Tuesday nerD
สัปดาห์นี้วนเวียนมายังโปรแกรมถ่ายรูปบนไอโฟนกันอีกครั้ง
กับ Andigraf ที่น่าสนใจ

Andigraf ราคา 1.99 ดอลลาร์สหรัฐ
หรือประมาณ 65 บาท
ต้องการ iPhone OS เวอร์ชัน 3.1 หรือสูงกว่าในการทำงาน

หน้าตาเวลาทำงาน คล้ายคลึงกับโปรแกรมถ่ายรูปอื่นๆ
มีช่องมองภาพตรงกลาง ขวามือเป็นตัวเลื่อนปรับระยะเวลาในการถ่ายแต่ละครั้ง
และปุ่มชัตเตอร์ทางด้านขวา
ส่วนด้านล่างจะปุ่มเข้าไปยัง Photos Gallery และปุ่มเลือกเลนส์/ฟิล์มทางด้านขวา

เลนส์ทั้ง 4 ชนิด ที่มีให้เลือกใช้งาน

ฟิล์มทั้ง 4 ชนิดที่มีให้เลือกใช้งาน

ภายใน Photo Gallery
สามารถดูรายละเอียดแต่ละรูปได้ว่าเลือกเลนส์และฟิล์มอะไรไป
รวมถึงวันที่ที่ถ่ายอีกด้วย
ไฟล์รูปขนาด Full Size จะถูกบันทึกลง Camera Roll โดยอัตโนมัติ

เบื้องต้นยังไม่มีการเชื่อมต่อไปยัง Social Network ใดๆ
หากต้องการโพสไปยัง Twitter หรือ Facebook
คงต้องใช้โปรแกรมอื่นร่วมด้วย


หลังจากพักผ่อนที่ตลาดเก่าบางนกแขวกแล้ว
เป้าหมายต่อไปของพวกเราก็คือ
อาสนวิหารแม่พระบังเกิด
ซึ่งเพียงเดินข้ามสะพานเล็กๆ มาก็ถึงแล้ว

หลังจากได้เห็นรูปอลังการจากเพื่อนๆ
ก็ขอโอกาสไปทัศนาบ้าง
ซึ่งแม้แดดจะเผาอย่างแรง
แต่ก็ไม่ผิดหวังเลย
สวยมากจริงๆ
หากมีโอกาส ช่วงแดดร่มลมตก ขอไปเดินเล่นอีกรอบ
ริมน้ำก็น่านั่งปล่อยอารมณ์อยู่เหมือนกัน


วันนี้มีแพลนทริปใกล้ๆ
เอากล้องออกไปตากแดดเสียหน่อย
เดี๋ยวรามันจะขึ้น

:roll: :roll:

ออกจากสมุทรปราการ (บ้านหวานใจ)
ไปยังสมุทรสาคร
ถึงที่หมายสมุทรสงคราม

:grin: :grin:

หลังจากการผจญภัยโดยลำพังของแมวดื้อ
ที่พี่คนขับรถตู้พาไปทิ้งกลางนาเกลือ
ทำให้แมวดื้อจำทางได้แม่นเลยทีเดียว
ฮ่า..ฮ่า

รถตู้พาเรามาถึงแม่กลอง
หลังจากลงรถตู้ได้
ก็เริ่มทำใจกับสภาพอากาศอันร้อนระอุ
หวานใจรีบเข้าไปเก็บแอร์จาก 7-11 ใส่กระเป๋าไปด้วย
อัลบั้มรูปก็บังเกิดนับต่อจากนี้

รถประจำทางสีน้ำเงิน
เข้ากับท้องฟ้าที่ไม่มีเมฆในเวลานี้เป็นอย่างมาก
รถจะผ่านทั้งตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำบางน้อย
และตลาดน้ำบางนกแขวก
จุดหมายแรกของพวกเราในวันนี้
ค่ารถประมาณ 11-18 บาท ตามจุดที่จะลง

รถจะออกทุกๆ 20 นาที
ออกวิ่งตั้งแต่เช้าไปจนถึงช่วงบ่ายแก่ๆ
รถมีพัดลม นั่งรอในรถในระยะเวลาแค่นี้ ดีกว่าไปอาบแดดอยู่ข้างนอก

หวานใจกับ doll ใหม่
เยอะจนแมวดื้อจำไม่ได้แล้ว
เลยปล่อยให้เป็นหนึ่งในสมาชิก wonderland ก็แล้วกัน

