม่ได้กินน้ำเลยก็ “มีชีวิตอยู่ได้”
แต่การมีชีวิตอยู่นั้น คุณหมอไม่ได้ถือว่าเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างที่ควรจะเป็น

60-70% ในร่างกายแมวมีน้ำเป็นส่วนประกอบ
หากขาดน้ำเพียงแค่ 10% ก็อาจจะส่งผลให้การทำงานของอวัยะต่างๆ ผิดปกติ

ปัจจัยอื่นๆ นอกจากการได้รับน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ที่อาจจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำในแมว ได้แก่
ภาวะเบาหวาน
โรคไต
โรคติดเชื้อต่างๆ เช่นไข้หัดแมว
ภาวะช็อค
อาเจียน
ท้องเสีย
ภาวะมีไข้
ภาวะ heat stroke

อาการที่อาจพบได้เมื่อแมวอยู่ในภาวะขาดน้ำ
อ่อนเพลีย
ตาจมลึก
ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น
ปากแห้ง
หัวใจเต้นเร็ว

การแก้ไข หากพบว่าแมวมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงนั้นควรให้สารน้ำ (น้ำเกลือ)
และหาสาเหตุหลัก เพื่อทำการแก้ไขต่อไป
หากปล่อยทิ้งไว้ ก็อาจทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลวได้

แต่หากยังไม่รุนแรงนัก
สิ่งที่ผู้เลี้ยงแมวสามารถทำได้เอง
ได้แก่
พรมน้ำลงบนอาหารเม็ด เพื่อให้แมวได้รับน้ำเพิ่มขึ้น
แต่ต้องคำนึงว่า ควรทิ้งอาหารดังกล่าว
ภายหลังจากพรมน้ำไปแล้ว 1 ชั่วโมง
เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบนอาหาร

ให้แมวค่อยๆ เลียน้ำแข็ง
สำหรับแมวบางตัวที่ไม่ชอบกินน้ำเยอะๆ
การให้น้ำแข็ง แมวบางตัวถือว่าเป็นของเล่น
จะค่อยๆ เลีย (+แทะ) ไปเรื่อย

หรือการใช้กระบอกฉีดยาค่อยๆ ป้อนน้ำ
ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
แต่ควรกระทำด้วยความระมัดระวัง อย่าฝืนแมวจนเกินไป
และอย่าดันกระบอกฉีดยาแรง อันส่งผลให้แมวสำลัก
และจะไม่ยอมให้ป้อนของเหลวต่่่างๆ อีกเลย

รู้วิธีการสังเกตภาวะขาดน้ำในแมวกันแล้ว
ก็คอยหมั่นดูแลอย่าให้น้องแมวขาดน้ำกันนะ
เพื่อน้องเหมียวจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

:smile::smile:

Cataracts

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้แมวดื้อเจอเคสสุนัขที่เป็น “ต้อกระจก” (Cataracts) อยู่หลายเคส
กลับมาค้นข้อมูลว่ามีการอัพเดตไปถึงไหนกันแล้ว
ตอนที่แมวดื้อเรียน มักจะท่องลักษณะอาการที่พบเห็นว่า
Star in the Sky
ลักษณะที่ว่าเห็นคล้ายเช่นนี้

ช่วงที่เรียนแมวดื้อก็งงๆ กับภาษาไทยอยู่พอสมควร
เพราะว่า Cataracts นั้นแปลเป็นไทยว่า ต้อกระจก
แต่ความผิดปกตินั้นไปอยู่ที่ “เลนส์ตา” (lens) ไม่ใช่ “กระจกตา” (cornea)
หากน้องหมาน้องแมวเล่นตบตีกัน
แล้วเกิดเป็นแผลที่กระจกตา
สิ่งที่อาจเห็นได้ก็คือกระจกตาเป็นฝ้าสีฟ้าๆ
อันนี้จะอยู่ที่กระจกตา ซึ่งจะอยู่ด้านนอกของลูกตา
แต่หากเป็น Cataracts จะเป็นที่เลนส์ตา ซึ่งอยู่ทางด้านใน
ซึ่งสามารถแยกจากกันด้วยการส่องไฟ
เข้าไปทางด้านข้างของลูกตา
แล้วตรวจดูว่าเป็นที่ส่วนใดกันแน่

