ขอปิดท้ายทริปฉะเชิงเทราด้วยรูปชุดนี้
(รูปเยอะจริงๆ)
นั่งทำรูปไป แล้วก็ชอบรูปชุดนี้
ถ่ายจากบนรถไฟ หรือที่สถานีรถไฟ


– ต่อจากตอนที่แล้ว –

พอนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดจีนประชาสโมสรเรียบร้อย
พวกเราก็เดินข้ามถนนกลับมายังตลาดบ้านใหม่อีกครั้ง
ซึ่งก็ได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนที่นี่
รวมถึงอาหารอร่อยๆ มากมาย
เรียกได้ว่าแวะกิน แวะคุยกับชาวบ้านไปเรื่อย
เนื่องจากรูปเยอะ (มาก)
แมวดื้อแสดงรูปไปด้วย บรรยายไปด้วยเลยแล้วกันนะ

เริ่มจากถนนสายวัฒนธรรม
ตลาดนี้ อยู่คู่กับคนแปดริ้วมาตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5
ต่อมาการสัญจรทางน้ำได้ถูกลดบทบาทลง
ทำให้ศูนย์กลางการค้าขายได้เปลี่ยนแปลงไป
มีตลาดใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแทน
จนกระทั่งปี 2547 ได้มีการพัฒนาตลาดบ้านใหม่
ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว พลิกฟื้นวิถีตลาดริมน้ำ
ให้ฟื้นคืนอีกครั้ง

หากมาจากสถานีรถไฟ ก็จะเจอทางเข้าตลาดด้านทิศตะวันตก
มีป้ายโฆษณาโบราณให้พบเห็นกันด้วย

หากเป็นช่วงใกล้เที่ยง ยาวไปจนถึงบ่าย
ก็จะมีผู้มาจับจ่ายซื้อของในตลาดกันเป็นจำนวนมาก

แต่หากแวะไปวัดจีนประชาสโมสรก่อน
พอเดินข้ามถนนมา
ก็จะเห็นซอยเล็กๆ เข้าสู่ตลาดบ้านใหม่แบบนี้
โดยทางเข้านี้อยู่ทางทิศตะวันออกของตลาด

แผนที่
ทางเข้า ที่จอดรถ และการเดินทาง

แม่ค้าคนนี้ใจดี แนะนำสถานที่เที่ยว น่าสนใจอีกหลายที่

ที่ร้านขายข้าวหลาม, ไอศกรีมกะทิ และน้ำมะพร้าว

ข้าวหลามเนื้อนิ่มแต่แน่น
แม่ค้าใจดีแกะให้ชิมกันเลย

ไอศกรีมกะทิ ที่ใส่ในลูกมะพร้าวให้เลย
ส่วนน้ำมะพร้าวก็มีจำหน่ายเช่นเดียวกัน
แมวดื้อกับท่านแม่ เห็นพ้องต้องกันว่า
น้ำมะพร้าวเจ้านี้ ใสและหอมหวานมาก
หากใครแวะไปร้านจุกดี ร้านนี้จะอยู่ฝั่งตรงข้าม เยื้องกันเล็กน้อย

ไข่หมึกย่างไม้ละ 10 บาท
ย่างกันหอมๆ ตรงนี้เลย

ผัก ผลไม้ สามารถหาซื้อได้ในตลาดนี้เช่นเดียวกัน

ผลิตภัณฑ์จากพืช ผักและสมุนไพร
มีให้เลือกซื้อกันด้วย
แมวดื้อยังยืนอ่านสรรพคุณอยู่ตั้งนาน

ขนมสีหวานๆ มีมาให้ลิ้มลองกันตลอดเส้นทางในตลาด

หอยทอดโบราณ
ร้านนี้ท่าทางอร่อย
ลูกค้ายืนรอกันแน่นตลอด
เอิ้ก.. แมวดื้อขอถ่ายรูปนิดเดียว
ถึงขั้นอารมณ์ขึ้น ยกมือ ชี้นิ้วกันเลย

ขณะที่แมวดื้อเดินหลบแดดมาข้างร้านนี้
กลิ่นก๋วยเตี๋ยวเรือต้มยำมะนาวก็ลอยเข้ามา
เครื่องน่ากินทีเดียว

อ๊ะ.. คิดถึงส้มตำไก่ย่าง ไก่ย่างก็มา
พ่อครัว แม่ครัว ปรุงกันมือเป็นระวิง

ด้านนึงเป็นปลาเผา กับหอยแมลงภู่นึ่งสุกแล้ว
อีกด้านเป็นปลาสดๆ เป็นๆ ให้เลือกซื้อกันตามสะดวก

