NaughtyCat

Think Different DiaryBlog

Menu Close

Tag: Saturday petdoC (page 2 of 4)

Why does my cat always sleep in my furniture

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้มาคุยกันถึงคำถามที่ว่าทำไมแมวชอบมานอนบนเก้าอี้ โซฟา หรือเตียงของเรา
อย่างแมวดื้อเอง บ่อยครั้งที่พอลุกจากเก้าอี้ไปปุ๊บ ก็จะโดนจับจองเก้าอี๊แทนแทบจะทันที
(เล่นเก้าอี้ดนตรีกันเหรอนั่น)

 

แย่งเก้าอี้ได้ มีหน้ามาเยาะเย้ยด้วยนะ

– -“

คำอธิบายมาตรฐานยอดนิยม กล่าวถึงเรื่อง “อุณหภูมิ”
ตามธรรมชาตินั้นคุณแม่จะนอนกกลูกตั้งแต่แรกคลอด
อย่างน้อยก็ยาวไปจนถึงอายุหย่านม แต่บางตัวก็นอนกอดกันจนโตเลยก็มี
ลูกสัตว์จึงชอบอุณหภูมิอุ่นๆ นอกจากจะได้ความอบอุ่นแล้ว ยังเหมือนได้ความรักจากคุณแม่อีกด้วย
พอโตขึ้น ความชอบนี้ ไม่ได้ลดน้อยลงเลย สังเกตได้ว่า สถานที่หรือพื้นที่ที่อุณหภูมิอุ่นๆ นั้น แมวมักจะชอบไปนอน
ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุค, ไมโครเวฟ, ใกล้ๆ กาน้ำร้อน, บนโซฟา, เตียง หรือเบาะรองนั่งบนเก้าอี้ 

คำอธิบายรองลงมา แต่ก็มีผู้นำไปใช้อธิบายมากพอสมควร กล่าวถึงเรื่อง “กลิ่น”
แมวนั้นเป็นสัตว์สังคม บางครั้งเราจะเห็นแมวดมกันและกัน แนบจมูกชิดสนิทเลย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หรือก้น
มีต่อมผลิตกลิ่นอยู่หลายต่อมในแมว หลายคนยังไม่ทราบว่าการที่แมวเอาตัวมาถูกับสิ่งของต่างๆ หรือชอบให้เราลูบไล้
ก็เพื่อเป็นการ “สร้างกลิ่น” ของตัวเอง ไปยังสิ่งของนั้นๆ (ให้กลิ่นตัวเองมาติดตัวเรานั่นเอง)
ส่วนคำอธิบายในเรื่องการนอนบนโซฟา, เก้าอี้ หรือเตียง เนื่องมาจากแมวเหล่านั้นมาสร้างกลิ่น “แสดงความเป็นเจ้าของ” ต่อสิ่งเหล่านั้น
พอเราไปใช้งานเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มีกลิ่นเราติดที่เฟอร์นิเจอร์นั้นๆ เหล่าน้องเหมียวตัวดี ก็จะมานอนทับ เกลือกกลิ้งสร้างกลิ่นตัวเองมาทับกลิ่นของเราอยู่เรื่อยไป

สำหรับการหลีกเลี่ยง
มีคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับน้ำส้มสายชู เพราะเรา “เชื่อ” กันว่าแมวนั้นไม่ชอบ “กลิ่นเปรี้ยว”
ดังนั้น อาจะใช้อะไรก็ได้ ที่มี “กลิ่นเปรี้ยว” สเปรย์ ถู ทา ไปยังบริเวณ/สิ่งของที่ไม่อยากให้แมวไปอาศัยอยู่บริเวณนั้น
แต่น้ำส้มสายชูสามารถรับประทานได้ ถือว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง ก็เลยถูกหยิบนำมาใช้งานเพื่อการนี้
ส่วนที่ตัวแมว (เอาไว้สอนแมว) อาจใช้เป็นกระบอกฉีดน้ำ (ที่เราเรียกติดปากว่าฟ็อกกี้ฉีดผ้า) “ที่ไม่มีน้ำหรือสารใดๆ อยู่ข้างใน”
ฉีด (พ่น) ลมออกมา เพราะแมวจะไม่ชอบเสียงพ่นลมอย่างมาก
หรือจะใช้เป็นลูกยางเป่าลม ที่ใช้สำหรับเป่าฝุ่นของกล้องดิจิตอล/เลนส์มาใช้ก็ได้เช่นเดียวกัน
พ่นไปยังตัวแมว (ไกลๆ) เพื่อสอนว่าเราไม่อยากให้แมวมาใช้งานบริเวณนี้