เลนส์ตานั้นทำหน้าที่ในการปรับความชัด
เช่นเดียวกับการโฟกัสของกล้องถ่ายรูป
หากปรับโฟกัสไม่ถูกต้อง ภาพที่ได้ก็จะเบลอ ไม่ชัด

ความสามารถในการโฟกัสของสุนัขเมื่อเทียบกับคน
พบว่าในสุนัขนั้นจะปรับโฟกัสได้น้อยกว่าคนถึง 3 เท่า
ในขณะที่แมวนั้นจะสามารถปรับโฟกัสได้น้อยกว่าคน 2 เท่า
อันนี้เป็นความสามารถในการปรับโฟกัสนะ
ไม่เกี่ยวกับความไวในการรับแสง (แบบการปรับค่า ISO ของกล้อง)
ที่ทั้งสุนัขและแมวทำได้ดีกว่าคน สามารถมองเห็นในที่แสงน้อยได้ดี

เมื่อรู้กันแล้วว่า “ต้อกระจก” เป็นความผิดปกติที่ “เลนส์ตา”
ซึ่งปกติควรจะใส (แบบเดียวกับเลนส์กล้องถ่ายรูป)
แต่เมื่อมันขุ่น ก็จะโฟกัสไม่ได้ ส่งผลให้มองไม่ชัดเจน
และถ้ามันขุ่นมากขึ้น มากขึ้น
แสงผ่านเข้าไปไม่ได้ ก็จะมองไม่เห็น (ตาบอด)

ปัจจัยต่างๆ ที่ “น่าจะ” มีผลต่อต้อกระจกในสัตว์
ได้แก่ อุบัติเหตุ การกระแทก, อายุ, พันธุ์, ความผิดปกติของระบบเมตาโบลิซึม, โรคเบาหวาน,
ความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เช่นมีการติดเชื้อไวรัสตั้งแต่ในท้องแม่
ในแมวนั้นพบได้น้อยกว่าในสุนัข
หากพบ อาจพบได้ในทุกช่วงอายุ และมักจะไม่เกี่ยวข้องทางกรรมพันธุ์
และมีรายงานว่ามีปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องสารอาหารที่ผิดปกติในขณะที่ยังเล็ก
ปัจจัยที่มักจะพบต้อกระจกในแมวก็คือตาอักเสบอย่างเรื้อรัง
ในขณะที่ในสุนัขนั้น ปัจจัยที่มักจะพบต้อกระจก กลับเป็นโรคเบาหวาน หรือกรรมพันธุ์

การรักษานั้นไม่มีวิธีการรักษาทางยาที่ทำให้ “หาย”
มีเพียงการชะลอให้เป็นช้าลงได้บ้างเท่านั้น
มีรายงานว่าการใช้ยาหยอดตาที่มีตัวยา atropine หยอดตา
สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจะช่วยในการมองเห็น หากต้อยังไม่สุกเต็มที่
แต่การใช้ยาดังกล่าว ควรอยู่ในการควบคุมของสัตวแพทย์
อาจต้องมีการตรวจตาเป็นระยะ

การเพิ่มสารอาหารบางประเภท
จำพวกวิตามิน E และ วิตามิน C ก็มีรายงานว่าช่วยชะลอการเกิดได้บ้าง
ตรงนี้ สำหรับวิตามิน C เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ดังนั้นจึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงสักเท่าใดนัก
แต่สำหรับวิตามิน E ที่เป็นวิตามินละลายในไขมัน การใช้จึงควรอยู่ในการควบคุมของสัตวแพทย์
ให้มากเกินไป อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

