NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Tag: Portable

Hitachi Touro

ช่วงนี้ยุ่งอยู่กับ External Hard Drive ตลอด
พอจะซื้อก็ซื้ออย่างบ้าพลัง
จริงๆ ไม่ใช่อะไรหรอก
ช่วงนี้มีงานคอมมาร์ตพอดี
เห็นว่าราคาดี ก็เลยสอยมา
ลองยี่ห้อโน้น ยี่ห้อนี้ไปเรื่อย
เอาไว้เป็นข้อมูล ว่าควรซื้อยี่ห้อไหนดี
เพราะว่ายังไง 3-5 ปี ก็ต้องเปลี่ยนใหม่อยู่แล้ว
เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

เมื่อต้นปี Western Digital (WD) ได้ซื้อ Hitachi ไปแล้ว
ทำให้ WD ขึ้นมานำเหนือ Seagate
สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คงได้แต่มองดูเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์เป็นหลัก
จะแบรนด์ไหนก็ตาม ถ้าใช้แล้วถูกโฉลก มันก็ดีแหละ
อย่างแมวดื้อ ไม่ถูกกับ WD อย่างแรง
ใช้มาหลายวัน เดี้ยงรวด

อย่างไรก็ตาม External Hard Drive แบรนด์ Hitachi ก็ยังคงสามารถพบได้อยู่
อย่างอันนี้ ที่แมวดื้อซื้อเอาไว้ให้ติตี้ใช้งาน
แอบหยิบมารีวิวเบาๆ เช่นเคย

Part I: Hardware 

Hitachi Touro
Portable Hard Drive USB 2.0
ขนาดความจุ: 500GB
อินเตอร์เฟส: USB 2.0
คอนเนคเตอร์: Mini-B connector

Hitachi เลือกใช้สีส้มเป็นสีกล่อง
หลายยี่ห้อมักใช้สีแดง ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นสีของบริษัท หรือเป็นสีที่เป็น gimmick ถึงความแรงของผลิตภัณฑ์

ด้านหลังเป็นรูปผลิตภัณฑ์ให้ดู
แปะแนบมากับใบรับประกัน
ซึ่งตัวที่แมวดื้อซื้อมานี้ รับประกันโดย SVOA
เวลามีปัญหาก็ส่งเข้าบริษัท หรือให้ง่ายก็ไปที่ IT City ตามห้างได้เลย
รับประกัน 3 ปี

ด้านซ้ายบอกถึงอุปกรณ์ภายในกล่อง
อันประกอบไปด้วย Hitachi Touro, USB cable และ Quick Start Guide
ระบบปฏิบัติการที่สนับสนุนคือ
Windows XP, Windows Vista, Windows 7 และ Mac OSX 10.5 หรือสูงกว่า

ด้านขวาแสดงถึงความหนาของ Hitachi Touro
14.5 มิลลิเมตร

แกะกล่องออกมาดู

แมวดื้อชอบแพคเกจที่เลือกใช้พื้นที่ในการเก็บแบบนี้นะ
เวลาแกะแล้วรู้สึกว่ามันอยู่เป็นแพคเดียว
ไม่ใช่แกะแล้ว ทุกสิ่งอย่างประเด็นออกมาเป็นชิ้นๆ

เอาออกมาวาง

ตัว Hitachi Touro
เป็นพลาสติกหนา ผิวด้านหน้าเป็นแบบหยาบๆ
ซึ่งข้อดีก็คือทำให้มองเห็นรอยขีดข่วนได้น้อยกว่าพลาสติกมัน

สาย USB เป็นแบบ mini-B หัวเดียว

ลองเสียบสายใช้งานดู พบว่าจะมีไฟแสดงสถานะขึ้นมา
ตัวกล่อง (เคส) ดูจะเปราะบางเล็กน้อย บางทีแค่ถือแล้วยกขึ้น รู้สึกเหมือนฮาร์ดดิสข้างในขยับได้ด้วย
เวลาเสียบสาย USB แล้วก็ต้องรอสักครู่ ก่อนไฟสถานะจะติดและ mount ขึ้นมาบนเครื่องคอมพิวเตอร์
อาจเป็นเพราะใช้สาย USB แบบหัวเดียว