:o:o

ตรงท่ารถนี้จะมีรถอยู่หลายสาย
เวลาขึ้นอาจต้องดูดีๆ นิดนึง
ถ้าขึ้นผิด อาจได้ย้อนกลับไปมหาชัย

:roll: :roll:

รถผ่านตลาดต่างๆ มาเรื่อยๆ
พี่คนขับก็แนะนำ อธิบายเส้นทางท่องเที่ยวตลอดทาง
จนมาถึงทางเข้าตลาดเก่า 100 ปี บางนกแขวก

ไม่รู้ว่าจะให้จำป้ายไหนดี
มีป้ายซอยหลวงปู่
ป้ายทางเข้าตลาดเก่า 100 ปี บางนกแขวก
ป้ายแป๊ะก๋วยเตี๋ยวปูอันลือชื่อ
หรือป้ายที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน บางนกแขวก
ฯลฯ
เอาเป็นว่าถ้าขับรถมาเอง
ผ่านอาสนวิหารแม่พระบังเกิด ทางด้านซ้ายมือ
พอข้ามสะพานก็เลี้ยวซ้ายซอยแรกได้เลย
ส่วนหากนั่งรถประจำทางก็ไม่ยาก
พี่คนขับเค้าจอดให้หน้าปากซอยพอดีเป๊ะ

เดินเข้าในซอยมาก็จะเจอร้านนี้
ร้านแป๊ะก๋วยเตี๋ยวปู
แมวดื้อเชื่อว่าหากลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับบางนกแขวกในอินเทอร์เนท
น่าจะได้ข้อมูลร้านแป๊ะก๋วยเตี๋ยวปูขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ร้่านนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าตลาดเก่า (ไม่ได้อยู่ในตลาด)
ร้านนี้มีแต่ปู ทั้งก๋วยเตี๋ยวปู ข้าวผัดปู กะเพราปูราดข้าว หรือ บะหมี่ปู

ขณะนั่งตัดสินใจว่าจะสั่งอะไรดี
ขอน้ำเก๊กฮวย กับน้ำลำไย มาดับความร้อนกันเสียหน่อย

กะเพราปูราดข้าว
รสชาติใช้ได้เลย ราคาไม่แพง ไม่เจอกรรเชียงปูให้รำคาญใจ

ก๋วยเตี๋ยวปู
ที่ดูเหมือนเป็นการประยุกต์เอาเนื้อปูมาใช้ แทนที่เนื้อหมู หรือลูกชิ้น
ร้านนี้จะขายตั้งแต่เช้า ดังนั้นใครอยากลิ้มลองแนะนำให้มาเช้านิดนึง
ไม่เช่นนั้นวัตถุดิบ (เนื้อปู) ก็จะหมดเสียก่อน

การทำงาน ถึงอาจจะดูวุ่นวาย มีขึ้นเสียงกันบ้าง
แต่จริงๆ แล้วแต่ละคนก็มีหน้าที่ของตัวเองแยกกันไป
อาแป๊ะจะทำอาหารที่เกี่ยวกับข้าว ทั้งข้าวผัดปู และกะเพราปูราดข้าว
โดยมีน้องเสื้อเหลือง คอยตักข้าว และนำอาหารที่เสร็จแล้วไปเสิร์ฟ
อาซิ่มก็จะทำอาหารที่เป็นพวกก๋วยเตี๋ยว
ส่วนลูกชายก็จะเป็นคนเก็บเงินและขายของอื่นๆ หน้าร้าน อาทิเช่นกล้วยตากแห้ง

หลังจากได้ลิ้มรสปูกันไปแล้ว
ก็เดินทางเข้าตลาดเก่าบางนกแขวก
ซึ่งก็ได้เจอชาว tweet ที่ชื่นชอบเที่ยวแนวนี้เหมือนกัน

จะเห็นได้ว่าตามป้ายจะมีสองทาง
หากมองไปด้านหน้า (ทางตรง) จะเห็นริมน้ำอยู่ลิบๆ
แต่ถ้ามองไปทางซ้าย จะเจอกำแพงสูงๆ ออกจะเปลี่ยวอยู่สักหน่อย