วิธีการผ่าตัดอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เจ้าของสัตว์สามารถพิจารณา
(แต่อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง)
การผ่าตัดเอาเลนส์ตาออกเลย เป็นวิธีการที่สามารถทำได้
แม้จะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการปรับโฟกัส
หากไม่มีแล้ว สัตว์เลี้ยงก็สามารถกลับมามองเห็นได้ แม้จะมองไม่ชัด
(แสงเข้าไปถึงตัวรับแสงภายในลูกตาได้ แต่ไม่มีตัวโฟกัส)
การผ่าตัดแบบที่เปลี่ยนเลนส์เทียม ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
แต่อาจต้องดูแลภายหลังการผ่าตัดอยู่พอสมควร
ประกอบกับการตรวจ ที่จะบอกได้ว่าสัตว์เลี้ยงมองเห็น “ชัด” หรือ “ไม่ชัด” เป็นเรื่องยาก
จึงประเมินความสำเร็จได้ลำบากอยู่สักนิด
วิธีต่อมาคือการลอกต้อโดยใช้คลื่นเสียง
เป็นอีกวิธีที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงสัตวแพทย์เฉพาะทาง
จากรายงานประสบความสำเร็จถึง 85-90%
หากใครสนใจลองหาใน youtube ด้วยคำว่า Phacoemulsification
มี video ให้ดูด้วย
แต่วิธีการนี้ ความสำเร็จอยู่ที่ประวัติสัตว์เลี้ยงเอง, การตรวจวินิจฉัยของสัตวแพทย์,
ความผิดปกติในส่วนอื่นๆ ของลูกตา, รวมถึงระยะเวลาในการผ่าตัด
เนื่องจากผ่าเร็วไป ช้าไป ก็อาจมีผลต่ออวัยวะโครงสร้างลูกตาในส่วนอื่นๆ
(ส่วนมาก มักจะพิจารณาเมื่อ “ต้อสุก” แล้ว)

การพยากรณ์โรคต้อกระจก
เนื่องจากต้อกระจกไม่ได้ทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดความเจ็บปวด
มีเพียงการสูญเสียในการมองเห็นเท่านั้น
ซึ่งอย่าลืมว่าทั้งสุนัขและแมวนั้น
มีความสามารถในการได้ยินและรับกลิ่นสูงมาก
การมองไม่เห็น “อาจ” ไม่ได้ไปรบกวน “การใช้ชีวิต” มากนัก
เมื่อสัตว์เลี้ยงมองไม่เห็นแล้วจริงๆ ผู้เลี้ยงก็จะต้องเข้าใจ
รู้วิธีปรับตัว
ข้าวของเครื่องใช้ ภายในบ้าน ก็อย่าปรับเปลี่ยนที่บ่อย
สัตว์เลี้ยงจะจำตำแหน่งของที่ต่างๆ ได้ และจะเดินไม่ชน
(อาจแค่เดินช้าๆ ในช่วงแรก)
การผ่าตัดนั้นก็สามารถทำได้ แต่ก็ต้องดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย
เช่นสัตว์เลี้ยงอยู่ในสภาพที่พร้อมจะวางยาสลบไหม
สุขภาพแข็งแรงหรือเปล่า
ผู้เลี้ยงสามารถดูแลภายหลังการผ่าตัดได้หรือไม่
อวัยวะภายในลูกตาอื่นๆ ยังคงทำงานได้ดีหรือไม่
เช่นสุนัขเป็นต้อกระจกร่วมกับประสาทตาเสื่อม
แม้จะทำให้แสงผ่านเลนส์ตาเข้าไปได้
ตัวประสาทตาไม่สามารถทำงานได้
สุนัขก็จะมองไม่เห็นเช่นเดิม
กรณีแบบนี้ การผ่าตัดก็อาจไม่ได้ช่วยอะไร

อย่างไรก็ดี
แมวดื้อแนะนำว่า หากสังเกตเห็นลูกตาสัตว์เลี้ยง
ขุ่น ฟ้า มัว
ก็ให้รีบพาไปให้สัตวแพทย์ทำการตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.