Part II: Test

Disk Utility แสดงว่าเป็นฮาร์ดดิส Hitachi ถูกต้อง
ตัวฮาร์ดดิสถูกฟอร์แมตมาเป็น NTFS จากโรงงาน
แมวดื้อก็จัดการฟอร์แมตเป็น Mac OS Entended (Journaled) เช่นเคย

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s
ซึ่งความเร็วที่ได้ ก็ไม่ค่อยแตกต่างจาก portable external hard drive ตัวอื่นสักเท่าไหร่
แม้ว่าดูตัวเลขแล้วจะดีกว่าตัวอื่นที่เพิ่งรีวิวไป
สังเกตได้อย่างหนึ่งว่าความเร็วทั้งการอ่านและเขียนนั้นใกล้เคียงกัน
หากมองในแง่นี้ น่าจะดีในการใช้งานแบบเปิดต่อเนื่อง หรือการโหลดบิท

:roll::roll:

ผลการทดสอบใช้งานในระยะยาว
พบว่าจู่ๆ Hitachi Touro ก็แน่นิ่ง ไฟไม่เข้า
ก็เลยต้องส่งเคลม
สองสัปดาห์ต่อมา ได้ตัวใหม่
ซึ่งก็หวังว่าอยู่ทนๆ นะ
ให้ติตี้ไว้ใช้งานด้วย ถ้าข้อมูลสำคัญหาย จะโดนบ่นมิใช่น้อย

;-);-)

iomega Prestige

ช่วงนี้แมวดื้อมีไฟล์รูปที่ต้อง post process เต็มไปหมด
ก็เลยแพลนจะหา external hard drive แบบแข็งแรง เอาไว้พกพาไปไหนมาไหน
บางรุ่นเป็นพลาสติกหนาก็พอไหว แต่แบบที่เป็นพลาสติกบางๆ ที่แข่งกันบาง เบา เล็ก
แบบไหนไม่ไหว ไม่อยากเสี่ยงกับข้อมูลเสียหาย

เดินวนไปวนมาที่ IT Mall อยู่นาน
จนได้ตัวนี้กลับมา
ราคากลางๆ ไม่แพงมาก เนื่องจากเป็น USB 2.0
รุ่นใหม่ๆ เป็น USB 3.0 กันแล้ว แต่แมวดื้อไม่มีเครื่องคอมที่มี USB 3.0
เลยยังไม่เห็นความจำเป็นจะต้องจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อเทคโนโลยีที่ยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้
หยิบมารีวิวเบาๆ กันเช่นเคย 

Part I: Hardware

iomega Prestige
Portable Hard Drive USB 2.0
ขนาดความจุ: 500GB
อินเตอร์เฟส: USB 2.0
คอนเนคเตอร์: Mini-B connector (แบบ 2 หัว)

ข้อมูลที่น่าสนใจบนกล่อง ทางด้านหน้า
มีโลโก้ Trend Micro 1 year free subscription
3 year warranty
Durable metal 

ด้านหลังไม่มีอะไรมากมาย
มีข้อมูล Iomega Protection Suite
Trend Micro Internet Security (PC)
Iomega QuickProtect (PC)
EMC Retrospect Express Backup (PC)
MozyHome Online Backup (PC/Mac) 

ด้านซ้ายแสดงความหนาของ iomega prestige
ตามสัดส่วนขนาดจริง 

ด้านขวาแสดงอุปกรณ์ที่อยู่ในกล่อง
และความต้องการของระบบในการทำงาน
iomega prestige สนับสนุนการทำงานร่วมกับ Windows XP, Windows Vista, Windows 7 (32 bit) และ Mac OS X 10.4 – 10.6 