อนึ่ง โดยส่วนตัวแมวดื้อคิดว่า แมวรักอิสระ (มาก) อยู่แล้ว ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ
แค่อุ้มออกจากที่เกิดเหตุ 2-3 ครั้ง แมวก็จะ “งอน” ไม่มายุ่งตรงนั้นอยู่แล้ว
นอกจากว่าจะไม่มีสถานที่อื่นเพื่อการพักผ่อนนอนหลับยาวๆ แบบไม่มีใครมากวน และอุณหภูมิพอเหมาะจริงๆ
เช่นตรงที่อื่น มีแมวตัวอื่นนอนอยู่ หรือมีเด็กมาคอยรบกวน มาแกล้งหรือคอยแหย่รบกวนการนอนบ่อยๆ
อันนี้น้องเหมียวก็คงวนเวียนเสาะแสวงหาสถานที่พักผ่อน
ซึ่งผู้เลี้ยง (ที่อ้างตัวเองว่ารักน้องเหมียว) คงต้องย้อนดูตัวเองว่า เราให้ความรักความเอาใจใส่ มีสถานที่สำหรับพักผ่อน ให้ความปลอดภัยแก่น้องเหมียวเพียงพอหรือไม่

^^

Pet case

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้เรามาคุยกันถึงเรื่อง
Pet case
ซึ่งสามารถพบเห็นได้มากมายหลายแบบ
ทั้งที่เป็นแบบสำเร็จรูป หรือประยุกต์ขึ้นมา

จากประสบการณ์ของแมวดื้อ
พบว่าผู้เลี้ยงสัตว์ส่วนมาก ยังไม่ค่อยนึกถึง
Safety First
สักเท่าไหร่
หลายครั้งที่การพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ ด้วยอาการปกติ
คือต้องการแค่จะฉีดวัคซีนประจำปีแค่นั้น
แต่กลับต้องสูญเสีย
ด้วยความที่
“คิดไปเอง”
คิดว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่ตื่นกลัว
ไม่ตื่นกลัวกับเสียงดัง รถต่างๆ สัตว์ชนิดอื่นๆ
แต่พอเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น ก็ได้แต่คิดว่า
“ไม่น่าเลย”
เมื่อสายเกินไป

แมวดื้อเคยประสบเคสกรณีเหล่านี้กับตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นสุนัขที่ลงจากรถแล้วเตลิดออกนอกถนนไปเลย
ทั้งที่จอดหน้าคลินิก ห่างแค่เพียงฟุตบาทนิดเดียวแท้ๆ
หรือ
แมวที่ตื่นกลัว หลังจากได้กลิ่นสัตว์ชนิดอื่น หรือกลิ่นยาในคลินิก
หนีเตลิดออกไป จนหาตัวไม่เจอ

ข้ออ้างเล็กๆ ที่มักจะได้ยินเสมอ
เวลาแมวดื้อตำหนิลูกค้าที่ชอบอุ้มสัตว์เลี้ยงด้วยมือเปล่าเดินมาหา
อาทิเช่น
ยังไม่มีเวลาไปซื้อตะกร้า
มีคนยืมตะกร้าไป
บ้านใกล้แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก
ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ไม่ตื่นหรอก

คือถ้ายังไม่ประสบด้วยตัวเองก็คงไม่รู้จักระมัดระวัง
การป้องกันไว้ก่อน ไม่ใช่การกระทำที่เกินความจำเป็น
แถมยังสร้างความอุ่นใจให้แก่สัตว์เลี้ยงด้วย
อยู่ในตะกร้า อยู่ในกรง ยังไงก็รู้สึกปลอดภัยมากกว่า
(โดยเฉพาะแมว)

สำหรับ Pet case แบบสำเร็จรูปนั้นมีมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นแบบกระเป๋าผ้า
แบบนี้สะดวกตรงที่สะพายขึ้นบ่าแบบกระเป๋าสะพายได้เลย
หรือจะใช้วิธีหิ้วเอามือจับก็ได้
แต่ก็มีข้อควรระวังตรงที่ ด้วยความที่เป็นผ้าหรือหนัง
จะทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ง่าย
ดังนั้น จึงต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ
หรือแบบ hard case ที่เป็นพลาสติกหนา
เปิดทางประตูหน้า หรือถอดฝาออกทางด้านบนได้เลย
แบบนี้แข็งแรงกว่าแบบกระเป๋าผ้า
แต่มีข้อเสียตรงที่หนัก และต้องยกแบบมือหิ้วเพียงอย่างเดียว
การทำความสะอาดนั้นง่ายกว่า แค่ถอดเป็นชิ้นๆ ล้างทำความสะอาด แล้วตากแดด เป็นอันจบ