เส้นทางด้านหน้า (ทางตรง)
พอเดินออกไปก็จะเจอป้ายอันนี้

แต่ถ้าเดินไปทางซ้าย
ก็จะเป็นประมาณนี้

พอเดินออกไปก็เจอบ้านเรือนริมแม่น้ำ

บรรยากาศเงียบสงบ
หน้าบ้านแต่ละบ้านจะมีม้านั่ง เก้าอี้หินอ่อน หรือบางหลังก็จะทำเป็นชานให้นั่งพักผ่อนกันเลยทีเดียว
นั่งพักตรงนี้ มีลมเย็นๆ พัดมาเป็นระยะ
เหมือนเวลาจะเดินช้าลง ณ จุดนี้

หากเดินเข้าตลาดไปตามป้ายทางด้านซ้าย
แล้วเดินเลาะริมน้ำ
ก็จะมาเจอที่เดียวกัน
มีโฮมสเตย์อยู่ตรงคุ้งน้ำนี้ด้วย
น่าสนใจทีเดียว สำหรับคนที่ชอบความสงบ
ที่ความพลุกพล่านได้เข้าไปยังตลาดน้ำอัมพวามากขึ้นมากขึ้น
นักท่องเที่ยวที่รักความสงบ ก็จะยิ่งขยับขยายไปยังตลาดที่เงียบสงบกัน
ซึ่งตอนนี้ก็แผ่มาถึงตลาดน้ำบางน้อยแล้ว และต่อไปก็น่าจะมาถึงตลาดเก่าบางนกแขวกแห่งนี้

บ้านเรือนที่อยู่กันมาแต่นมนาน
มีเสน่ห์อยู่ในตัว
ไม่ต้องประดิษฐ์ให้เก่า หรือสุขสบายจนเกินตัวในแบบเมืองแต่อย่างใด
ความสุขเกิดขึ้นจากความพอเพียง

ก๋วยเตี๋ยวกะลา ชามละ 10 บาท
นั่งกินริมน้ำ ไปเพลินๆ

รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว
ใครที่ชื่นชอบก๋วยเตี๋ยวแห้ง ไม่ควรพลาด

ร้านนี้ทำงานกันเป็นครอบครัว
มีน้องสองคนคอยล้างกะลา ช้่อนและตะเกียบ
มีผู้ใหญ่สองคนคอยทำก๋วยเตี๋ยว
และเด็กตัวจิ๋วคอยเสิร์ฟ
เมื่อเด็กน้อยเริ่มงอแง ก็จะเริ่มมีการยื่นข้อเสนอ จะซื้อของเล่นให้เมื่อเสร็จงาน
นับว่าเป็นการสอน และอุบายให้ทำงาน ในคราวเดียว

พอเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอป้ายชื่อตลาดอีก
เหมือนเป็นการแบ่งตลาดเป็นสองส่วน
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ในส่วนใกล้ทางที่เข้ามานั้น
ร้านหรือบ้านหลายหลัง ถูกสร้างด้วยปูนเพื่อความแข็งแรง
ในขณะที่พอหลังจากจุด (ป้าย) นี้ เราจะพบเห็นเป็นบ้านไม้แบบเดิมๆ เสียมากกว่า

สินค้าพื้นบ้านและเสื้อลายต่างๆ
ที่แทบจะพบเห็นกันแทบทุกตลาด ในปัจจุบัน

เจ้าถิ่น คอยเฝ้าร้าน
ไม่ให้ใครมายุ่มย่าม

ความคลาสสิคแบบไม่ต้องบรรยาย

นึกถึงภาพเด็กๆ เล่นกันระหว่างสองบ้าน

อะไรเดิมๆ ที่ยังใช้งานได้ดี

เดินจนสุดตลาด
ถึงเขตส่วนบุคคล
พวกเราก็เลยเดินย้อนกลับทางเก่า
เก็บความทรงจำเพิ่มเติม

กองทัพกุ้งแม่น้ำตัวโต
เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของจานนี้

เดินทอดน่องมาจนถึงชานตรงนี้
มีคุณลุงใจดี คอยยิ้มทักทาย
พร้อมจะพูดคุย และเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง

ภาพที่แขวนตามเสา
สำหรับใส่แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ น้ำยาล้างจาน แบบดั้งเดิม
ซึ่งไม่ค่อยพบเห็นกันแล้ว

พอเห็นเรือจอดอยู่
และเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวทางน้ำ
พวกเราก็ไม่พลาดอย่างแน่นอน
จุดหมายที่จะไปกันคือที่นี่