สารพัดขนมไทยจ้า
แม่ค้าใจดีให้ชิม (อีกหล่ะ)
ไม่หวานจนเกินไป กินได้เพลินเลยทีเดียว

หน้าร้านข้าวห่อใบบัวครูไพลิน
อีกร้านนึงที่แมวดื้อจดเอาไว้ในรายการ recommend จากหลายเว็บไซต์
หวานใจคุยกับแม่ค้าอยู่
ได้ความว่าลูกค้าเยอะมาก
ต้องสั่งล่วงหน้า 20-30 นาที แล้วค่อยแวะมารับทีหลัง

หน้าตาดูน่ากินจริงๆ

ดูวัตถุดิบกันก่อน
ไม่ธรรมดาเลย

เมื่อกี้มีหอยทอดโบราณแล้ว
จะไม่มีผัดไทโบราณก็ไม่ได้แล้วสิ
จะว่าไปแล้ว ร้านอยู่ในทำเลที่ไม่ค่อยมีร้านขายของกินเท่าไหร่
ก็เลยกลายเป็นว่าไม่สะดุดตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
แต่จากที่แมวดื้อเดินเข้าดู
มีเห็ดหอมด้วย
เห็ดหอมกับผัดไท จะเกี่ยวข้องกันยังไง
ต้องลองไปลิ้มลองกันเอาเองนะ

ขอพักแดดแป้บนึง
หวานใจ ท่านแม่ น้องลูกพรุน
หายตัวกันไปหมดแล้ว ซื้อของบ้าง ถ่ายรูปบ้าง
happy กันจริงๆ

ไข่นกกระทาร้อนๆ ที่ชวนกิน
เหยาะซีอิ้วนิด พริกไทยหน่อย
สุดยอดดดดด

ทอดมัน และไข่ระเบิด
โดยมีทั้งไข่ระเบิดที่เป็นไข่ไก่ ไข่เค็ม และไข่เยี่ยวม้า
เป็นอีกเมนูที่แมวดื้อจดมาอยู่ในรายการ recommend
แต่ไม่สามารถหาที่ว่างในท้องได้แล้ว
เอาไว้โอกาสหน้านะ
ไม่ซื้อ.. แม่ค้าอย่าเพิ่งโกรธ คว้ามีดเลย

ให้ดูกันจะจะ
ไข่ระเบิด
ด้านนอกจะเป็นพริกแกง (คล้ายทอดมัน)
คลุกกับข้าว ท่าทางน่าจะอร่อย

วุ้นหลากสี
ดูท่านแม่จะสนใจมาก สงสัยจะซื้อจะฝากเพื่อนๆ ที่โรงเรียน

บ้านเรือนแต่ละบล๊อค มีช่องว่างห่างกันนิดนึง
ใช้เป็นที่วางท่อระบายน้ำ และ เป็นทางเดินเชื่อมต่อถึงกัน
ช่วงกลางวัน แสงสวยมาก
เหมาะกับการถ่ายพอร์ทเทรตตรงนี้เลย

อีกด้านหนึ่งก็จะมีทางเดิน
ออกไปยังท่าน้ำ ริมแม่น้ำบางปะกง
ที่เห็นเป็นโต๊ะ – เก้าอี้
อันนี้เป็นร้านขายสลิ่ม และไอติมโบราณ
นั่งพักเหนื่อย พักแดด ที่ร้านนี้ได้
เป็นช่องลมพอดี บรรยากาศดีมาก

เดินมาที่สะพาน
อันทำให้นึกถึงสะพานที่ตลาดน้ำอัมพวา
ซึ่งมีกลุ่มวัยรุ่นมาถ่ายรูปกันแน่นไปหมด
แม้ว่าสะพานนี้จะแคบแค่พอเดินสวนกันได้
แต่ก็ไม่วาย มีนายแบบ นางแบบ โพสท่ากันตรงนี้เสมอ
ช่วงสาย ที่แมวดื้อเดินผ่านมาแล้วครั้งนึง
มีชาวบ้าน ขายปลา ปลาไหล เต่า นก
ให้ปล่อยปลา ปล่อยนก บนสะพานนี้เลย

ต่อจากรูปที่แล้ว
แมวดื้อลองถ่ายรูปมาให้ดูกันว่า
หากเป็นปลา เป็นเต่า เป็นปลาไหล
จะต้องถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำ ผ่านสไลเดอร์แบบนี้จะหวาดเสียวแค่ไหน