ส่วน Pet case แบบที่ประยุกต์นั้น ก็มีมากมาย
ตะกร้าพลาสติก สำหรับใส่ของเป็นแบบที่นิยมเป็นอันดับต้นๆ
ทำความสะอาดง่าย ขนาดกระทัดรัด
ข้อเสียอยู่ตรงถ้าสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่จะพอดีตะกร้า กลับตัวไม่ได้ อยู่นานๆ อึดอัดเหมือนกัน
ตะกร้าพลาสติกบางยี่ห้อ ตัวล็อคไม่แน่นหนา แค่แมวเอาหัวโขกทีเดียวก็เปิดได้แล้ว
แบบนี้ก็ไม่ไหว
บางยี่ห้อ ล้างแล้วห้ามตากแดด
คือถ้าเอาไปตากแดด พลาสติกจะกรอบจนผุ ก็มี
เครื่องหวาย เป็นสิ่งประยุกต์อีกแบบที่พบเห็นบ่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแล้วร้อยเชือก หรือตะกร้าหวายเลย
ซึ่งแข็งแรงทนทาน ข้อเสียก็คือทำความสะอาดยากพอสมควร
และสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา
การนำเป้มาใช้เป็น pet case ก็สามารถพบได้บ่อยเช่นเดียวกัน
แม้ว่าช่องสำหรับให้อากาศผ่านเข้าไปจะน้อย
เพราะส่วนใหญ่ เป้มักจะทำให้กันน้ำ กันฝนเสียมากกว่า
ก็เลยต้องเปิดช่องซิปเอาไว้ให้สัตว์เลี้ยงหายใจด้วย
และด้วยความที่มีตะเข็บ ซิปมากมาย ทำให้การทำความสะอาดนั้นลำบากมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน
แมวดื้อก็ยังรู้สึกดี มากกว่าการอุ้มสัตว์เลี้ยงมาด้วยมือเปล่าอยู่ดี
เรื่องการทำความสะอาดที่แมวดื้อพูดถึงบ่อยๆ นั้น
เป็นเพราะว่าเชื้อโรคบางอย่าง จะยังคงอยู่ใน pet case นั้นเป็นระยะเวลานาน
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งคัดหลั่งต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง หรือเศษขนเศษผิวหนัง อันจะนำไปสู่โรคต่างๆ
ดังนั้น หากไม่ลำบากจนเกินไป ก็แนะนำให้หมั่นทำความสะอาดด้วย

สัปดาห์นี้ เห็นผู้เลี้ยงสัตว์น่ารักๆ บ้านหนึ่ง
นำแมวมาผ่าตัดทำหมัน
เขียนป้ายแปะไว้ที่ pet case ชัดเจน
ส่งใคร… โดยใคร.. เมื่อไหร่… พร้อมเบอร์โทรติดต่อ…
ป้องกันการสลับตัว สลับกรง และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดฝัน
(ที่ตัวแมวก็ใส่ปลอกคอที่มีรายละเอียดเหมือนกันนะ)
อย่างนี้สิ ที่เรียกว่า
Safety first 

:lol::lol:

โรคช่องท้องอักเสบติดต่อในแมว

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้มาคุยกันถึงเรื่องโรคช่องท้องอักเสบกัน
หรือมีตัวย่อในภาษาอังกฤษว่า FIP

โรคช่องท้องอักเสบติดต่อในแมวเกิดจากเชื้อไวรัส
(เอาเป็นว่ารู้แค่นี้พอ จะเชื้อชื่ออะไร อยู่ในกลุ่มไหนเราคงไม่ต้องสนใจก็แล้วกัน)
โรคนี้ถือว่าเป็นโรคร้ายแรง พบได้ทั่วโลก นอกจากจะเป็นในแมวแล้ว ยังพบว่าอาจเป็นในเสือหรือสิงโตได้อีกด้วย
โดยธรรมชาติของเชื้อไวรัสตัวนี้จะมีอยู่สองแบบ คือแบบแรกเชื้อไวรัสก่อให้เกิดอาการท้องเสียเฉยๆ มักจะไม่มีอาการรุนแรง
และแบบที่สองเชื้อไวรัสทำให้เกิดการสะสมของเหลวในช่องท้อง ที่มักจะมีภาวะอื่นๆ ตามมา (และมักจะทำให้เสียชีวิต)
เชื่อกันว่าเชื้อไวรัสแบบไม่รุนแรงกลายพันธุ์จนกลายเป็นเชื้อไวรัสแบบรุนแรงในร่างกายแมวเอง
(ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงตั้งแต่แรก)