พอขึ้นจากเรือได้ก็เจอกลุ่มนี้ก่อนเลย

ลักษณะการเลี้ยงค่อนข้างดี
ทั้งสภาพแวดล้อมและอาหาร
ใกล้ๆ กันนี้มีรีสอร์ทหลายแห่ง
นิยมเลี้ยงปลาด้วยวิธีนี้
เป็นการเพิ่มกิจกรรมสำหรับผู้มาพักผ่อน
ที่ชื่นชอบการตกปลาอีกด้วย

ที่บ้านแห่งนี้ เป็นแหล่งปลูก “มะม่วงหาว มะนาวโห่”
พร้อมส่งทั้งน้ำและผลไปขายที่ตลาดเก่าบางนกแขวก
แต่ละร้านก็จำหน่ายแตกต่างกันออกไป
คือบางร้านนำผลไปทำน้ำเอง
จากที่แมวดื้อได้ลิ้มลองมาหลายร้าน
รสชาติต่างกันพอสมควร
น้ำที่จำหน่ายที่บ้านนี้ รสออกจะเข้มข้นกว่าที่อื่น

จากเรื่องราวในวรรณคดี “นางสิบสอง-พระรถเมรี” อันลือชื่อ

เรื่องราวของหญิงสาว 12 คนที่ถูกพ่อนำไปปล่อยในป่า เพราะคิดว่าเป็นกาลกิณีที่ทำให้ครอบครัวที่เคยเป็นเศรษฐีกลับยากจนลง นางทั้งสิบสองต้องเร่ร่อนไปจนกระทั่งไปถึงเมืองยักษ์ นางยักษ์จึงรับนางสิบสองเป็นน้อง ภายหลังนางสิบสองรู้ว่าพวกตนอยู่กับยักษ์ จึงหลบหนีไปเมืองกุตารนคร และทั้งหมดได้เป็นมเหสีของพระเจ้ารถสิทธิ์

เมื่อนางยักษ์รู้ข่าวก็โกรธแค้นมาก จึงตามมาและทำอุบายจนได้เป็นมเหสีเอกของพระเจ้ารถสิทธิ์ จากนั้นจึงหาทางกำจัดนางสิบสอง โดยแกล้งทำเป็นป่วย ต้องควักลูกตานางสิบสองออกมาจึงจะหาย พระเจ้ารถสิทธิ์จึงควักลูกตานางทั้งสิบสอง แล้วส่งไปขังไว้ในถ้ำในขณะที่ทุกคนตั้งครรภ์แล้ว ทั้งหมดอดอยากมากจึงกินเนื้อลูกของตัวเอง ยกเว้นน้องสุดท้อง ซึ่งไม่ได้กินลูกของตน และตั้งชื่อลูกว่า “รถเสน” หรือ “พระรถ”

ต่อมาพระเจ้ารถสิทธิ์ก็รู้ว่าพระรถเป็นลูก ทำให้นางยักษ์ไม่พอใจ จึงคิดกำจัดพระรถ ด้วยการแสร้งทำเป็นป่วย ต้องกินผลไม้ในเมืองที่นางเมรีลูกสาวของตัวเองอยู่ จึงจะหาย จึงให้พระรถไปเอามา โดยฝากสารสั่งให้นางเมรีฆ่าพระรถ ว่าถึงเมืองเมื่อไรให้ฆ่าเมื่อนั้น แต่เผอิญพระรถได้ไปพบฤาษีกลางทาง ฤาษีจึงได้แปลงสารว่า ถึงเมื่อไรก็ให้แต่งงานเมื่อนั้น แล้วพระรถและนางเมรีก็ได้แต่งงานกัน สุดท้าย นางเมรีก็ตรอมใจตาย เพราะพระรถหนีกลับเมือง ส่วนนางยักษ์ผู้เป็นแม่เลี้ยง เห็นพระรถกลับมาอย่างปลอดภัยก็แค้นจนอกแตกตาย ฝ่ายพระรถเสนได้รักษาแม่และป้าหายจากตาบอด และได้ครองเมืองต่อมา