แกะกล่องออก ภายในมีเพียง iomega prestige และสาย USB

iomega prestige
ลักษณะเป็นแบบเรียบๆ ตัวเคสเป็นโลหะรอบทุกด้าน
ด้านหน้าจะมีรูพรุนๆ เพื่อช่วยในการระบายความร้อน
ด้านบนมีโลโก้ iomega และ ไฟแสดงสถานะ
ซึ่งจะกระพริบส่องสว่างแสงสีขาว เวลาทำงาน
ด้านซ้ายเป็นช่องต่อสำหรับ USB 

สายเป็นแบบ USB to mini-USB
เวลาใช้งาน เอา mini-USB ต่อเข้ากับ iomega prestige
และเอา USB ทั้งสองหัวต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งแสดงว่า iomega prestige อาจจะต้องการไฟที่สม่ำเสมอในการทำงานพอสมควร
จากการทดสอบลองเสียบ USB เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เพียง 1 หัว
iomega prestige ก็สามารถทำงานได้
แต่หากมีเป็นการลำบากจนเกินไป เสียบ USB 2 หัว ปลอดภัยกว่า

Part II: Test 

ข้างนอกเป็น iomega ข้างในแสดงว่าเป็นฮาร์ดดิสของ SAMSUNG
ขนาดความจุ 500GB ถูกต้อง
แมวดื้อจัดการฟอร์แมทใหม่ให้เป็น
Mac OS Entended (Journaled)
แล้วลองรัน Time Machine ทันที 

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s
ซึ่งความเร็วที่ได้ ก็ไม่ค่อยแตกต่างจาก portable external hard drive ตัวอื่นสักเท่าไหร่
ลองทดสอบโยนไฟล์ไปมา ก็ไม่รู้สึกว่าช้าจนรับไม่ได้
ลอง clone MacBook internal hard drive แล้วลองบูทดู
ก็พบว่าทำงานพอใช้ได้ คือไม่ได้เร็วเท่า internal hard drive
พบอาการหน่วงเล็กน้อย โดยเฉพาะตอน start up
แต่พอบูทเสร็จแล้ว โดยรวมถึือว่าพอยอมรับได้
ด้วยความแข็งแรง (ตามโฆษณา) ความเร็วไม่ช้าจนน่าเกลียด
ถือว่า iomega prestige เป็น external hard drive อีกตัว ที่เหมาะสำหรับพกพาจริงๆ
แต่ต้องอย่าลืมว่า ความแข็งแรงย่อมต้องแลกกับน้ำหนัก
หากเทียบเรื่องน้ำหนัก ระหว่าง iomega prestige กับ external hard drive ของยี่ห้ออื่น แบบที่เป็นพลาสติก
พบว่า iomega prestige นั้นมีน้ำหนักมากกว่า อย่างรู้สึกได้
ก็คงต้องชั่งน้ำหนักเอา ได้อย่างก็เสียอย่างเนอะ
ส่วนแมวดื้อ ยอมเลือกความแข็งแรง ดีกว่าเบาๆ แต่วันดีคืนดี ข้อมูลหาย
มันคงไม่คุ้มกันสักเท่าไหร่ 

Buffalo MiniStation

ช่วงนี้เนื้อที่ฮาร์ดดิสคอมพิวเตอร์ของแมวดื้อเริ่มเหลือน้อย
external hard drive ที่มีอยู่ ก็เริ่มแน่น
ต้องโยกไฟล์ไปมา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
มีแพลนได้ซื้อ external hard drive ตัวเล็กๆ เอาไว้ใช้งานบ้าง
วันนี้แมวดื้อหยิบเอา
Buffalo MiniStation
(HD-PCU2)
มาทดสอบใช้งานดู
ไม่เคยใช้ external hard drive ยี่ห้อนี้มาก่อน
ถือว่าลองเสี่ยงดู หวังว่าคงจะทนสมชื่อนะ