เชื้อไวรัสช่องท้องอักเสบติดต่อสามารถพบได้ในน้ำลายและอุจจาระของแมวป่วย
ดังนั้นการเลียตัวให้กัน การกัดกันหรือการใช้กระบะทรายร่วมกันมีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสตัวนี้ได้
เชื้อไวรัสตัวนี้สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน 3-7 สัปดาห์
อย่างไรก็ตามน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เราใช้ทำความสะอาดทั่วไปมักจะฆ่าเชื้อไวรัสตัวนี้ในสิ่งแวดล้อมได้

เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัส ดังนั้นความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายแมวเองด้วย
ถ้าร่างกายแข็งแรงมาก ก็จะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสตัวนี้ออกไปได้
ถ้าร่างกายแข็งแรงในระดับหนึ่งแต่ไม่สูงมาก เชื้อไวรัสก็อาจอยู่ในสภาวะแฝง
เมื่อใดก็ตามที่แมวมีความเครียดหรือภูมิคุ้มกันลดลงก็จะแสดงอาการออกมา
หรือถ้าร่างกายอ่อนแอก็จะแสดงความรุนแรงของโรคในระดับที่แตกต่างกันออกไป
อาจมีเพียงก้อนเนื้อตามเนื้อเยื่อต่างๆ หรือรุนแรงจนกระทั่งมีการสะสมของเหลวในช่องท้อง

ในกรณีที่แม่แมวมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ ลูกแมวที่เกิดขึ้นมาจะมีภูมิคุ้มกันด้วยเช่นเดียวกัน
จนถึงอายุประมาณ 4-6 สัปดาห์ ระดับภูมิคุ้มกันจากแม่ไปสู่ลูกจะค่อยๆ ลดลง
อันจะเป็นจุดที่ลูกแมวจะสามารถรับเชื้อไวรัสตัวนี้ได้
หากลูกแมวได้รับเชื้อในช่วงอายุนี้ ก็จะเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุได้ประมาณ 12 สัปดาห์ (ถัดไปอีก 2 เดือน)
แต่ในทางปฎิบัติลูกแมวช่วงอายุ 1-3 เดือน ผู้เลี้ยงก็คงจะไม่ปล่อยให้ไปรวมกับแมวโต
หรือปล่อยให้ไปรับเชื้อไวรัสมาง่ายๆ น่าจะดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
ดังนั้นในทางคลินิกผู้เลี้ยงมักจะนิยมขายแมวที่อายุประมาณ 2-3 เดือน
หากลูกแมวได้รับเชื้อเข้าไปในช่วงนี้ ก็มักจะแสดงอาการที่อายุประมาณ 5-6 เดือน

อาการที่พบขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
มีได้ตั้งแต่ น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง มีไข้ เบื่ออาหาร อาการทางประสาท
ภาวะโลหิตจาง ความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร (ท้องผูกหรือท้องเสีย)
มีการขยายใหญ่ของช่องท้อง (มองคล้ายน้ำเต้า – ตามรูป)
หากทิ้งไว้นานๆ ก็จะเริ่มมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากของเหลวในช่องท้องไปดันกระบังลมทำให้หายไม่ได้
ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อแมวแสดงอาการช่องท้องขยายใหญ่และตรวจพบของเหลวคั่งในช่องท้อง
มักจะเสียชีวิตภายใน 2 เดือนหลังจากที่ตรวจพบ
สำหรับการขยายใหญ่ของช่องท้องที่พบนั้น ส่วนใหญ่พบว่าแมวไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด

การตรวจวินิจฉัยนั้นอาจจำเป็นต้องใช้หลายวิธีในการตรวจ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
ทั้งการตรวจเลือด การเจาะเอาของเหลวในช่องท้องไปตรวจ หรือการตรวจชิ้นเนื้อ
ส่วนการรักษานั้นสามารถทำได้เพียงรักษาตามอาการและพยุงคุณภาพชีวิตไปถึงวาระสุดท้าย
การป้องกันที่ได้ผลก็คือการแยกฝูงของแมวให้อยู่รวมกันเพียงแค่ 4-5 ตัวต่อฝูง
และควรแยกลูกแมวกับแมวโตออกจากกัน และทำวัคซีนป้องกันโรคนี้เมื่อแมวมีอายุได้ประมาณ 16 สัปดาห์

คราวนี้มาดูการศึกษากันเพิ่มเติม เริ่มจากเรื่องของพันธุ์ก่อน
พันธุ์ที่จากข้อมูลพบว่าป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบติดต่อมากได้แก่
Abyssinian, Bengal, Birman, Himalayan, Ragdoll และ Rex cats (Cornish and Devon included)
ในกลุ่มนี้ที่เราคุ้นเคยกันก็คือ Himalayan

พันธุ์ที่จากข้อมูลพบว่าป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบติดต่อบ้าง (อย่างไม่มีนัยสำคัญ) ได้แก่
Burmese, Exotic Shorthair, Manx, Persian, Russian Blue และ Siamese
ซึ่งสังเกตได้ว่าแมวที่เราเลี้ยงกันส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มนี้ ทั้ง exotic shorthair, persion หรือ siamese แมวไทยของเรานี่เอง

ส่วนพันธุ์ที่จากข้อมูล “ไม่พบ” ว่าป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบติดต่อได้แก่
Angora, Balinese, Belgian, Bombay, British SH, Chartreux, Colorpoint Shorthair, Egyptian Mau
Japanese Bobtail, Korat, Maine Coon, Maltese, Norwegian Forest Cat, Ocicat, RagaMuffin
Scottish Fold, Siberian, Snowshoe, Somali, Sphynx, Tonkinese และ Turkish Van
แมวในกลุ่มนี้ที่นิยมเลี้ยงกันในบ้านเราก็มี Bombay, British SH, Japanese Bobtail, Korat, Maine Coon และ Scottish Fold
ซึ่งน่าแปลกใจที่ siamese ของบ้านเราพบข้อมูลว่าป่วยเป็นโรคนี้ แต่แมวพันธุ์โคราช (Korat) กลับไม่พบข้อมูลป่วย

สำหรับเรื่องสายพันธุ์นี้มีความน่าสนใจต่อก็คือพันธุ์แท้ดั้งเดิมเลยมีโอกาสพบว่าป่วยเป็นโรคนี้ได้พอๆ กับพันธุ์ผสม
เนื่องจากสายพันธุ์แท้มักให้ลูกที่ดกกว่าพันธุ์ผสม พอมีลูกมาก ใช้กระบะทรายร่วมกันก็มีโอกาสติดเชื้อได้
ในขณะที่พันธุ์ผสมได้ลูกน้อยก็จริงแต่มักจะมีเรื่องความเครียดเกิดขึ้น (จากสายพันธุ์)
พอเครียด ร่างกายอ่อนแอก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามข้อมูลตรงนี้ก็ต้องคิดเอาไว้ด้วยว่า ผู้เลี้ยงพันธุ์แท้มักมีกำลังทรัพย์ในการตรวจวินิจฉัย
ในขณะที่ผู้เลี้ยงพันธุ์ผสม เลี้ยงปล่อยตามบ้าน ไม่ค่อยให้ความสนใจหรือไม่มีกำลังทรัพย์ตรงนี้สักเท่าไหร่
ดังนั้นจำนวนประชากรที่นำมาสำรวจจึงอาจไม่ตรงความเป็นจริงก็ได้

Cyber Pet Doctor

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้มาคุยกันเกี่ยวกับสังคมอินเทอร์เนทกันนิดนึง
ในช่วง 2-3 สัปดาห์มานี้
มีคุณลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาคุยหลายราย
กับปัญหาหนักอก ที่ได้รับจากอินเทอร์เนท