จากข้อมูลส่วนหนึ่งระบุว่าผลไม้ดังกล่าวในเรื่องนี้ก็คือ ‘มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่’ หรือบางแห่งเรียกว่า ‘มะม่วงรู้หาว มะนาวรู้โห่’ ซึ่งเป็นพืชชนิดเดียวกันคือ ‘หนามแดง’ ในปัจจุบัน (แต่บางแห่งก็บอกว่าคือ ‘มะงั่วไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่’ ซึ่งเท่ากับเป็นพืชสองชนิด และมะงั่วก็มีลักษณะคล้ายมะนาวแต่ลูกใหญ่กว่า)

หวานใจก็สนุกใหญ่เลย
ถ่ายรูปจนการ์ดเกือบเต็ม

นอกจากที่นี่จะจำหน่ายผลและน้ำแล้ว
ก็ยังจำหน่ายต้นให้ไปปลูกกันอีกด้วย
ใครสนใจสามารถติดต่อได้ เบอร์โทรจากในรูปได้เลย

ผลที่ยังอ่อนอยู่จะเป็นสีเหลืองนวลๆ แบบนี้
อ่อ..เกือบลืม ต้นนี้จะมีหนามแหลมๆ ด้วยนะ
ถ้าจะมุดเข้าไประวังตัวให้ดี
(โดนมาแล้ว)

:x :x

หลังจากนั้นพี่คนขับเรือ
ก็แนะนำสถานที่ต่างๆ ทั้งรีสอร์ท โฮมสเตย์ริมน้ำ
ไปจนถึงการแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสมุทรสงคราม
และจังหวัดสุพรรณบุรี โดยแม่น้ำและคลองเล็กๆ
เป็นการศึกษาภูมิศาสตร์ไปในตัว

จากนั้นพวกเราก็เดินย้อนกลับทางเก่า
ไปพักหน้าบ้านหลังนี้

โดยมีเจ้าของบ้าน คอยต้อนรับอย่างดี

ได้เวลาอันสมควร
ลาตลาดเก่าบางนกแขวก
ไว้เจอกันใหม่ ในวันที่เวลาหมุนช้าลง อีกครั้ง


Saturday petdoC
สัปดาห์นี้หัวข้อมาจาก tweet
ที่แมวดื้อเห็นว่าหลายคนยังคงสับสน
ระหว่าง เห็บ – หมัด กันอยู่
ยิ่งถ้าน้องหมาน้องแมวเป็นโรคผิวหนัง
เวลาพาไปหาคุณหมอ
คุณหมอก็อาจพูดถึงตัวไรขึ้นมาอีก
ตกลงมันคืออะไรกันแน่

ก่อนอื่น เรามาแบ่งเป็นชนิดกันก่อน
แปลเป็นภาษาไทยให้เข้าใจกันให้ง่ายขึ้น

Tick คือ เห็บ
Flea คือ หมัด
Louse คือ เหา
Mange คือ ไร (แบบขุดโพรง)
Mite คือ ไร (แบบไม่ขุดโพรง)

สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ ปรสิตภายนอกที่เห็นได้ง่ายที่สุด
ก็คือ เห็บ (Tick) และ หมัด (Flea)

วิธีจำง่ายๆ ก็คือดูลักษณะรูปร่างกับการเคลื่อนไหว
ตามรูป เห็บ (Tick) จะเป็นตัวกลมๆ อ้วนๆ ขาเล็กๆ
ดังนั้น มันจึงเดินช้าๆ หรือเกาะอยู่กับที่
ส่วน หมัด (Flea) จะมีขาหลังยาวๆ คล้ายตั๊กแตนนักวิ่ง
ดังนั้น มันจึงวิ่งเร็วๆ หรือกระโดดดึ๋งดั๋ง
มีการศึกษา ความสูงที่หมัดกระโดดได้นั้นสูงถึง 350 เท่าของความยาวตัวหมัด

นอกจากเห็บและหมัดแล้ว
ในส่วนของเห็บเอง ที่มักพบทั้งเห็บตัวผู้และเห็บตัวเมีย
ก็ทำให้ผู้เลี้ยงเกิดความเข้าใจผิดไปว่าคือปรสิตคนละชนิดกัน

เห็บที่โตเต็มที่ (ระยะที่สาม) จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างตัวผู้และตัวเมียค่อนข้างชัดเจน
เห็บตัวเมียจะอ้วนตัวใหญ่กว่า คล้ายเม็ดแตงโม หรือลูกเกด
ในขณะที่เห็บตัวผู้จะตัวเล็กกว่า
บางครั้งเราจะพบเห็นเป็นตัวเล็กๆ เกาะหลังตัวใหญ่อยู่
ซึ่งไม่ใช่แม่ลูกกันแต่อย่างใด
แต่เป็นเห็บตัวผู้และเห็บตัวเมีย เกาะกันเพื่อการผสมพันธุ์นั่นเอง