Part I: Hardware

Buffalo MiniStation
Portable USB 2.0 Hard Drive
รหัสรุ่น: HD-PCU2
ขนาดความจุ: 500GB
อินเตอร์เฟส: USB 2.0
คอนเนคเตอร์: Mini-B connector
อัตราการรับส่งข้อมูล (ทางทฤษฏี): 480 Mbps (USB 2.0) หรือ 12 Mbps (USB 1.1)
รูปแบบฟอร์แมตจากโรงงาน: FAT 32 (1 partition)
ขนาด: 77 x 114 x 14 มิลลิเมตร
น้ำหนัก: 165 กรัม

ตัวกล่องพยายามแสดงขนาด MiniStation ของจริงที่อยู่ภายใน
เพื่อช่วยในการตัดสินใจของลูกค้า
ซึ่งแน่นอนว่า ขนาดและน้ำหนักของฮาร์ดดิสพกพานั้น
จะเป็นปัจจัยแรกๆ ในการตัดสินใจเลือกซื้อ

ด้านหลังของกล่อง มีป้ายแสดงการรับประกัน 3 ปี
ซึ่งสามารถส่งเคลมได้ที่ร้านที่ซื้อมา หรือศูนย์บริการของ Buffalo

ด้านข้างเน้นถึงความบางของ MiniStation
ที่บางเพียง 14 มิลลิเมตรเท่านั้น

เมื่อแกะออกมา ก็พบ MiniStation อยู่ในกระดาษแข็งกันกระแทกอีกที
พร้อมกับคำแนะนำการใช้งาน และสาย USB Mini-B

MiniStation สีขาว เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบ gadgets สีขาวแบบแมวดื้อ
พลาสติกสีขาวแบบนี้ ไม่น่าจะออกเหลือง เมื่อใช้ไปนานๆ
แต่เดี๋ยวคงต้องรอดูในระยะยาวอีกที
MiniStation เป็นแบบเรียบๆ ไม่มีช่อง หรือปุ่มอะไรมากมาย
มีเพียงป้าย MiniStation ช่องสำหรับเสียบสาย USD Mini-B
และแถบไฟแสดงสถานะการใช้งาน แค่นั้น

ป้าย MiniStation ด้านบนจะเป็นสีเทาอ่อน ไม่เข้มมากจนเป็นการโฆษณามากนัก
ตรงขอบมีป้าย Buffalo เป็นตัวนูนเล็กน้อย

สาย USB Mini-B เป็นแบบที่เราใช้งานกันทั่วไป
ทั้งการ์ดรีดเดอร์ หรือกล้องดิจิจตอล ก็สามารถใช้สายแบบนี้แทนกันได้

 Part II: Test

เริ่มแรกแมวดื้อจัดการฟอร์แมทใหม่ให้เป็น
Mac OS Extended (Journaled)
แล้วแบ่งพาร์ทิชั่นเป็นสองพาร์ทชั่น
ตัวฮาร์ดดิสแสดงว่าเป็น Buffalo HD-PCU2 ถูกต้อง

ทดสอบด้วยโปรแกรม Disk Speed Test
พบว่าความเร็วในการเขียนและอ่านอยู่ที่ประมาณ 3x MB/s

เมื่อลองโยนไฟล์เข้าไป แล้วลองดูด้วยโปรแกรม Activity Monitor
ความเร็วที่แสดงค่อนข้างแกว่ง
อาจเป็นเพราะแมวดื้อใช้วิธีโยนโฟลเดอร์ที่ภายในมีไฟล์หลากหลากขนาด
ซึ่งขนาดของไฟล์มีผลต่อความเร็วในเขียนและอ่านฮาร์ดดิส
ความเร็วสูงสุดที่สามารถจับภาพหน้าจอได้ ประมาณ 30 MB/s