ก่อนจะคุยกันถึงเรื่องข้อมูล
มีเรื่องเกี่ยวกับจรรยาบรรณ หรือจรรยาแพทย์อยู่เล็กน้อย
จรรยาแพทย์ / จรรยาบรรณแพทย์
หากแปลกันแบบชาวบ้าน น่าจะหมายถึง
“ข้อความประพฤติของวิชาชีพทางการแพทย์ที่แพทย์ควรปฏิบัติ”
คำว่าควรปฏิบัติ อาจถูกตีความลึกลงไปว่า “ผิด” หรือ “ทำได้..แต่ไม่ควร”
ซึ่งก็ไปยึดหลักเกณฑ์ต่างๆ ตามที่จะอ้างถึง
แต่หากไม่ผิดตามข้อ “กฏหมาย”
ก็มีสิทธิไปผิดตาม “สิทธิ และ หน้าที่” ของแพทย์
อันสามารถเข้าสู่กระบวนวินิจฉัยการกระทำผิด
ตามหน่วยงานที่สังกัดอยู่
เช่น หากเป็นแพทย์ ก็จะขึ้นกับ แพทยสภา
หากเป็นสัตวแพทย์ ก็จะขึ้นกับ สัตวแพทยสภา
เป็นต้น

สำหรับในทางสัตวแพทย์นั้น
มีข้อกำหนดข้อหนึ่ง ที่บอกไว้ถึง
“การโฆษณา”
เช่นจะไปโฆษณาบอกเจ้าของสัตว์เลี้ยง
ว่าจบด็อกเตอร์มา
หรือเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชื่อดัง
แบบนี้.. ล้วนแต่ถือว่าเป็นการโฆษณาทั้งสิ้น
ซึ่งหากมองกันแบบลูกทุ่งเลย
คุณหมอที่เรียนจบด๊อกเตอร์ แต่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติทางคลินิก
อาจจะมีศิลปะในการรักษาสู้คุณหมอที่เพิ่งจบใหม่ไม่ได้ก็ได้

การรักษา ไม่ได้ใช้เพียงแค่องค์ความรู้แต่เพียงอย่างเดียว
คุณหมอจะต้องทำการปฏิบัติจนเกิดความชำนาญ
และพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ เพราะมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ยาบางตัว สมัยสิบปีก่อนใช้ได้ผลดี ปัจจุบันใช้แล้วได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจก็มากมาย

ดังนั้น..หากมองในมุมของผู้บริโภค (เจ้าของสัตว์เลี้ยง)
การโฆษณา.. ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าหากพาสัตว์เลี้ยงไปทำการรักษา
แล้วจะเป็นที่น่าพอใจ ทั้งสัตว์เลี้ยงและเจ้าของสัตว์
ซึ่งแมวดื้อเน้นตรงสีแดงนะ
สมมตินะ มีคุณหมอท่านนึง เก่งมาก ความรู้แน่นปึ้ก รักษาดี
แต่คุยกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่รู้เรื่อง ทำตัวไม่สุภาพ หรือว่าฉีดยาอย่างเดียว
มาถึงก็จับเข็มแทงจึ้ก แล้วก็เดินจากไป
แบบนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยง ก็จะเกิดความไม่ประทับใจ
สมมติอีกกรณีนึง มีคุณหมออีกท่าน แต่งตัวดี พูดจาเรียบร้อย พูดเป็นหลักการไปเสียทุกอย่าง
แต่รักษามาเป็นหลายเดือน สัตว์เลี้ยงก็มีแต่ทรงกับทรุด
แบบนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงอาจประทับใจ แต่สัตว์เลี้ยงไม่ประทับใจ เพราะยังคงเจ็บป่วยอยู่อย่างนั้น

ตรงนี้แมวดื้อบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก
กับการที่ทำให้ได้ทั้งสองอย่าง

ย้อนกลับไปเข้าเรื่องที่เกริ่นไว้ตอนต้น
การโฆษณา “ไม่ได้ประโยชน์” จากทั้งตัวสัตว์เลี้ยง เจ้าของสัตว์เลี้ยง
รวมถึงอาจจะยังผิดหลักจรรยาบรรณทางสัตวแพทย์อีกด้วย

อ้าว… ต่อไป เวลาคลินิกไหนแปะป้ายโฆษณาไว้
ก็ให้เป็นเพียงแค่คำโฆษณาไว้เพียงเท่านั้น
“ความพอใจ” ที่ได้รับ มันจะไปในทิศทางเดียวหรือตรงกันข้าม ก็อีกเรื่องหนึ่ง

:shock::shock:

คราวนี้มาต่อกันด้วยข้อมูลทางอินเทอร์เนท
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด
การตอบคำถามทางเว็บบอร์ด หรือการเขียนเว็บเพจข้อมูลทางสัตวแพทย์
นั้นมีมานานมากแล้ว
แต่ล่าสุดเมื่อถึงโลกของ social network
การใช้ twitter หรือ facebook ก็นับเป็นอีกหนึ่งเส้นทางบนสังคมอินเทอร์เนท
มีทั้ง tweet, facebook page, facebook group เต็มไปหมด
อนึ่ง.. ไม่ว่าจะใช้ social network เพื่อการส่วนตัว
หรือจะใช้เป็นรูปแบบองค์กรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ ก็คือเรื่องการโฆษณา
หากมีสัตว์เลี้ยงป่วย แล้วแมวดื้อ tweet ไปว่า “พามาหาแมวดื้อสิ แมวดื้อชำนาญทางด้านนี้”
แบบนี้ผิดจรรยาบรรณทันที เนื่องจากเป็นการโฆษณาเต็มๆ
หรือการเปิด facebook page สถานพยาบาลต่างๆ
สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือการประกาศกิจกรรม หรือโปรโมชั่น
การจะไปโฆษณาว่า คุณหมอที่เชี่ยวชาญศัลยกรรมช่องปาก มาอยู่ที่สถานพยาบาลนี้
ก็ผิดเช่นเดียวกัน

สิ่งที่พอจะเป็น “บุญ” ให้แก่บรรดาสัตวแพทย์
ก็คือการทำ “กรรมดี” เอาไว้เยอะๆ
ถ้าคุณลูกค้าและสัตว์เลี้ยง “พอใจ”
ก็จะมีการพูดกันปากต่อปากไปเอง
และจงเชื่อเถิดว่า ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
หากกรรมดีของเราเพียงพอ ถึงแม้คุณหมอจะไม่ได้อยู่ในละแวกบ้านแล้วก็ตาม
คุณลูกค้าก็จะสืบเสาะไปหาคุณหมอถึงที่จนได้

:razz::razz:

จบจากเรื่องโฆษณา
มาถึงเรื่อง “การบ่น” ของคุณลูกค้ากันบ้าง
ปัจจุบัน การค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เนทเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เข้าถึง
หากมีคุณลูกค้าบ่นไว้สักเรื่องนึง
คุณลูกค้ารายอื่น ที่บังเอิญมาอ่านเจอ ก็จะ “เชื่อ” ในสิ่งที่อ่าน แทบจะทันที
จากเหตุบ้านการเมืองที่ผ่านมา
ท่านใดที่ไม่ได้รับข่าวสารด้านเดียว หรือเสพข่าวสารจนเครียดอย่างหนัก
น่าจะพอนึกออกถึง “สงครามข่าวสาร” กัน
ข้อมูลในอินเทอร์เนท มีทั้ง “จริง” และ “ไม่จริง” รวมอยู่ด้วยกัน
การไม่วิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงทำให้เข้าใจผิดไปได้มาก

ลูกค้าแมวดื้อท่านหนึ่งโทรศัพท์มาปรึกษา
เรื่องจะพาสุนัขมีอายุ (มาก) ไปตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ตามคำแนะนำของแมวดื้อ
ลูกค้าท่านนี้หาข้อมูลทางอินเทอร์เนทอยู่หลายวัน
แล้วความเครียดก็บังเกิด

:o :o

เนื่องจากไปอ่านเจอข้อความว่า
สถานพยาบาลนี้ห่วย.. ทำสุนัขตาย
ลองค้นสถานพยาบาลอื่นอีก.. ก็เจอ “คำบ่น” ทำนองเดียวกัน
ลูกค้าท่านนี้กังวลเป็นอย่างมากกับข้อมูลดังกล่าว
แมวดื้อเอง.. ได้แต่พยายามบอกถึงการวิเคราะห์
และอย่าตกเป็นทาสของข้อมูล

ยกตัวอย่าง
มีสุนัขเสียชีวิต ณ โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่ง

กรณีที่ 1
สุนัขมาด้วยอาการปกติ มีอาการคัน เป็นโรคผิวหนัง
คุณหมอตรวจดูแล้วบอกว่า “ข้ออักเสบ”
เดี๋ยวจะทำการวางยาสลบ เพื่อดึงให้ข้อต่อเข้าที่
จากนั้นสุนัขเสียชีวิต