เห็บ (Tick) และ หมัด (Flea)
เป็นปรสิตที่พบได้บ่อยในบ้านเรา
ส่วนเหา (Louse) นั้นปัจจุบันไม่ค่อยพบเท่าไรแล้ว
เนื่องจากผู้เลี้ยงสัตว์มีการเอาใจใส่ดูแลในระดับหนึ่ง
การอาบน้ำก็ช่วยลดอุบัติเรื่องเหาไปได้

สำหรับเรื่องตัวไร Mange และ Mite
อันนี้ส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เวลาน้องหมาน้องแมว เป็นโรคผิวหนัง
คุณหมอก็มักจะเอาใบมีดมาขูดผิวหนังจนเลือดซิบๆ
แล้วเอาไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดู
ว่าเป็นตัวไรหรือไม่
ตัวไรแบบนี้จะเรียกว่า ไร แบบขุดโพรง (Mange)
คือจะชอบขุดโพรงอยู่ใต้ผิวหนัง
ดังนั้นคุณหมอก็เลยต้องขูดผิวหนังจนเลือดออกซิบๆ
เพราะถ้าหากขูดผิวๆ ก็จะไม่เจอไร แบบขุดโพรง (Mange)
ซึ่งอาจมีชื่อเรียกกันต่างไป ตามสปีซีส์
แต่อาจเรียกรวมๆ ตามชื่อโรคที่เกิดขึ้นว่าเป็น “ตัวไรขึ้เรื้อน” ก็ได้
เวลาคุณหมอมาแจ้งผู้เลี้ยง อาจบอกว่าน้องหมาเป็นไรขี้เรื้อนเปียก หรือไรขี้เรื้อนแห้ง เป็นต้น
ส่วน ไร แบบไม่ขุดโพรง (Mite)
ที่พบง่ายที่สุดก็คือ “ไรในหู” (Ear Mite)
โดยเวลาเราเช็ดหูให้น้องหมาน้องแมว เราจะพบขี้หูสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ
อาจเป็นลักษณะเปียกๆ คล้ายดิน หรือเป็นผงๆ คล้ายถ่านก็ได้
หากเพ่งดีๆ หรือเอาแว่นขยายส่อง (ไม่ต้องถึงขนาดกล้องจุลทรรศน์)
เราอาจพบตัวไรในหู ตัวสีเทาๆ เดินอยู่บนขี้หูสีดำก็ได้
ไร แบบไม่ขุดโพรงนี้ มักจะอยู่ที่ผิวๆ ดังนั้นการหมั่นทำความสะอาด
ก็สามารถรักษาได้โดยง่าย

เบื้องต้นหากแยกได้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่
การควบคุม/ป้องกันมันก็จะตามมาเอง
เพราะถ้าหากเข้าใจผิดไปตั้งแต่ต้น การควบคุม/ป้องกันก็จะยิ่งผิดแนวทางไปกันใหญ่


Yummy fridaY
สัปดาห์สุดท้ายลาเดือนที่ร้อนที่สุดแห่งปี
ไปกับร้าน Better Cup Coffee
ร้านน่ารักๆ แถวรังสิตคลอง 2
หากบังเอิญเป็นทางผ่านไปแถวนั้น
น่าจะแวะไปใช้บริการกันได้
นอกจากเบเกอรี่หน้าตาดีแล้ว ยังมีแก้วเซรามิกลายเก๋ให้เลือกซื้อกันอีกด้วย
ลองถามน้องลูกพรุน เจ้าถิ่นดูแล้ว
หากไม่ได้ขับรถส่วนตัวไป จะโบกรถ (ประจำทาง) ก็พอไหว ไม่ลำบากมากนัก
จะติดอยู่ก็เพียง หากใครอยู่ในเมืองสักหน่อย จะค่อนข้างไกลพอสมควร
ข้อมูลวันนี้มาจากเว็บไซต์ www.bkkmenu.com เช่นเคย

== เริ่มต้นการคัดลอก ==

ที่ตั้ง : โครงการเพียวเพลส รังสิตคลอง 2 เลขที่ 819/1-3
ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญญบุรี ปทุมธานี
โทร : 0-2982-5229
เว็บไซต์ : http://bettercupcoffee-s.blogspot.com
เปิดบริการ : 10.30 -21.00 น. หยุดวันพุธ
ราคาต่อคน : 60 – 100 บาท