เมื่อทำการทดสอบต่อไป ความเร็วต่ำสุดที่สามารถจับภาพหน้าจอได้ ประมาณ 16 MB/s

แมวดื้อก็ไม่ค่อยได้ใช้งาน portable external hard drive เท่าไหร่
(ใช้งานแต่ desktop external hard drive)
ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าความเร็วที่ใช้งานโดยทั่วไปเป็นเท่าไหร่กัน
เบื้องต้นที่แพลนเอาไว้ก็คงใช้เป็นไดร์ฟพักไฟล์ไว้เฉยๆ
หรือไม่ก็เอาไว้ backup ที่นานๆ จะใช้งานครั้งนึง
คงไม่ได้ใช้งานแบบเชื่อมต่อไว้ตลอดแบบ desktop external hard drive
ดังนั้นเรื่องความเร็วคงไม่ซีเรียสมาก
แต่ขอฮาร์ดดิสทำงานดีๆ ไม่งอแง
ไม่ใช่เก็บไฟล์ไว้ วันดีคืนดี mount ไม่ขึ้น หรือไฟล์หายไปเฉยๆ แบบนั้นเซ็งเลย

ทดสอบ backup ข้อมูล internal hard drive
โดยใช้โปรแกรม Carbon Copy Cloner
backup iMac เนื้อที่ทั้งหมด 119.25 GB ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง 46 นาที 46 วินาที
backup MacBook เนื้อที่ทั้งหมด 197.30 GB ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง 27 นาที 36 วินาที
คิดแล้วความเร็วตกอยู่ที่ 7-8 MB/s เอง
มองแค่เนื้อที่อาจจะดูน้อยๆ แต่ถ้าดูจำนวนไฟล์ “หลักล้าน” ไฟล์ นี่ก็เอาเรื่องเหมือนกันนะ
เอิ้ก..เอิ้ก
เท่าที่อ่านดูคู่มือ หากใช้ Windows และ TurboPC & TurboCopy
โปรแกรมของ Buffalo เอง จะได้ความเร็วที่ดีกว่านี้อีก
..แต่ไม่เป็นไร แมวดื้อไม่ซีเรียสกับความเร็วอยู่แล้ว ช้าได้แต่อย่าข้อมูลหายเป็นพอ..

:lol::lol:

Young programming

เมื่อวานนี้หลังจากไปซัดโฮกที่
Tohkai Japenese Restaurant
กันแล้ว
ติตี้กับแมวดื้อก็ไปดู
Fast Five (Fast & Furious 5: Rio Heist)
ที่เอ็มโพเรียม
ซึ่งแมวดื้อก็ไม่ได้เป็นแฟนภาพยนตร์ในซีรีส์นี้
ประมาณว่าดูได้ (และคุ้นว่าได้ดูแค่ 1-2 ภาคเท่านั้น)
ฮ่า..ฮ่า

มีเวลานิดหน่อย ที่จะแวะเข้าไปดูนิทรรศการที่
TCDC (Thailand Creative & Design Center)
ช่วงนี้มีเรื่องวิวัฒนาการในเรื่องของเกม
แหม… ไม่ค่อยจะได้ไปที่ TCDC สักเท่าไหร่ พอได้ไป ก็มีเรื่องที่สนใจพอดีเลย
มีเครื่องเล่นเกมเก่าๆ มาให้ย้อนรำลึกความหลังมากมาย
จะว่าไปแล้ว แมวดื้อก็เล่นเกมมาตั้งแต่เด็กๆ เลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นยุคเครื่องบางๆ แบบเครื่องคิดเลข
อาทิเช่น

พนักงานดับเพลิงรับคนที่กระโดดจากตึกเพื่อหนีไฟไหม้


Fire (Nintendo, 1981)

พายเรือรับพลร่มให้รอดพ้นจากฉลาม


Parachute (Nintendo, 1981)

ดำน้ำล่าขุมทรัพย์โดยหลบปลาหมึกยักษ์


Octopus (Nintendo, 1981)

หรือ

เกมรับไข่ที่มีออกมาหลายเวอร์ชัน หลายตัวละคร
และปุ่มก็เพิ่มมาเป็น 4 ปุ่ม


Egg (Nintendo, 1981)


Micky Mouse (Nintendo, 1981)