กรณีที่ 2
สุนัขอายุมาก ป่วยเรื้อรังมาได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว
เจ้าของสัตว์ทำการรักษาด้วยตนเอง ให้ยามาต่อเนื่อง
อาการไม่ดีขึ้น จึงพามารักษา
คุณหมอเห็นอาการไม่ดี เลยให้น้ำเกลือ กับฉีดยา
จากนั้นสุนัขเสียชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ 1 หรือกรณีที่ 2
หากเจ้าของสัตว์ไม่พอใจ
ก็จะเขียนข้อมูลลงในอินเทอร์เนทว่า คุณหมอทำสุนัขเค้าตาย
แต่ความจริงคืออะไร?
หากเป็นกรณีที่ 1
แบบนี้คุณหมอผิดเต็มๆ การเจ็บป่วยของสุนัขกับสิ่งที่คุณหมอตรวจ
ควรจะต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันมากมาย
และการวางยาสลบโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวสัตว์นั้น ถือว่าผิดไปเต็มๆ
หากเป็นกรณีที่ 2 สุนัขป่วยเรื้อรังมานาน
อาจจะถึงระยะสุดท้ายแล้ว
ต่อให้ไปสถานพยาบาลไหนๆ คุณหมอก็อาจจะส่ายหัวด้วยกันทั้งสิ้น
คุณหมอไม่ใช่เทวดา ก็ต้องเข้าใจจุดนี้ด้วย

ผู้เลี้ยงสัตว์หลายท่านยังคงไม่ทราบว่า
ในทางการสัตวแพทย์นั้น
ก็มีการฟ้องร้องได้เช่นเดียวกับทางแพทย์
ซึ่งแมวดื้อเห็นด้วยกับกระบวนการตรวจสอบถึงข้อเท็จจริง
หากสัตวแพทย์ทำผิด ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น
ข้อความในอินเทอร์เนทนั้นจึงอาจต้องผ่านการวิเคราะห์เสียก่อน

:x:x

Feline Paws

Saturday petdoC
สัปดาห์นี้มาคุยกันถึงเรื่องอุ้งเท้าแมวกันดีกว่า
อุ้งเท้าของแมวนั้นจะเป็นที่อยู่ของอาวุธอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งก็ได้แก่เล็บนั่นเอง
ตัวอุ้งเท้าจะใช้ในการเคลื่อนที่ไปในแนวต่างๆ
ทั้งการวิ่งหรือเดินในแนวราบ
ไปจนถึงการปีนต้นไม้ในแนว (เกือบ) ดิ่ง
นอกจากนี้อุ้งเท้ายังเป็นอวัยวะที่จะคอยรับแรงกระแทกเมื่อตกจากที่สูงอีกด้วย
เท้าหน้าของแมวแต่ะข้างจะประกอบไปด้วย Pad 7 อันด้วยกัน

โดยจะอยู่ตรงนิ้ว 5 นิ้ว
ตรงกลางอุ้งเท้า (Plantar)
และตรงข้อมือ (Wrist)
ตรงกลางอุ้งเท้านั้นจะแบ่งเป็น lobe เล็กๆ สามอัน

ในขณะที่เท้าหลังแต่ละข้างจะมีแค่ 5 Pad เท่านั้น
คือที่นิ้ว 4 นิ้ว และตรงกลางอุ้งเท้า (Plantar)
ในกรณีที่มีนิ้วมากกว่า 4 นิ้วในเท้าหลัง ถือว่านิ้วเกิน
ซึ่งอาจพบได้ถึงข้างละ 7 นิ้วเลยก็มี

ในบางกรณีที่พบความผิดปกติ
เช่นแมวที่ถูกรถชน หรือของมีคมบาด
ทำให้ตัว Pad นั้นฉีกขาด
แมวบางตัวก็มีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนนี้
บางตัวก็ไม่มีการซ่อมแซม
ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนที่ของแมว
ในกรณีของขาหลัง หาก Pad ตรงบริเวณ Plantar เสียหาย
แมวบางตัวจะไม่ค่อยยอมกระโดดหรือเคลื่อนไหวในแนว (เกือบ) ดิ่ง
หากแต่จะเลือกใช้การเคลื่อนไหวในแนวราบมากกว่า

มีการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างของอุ้งเท้าแมว อาทิเช่น
แมวนั้นถนัดซ้าย 40% ถนัดขวา 20%
และถนัดทั้งสองมือถึง 40%
โดยพยายามดูจากโครงสร้างของ Plantar และตำแหน่งของ pisiform

วันนี้คุณรู้หรือเปล่าว่าแมวของคุณถนัดข้างไหน

:o:o

Link: www.pawsonline.info/paws.htm

© 2017 NaughtyCat. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.