สัปดาห์นี้ Afternoon Tea by Twinings ออกเดินทางไกล หนีความวุ่นวายในเมืองหลวง มุ่งหน้าไปทางถนนรังสิต-นครนายก มาถึง คลอง 2 เพื่อมาหลบไอแดดร้อนๆ ที่ร้าน…

Better Cup Coffee ภายในโครงการ Pure Place เป็นร้านกาแฟเล็กๆ หากแต่บรรยากาศดูน่ารัก ด้วยโทนสีฟ้าพาสเทล มุมโซฟาน่านั่งกับหมอนอิงลายดอกสีหวานรับกับโคมไฟ ใครมาก็ต้องสะดุดตากับชั้นโชว์แก้วเซรามิคลายสวยสีสันสดใส จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ใครถูกใจแก้วใบไหน สามารถอุดหนุนได้ในราคาพิเศษค่ะ

ท่ามกลางอากาศอบอ้าวของบ่ายวันนี้ขอ Twining Ice Lemon Iced Tea ชาสีทองที่มีรสและกลิ่นของมะนาว เทใส่แก้วน้ำแข็ง เติมไซรัปเพิ่มความหวานอีกนิด แค่นี้ก็ได้ความสดชื่นรื่นรมย์แบบเต็มพิกัดแล้วค่ะ หรือถ้าอยากกระตุ้นให้สมองกระปรี่กระเปร่า แนะนำ Hot Cappuccino (40 บาท) กาแฟสดรสเข้มหอมกรุ่น พร้อมละเลียดโฟมนมละมุนลิ้น

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว คุณเอส เจ้าของร้าน เตรียมขนมโฮมเมอร่อยๆ ไว้รอเสิร์ฟทุกท่านด้วย เริ่มที่ Waffle with Ice-cream (60 บาท) แป้งวาฟเฟิลแผ่นใหญ่หอมนุ่ม อบใหม่ร้อนๆ ทานคู่กับกล้วยหอมและไอศครีมช็อคโกแลต

ตามด้วย Fresh Milk Orange Sauce Cake (60 บาท) เค้กซอสส้มนมสด แป้งเค้กชิฟฟ่อนสลับกับครีมสด ท้อปปิ้งด้วยซอสส้ม, Fresh Milk Coconut Cake (60 บาท) หรือเค้กนมสดมะพร้าวอ่อน แป้งชิฟฟ่อน คั่นกลางด้วยครีมสดและนื้อมะพร้าวอ่อนหอมๆ

White Choc Cake (60 บาท) ชิฟฟ่อนเค้กท้อปปิ้งไวท์ช็อคโกแลต, Dark Choc (65 บาท) เค้กช็อคฯ รสเข้มเต็มคำ

ส่วนคอชีสเค้กต้องลอง Blueberry Cheesecake (65 บาท) สูตรพิเศษไม่เหมือนใคร ไส้ตรงกลางเป็นบลูเบอร์รี่เปรี้ยวๆ หวานๆ หรือเลือกอิ่มกับ Baked Spinach & Cheese (75 บาท) ผักโขมอบชีส ยกเสิร์ฟจากเตาร้อนๆ

Better Cup Coffee ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยชา กาแฟ และขนมอร่อยเสมอๆ วันไหนว่างๆ พักเบรคจากการงานหรือเรื่องวุ่นวาย มานั่งชิลล์ให้สบายอารมณ์กันได้นะคะ ขับรถมุ่งหน้ามาทางรังสิต-นครนายก ผ่านห้าง Future Park มาเรื่อยๆ จนถึงรังสิตคลอง 2 สังเกตปั๊มน้ำมัน Pure ทางซ้ายมือ ร้านอยู่ในโครงการ Pure Place ค่ะ (ตรงป้อมยามทางออก)

== สิ้นสุดการคัดลอก ==

Link: www.bkkmenu.com


More Posts


ทาน
April 29, 2010

ทาน

New York I Love You
April 28, 2010

New York I Love You

SurfacePad Colors
April 27, 2010

SurfacePad Colors

ข้าวตู
April 25, 2010

ข้าวตู

Feline Leukemia
April 24, 2010

Feline Leukemia