มาจนถึงเครื่องเล่นเกมหนาขึ้น ตัวเครื่องพับได้
มีสองจอ ส่วนบังคับทางด้านล่าง
อาทิเช่น


Donkey Kong (Nintendo, 1982)


Donkey Kong II (Nintendo, 1982)

Game Photo Credit: http://www.handheld.remakes.org/online.php

จำได้ลางๆ ว่าไม่ได้มีทุกเกม
แต่เพื่อนๆ จะมีกันคนละเกมสองเกม
ตอนเย็นๆ หลังเลิกเรียนก็เอามาแลกกันเล่น

ในนิทรรศการก็มีเครื่องเกมเหล่านี้บ้าง
แต่ไม่มากนัก เน้นที่เครื่องเล่นเกมและเทคโนโลยีใหม่ๆ
อันที่แมวดื้อมาสะดุดตา สะดุดใจก็คงเป็นอันนี้


MX-15 (Casio, 1984)

เจ้าตัวนี้ออกมาในช่วงไล่เลี่ยกับ Nintendo Family Computer (1983)
หรือที่เราคุ้นเคยเรียกกันว่า “Famicom”
ตอนที่ Famicom ออกในช่วงแรกนั้น นอกจากจะมีเกมออกอย่างต่อเนื่องแล้ว
ก็มี Family Basic ซึ่งจะเป็นลักษณะคล้ายตลับเกมของ Famicom แต่ว่าจะเป็นสีดำ และใหญ่ (สูง) กว่า
ในชุดจะขายพร้อมคีย์บอร์ดมาด้วย
Family Basic ที่ว่านี้ เอาง่ายๆ ก็คือโปรแกรมภาษาเบสิค
ที่เปิดโอากาสให้ผู้ใช้สามารถเขียนโปรแกรมหรือเกมเล็กๆ
เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็สามารถบันทึกลงในเทปคาสเซ็ท
จำได้ว่าตอนนั้นท่านแม่ซื้อ Famicom พร้อมเกมมาให้ 3 เกม
แต่แมวดื้อไปให้ความสนใจ Family Basic มากกว่า
การใช้งานมันค่อนข้างจะซับซ้อน
บ่อยครั้งที่เซฟจะหาย จนทำให้ต้องจดและพิมพ์คำสั่งต่างๆ เข้าไปใหม่

พอ MX-15 เข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย
และแมวดื้อมีโอกาสได้เป็นเจ้าของ
แมวดื้อก็ใช้ความสามารถในการเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมมิ่งเป็นหลัก
มากกว่าการเปิดเครื่องเล่นเกม (สามารถนำตลับเกมของ Famicom มาเสียบเล่นได้)

ถือเป็นฉากเริ่มต้นของการไม่ติดทีวีของแมวดื้อเลยก็ว่าได้
ตอนอายุ 8 ขวบ (1982) ก็เริ่มหัดเล่นกีต้าร์ จับเครื่องเสียงมากกว่าทีวี
ตอนอายุ 9 ขวบ ท่านแม่ก็ส่งไปเรียนอิเล็คโทนกับเปียโน ว่างก็ซ้อมดนตรีอยู่ที่สยามกลการ
พออายุ 10 ขวบ ทีวีก็ไม่ได้ใช้งานตามปกติ เพราะเอามาต่อกับ Famicom / MX-15
จำได้ว่า ตอนแรกเขียนโปรแกรมจากการพิมพ์คำสั่งตามหนังสือ
โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก
เพียงแค่จำได้ว่าคำสั่งนี้ใช้ทำอะไรแค่นั้น
แต่ก็วางแผนจนได้อย่างที่ต้องการมาหลายโปรแกรม

น่าแปลกที่สิ่งแวดล้อมหรือโอกาสในวัยเยาว์
ส่งผลทำให้หลายสิ่งหลายอย่าง วนเวียนติดตัวเราไป
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
กลายเป็นทั้งความสนใจและทักษะไปพร้อมๆ กัน

:cool::cool:

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.