เดินมาจนเหงื่อออกท่วมตัว
เห็นป้ายแบบนี้
มีเหรอจะพลาด
หุหุ

ถึงเวลาจัดการของกิน ขนมต่างๆ ที่อยู่ในมือ
หวาน หอม เม็ดเล็กนิดเดียว ทำให้รู้สึกว่ากินไม่เยอะ
เพลินมาก

นั่งพักริมน้ำกันแบบนี้
มีปลาตัวใหญ่ ว่ายอยู่ในแม่น้ำ เยอะทีเดียว

ร้านที่มานั่งพักกัน
ขายน้ำผลไม้ ชาเย็น นมเย็น กาแฟ น้ำอัดลม
ราคาไม่แพงเลย

ของกินในมืออย่างต่อไป ที่จะโดนสำเร็จโทษ (ความอร่อย)

แอบถ่ายเข้าไปที่ห้องภายในร้าน
ยังคงสวยแบบเก่าๆ แม้จะทาสีขาวเข้าไปก็ตาม

หวานใจวิ่งกลับไปเอาข้าวห่อใบบัวมาแล้ว
จัดการกันได้เลย

แอบส่องบ้านอื่นดูบ้าง
จะเห็นได้ว่า บ้าน (หรือร้าน) เกือบทุกหลัง มีคนนั่งกันอยู่ตลอด
นับเป็นความใจดีของคนที่นี่
ที่ให้นักท่องเที่ยว หรือลูกค้า เข้าไปพักผ่อนในร้านหรือบ้าน
ในเมื่อเจ้าของบ้าน ต้อนรับเป็นอย่างดี
พวกเรา ในฐานะที่เป็นผู้มาเยี่ยม
ก็ควรจะไม่เสียงดังรบกวน และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
อย่าให้ต้องเป็นภาระเจ้าของบ้าน
ช่วยๆ กันนะ

เก้าอี้ที่นี่
แม้ว่ายางรองขาเก้าอี้จะสึกไปหมดแล้ว
แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะลื่นไถลไปไหน
มีตัวกันลื่นรุ่นประยุกต์

ใครว่าตลาดนี้ไม่มีกุ้งกิน อย่าไปเชื่อ
เผามาร้อนๆ กับน้ำจิ้มรสแซ่บ
ชวนน้ำลายไหลนะนี่

ร้านนี้เป็นร้านแรก
ที่อยู่ในรายการ recommend จากเว็บ ที่แมวดื้อจดเอาไว้
สำหรับห่อหมก ที่คุ้นเคยกันดี
แมวดื้อรู้จัก “แจงลอน” ครั้งแรก เมื่อครั้งไปตลาดหนองมน
เมื่อทราบว่ามีห่อหมกแบบห่อใบจาก
ก็ไม่พลาดที่จะอยากจะลิ้มลอง
เพราะกลิ่นของใบจาก นั้นจะเข้าไปยังเนื้อห่อหมกด้านใน
กินแล้วรู้สึกถึงความสดใหม่
ตอนแรกซื้อเป็นมัด แม่ค้าเห็นแมวดื้อถือแกว่งๆ เลยเรียกไปจัดให้เรียบร้อย
น่ารักจริงๆ เลย
รสชาดเข้มข้น ออกไปทางเผ็ด
ขนาดหวานใจ กินเผ็ด (มาก) อยู่แล้ว ถึงกับออกปากเลยว่าเผ็ดจริงๆ
แต่แมวดื้อชอบนะ

บ้านป้าหนูที่โด่งดัง
พวกเราแทบจะไม่ได้แวะบ้านป้าหนูเลย
เนื่องจากอิ่มกันมากแล้ว
และไม่ได้ใช้บริการเรือทัวร์ลำน้ำด้วย

หากใครมาไหว้พระที่วัดโสธรฯ
ก็สามารถนั่งเรือมาขึ้นฝั่งที่ตลาดบ้านใหม่
ตรงบ้านป้าหนูนี่แหละ
บ้านป้าหนู จึงเป็นบ้านใหญ่
มีทั้งร้านอาหารตามสั่งมื้อใหญ่ (จำพวกอาหารทะเล)
ชา กาแฟ ปาท่องโก๋ ในมื้อเช้า
บ้านป้าหนูมีอาณาบริเวณกว้างขวาง
พาลให้นึกไปถึงร้านเจ๊กิม ที่ผานกเค้า (ภูกระดึง)
ที่เป็นทั้งร้านอาหาร และจัดการเกี่ยวกับการขนส่งเดินทาง

บรรยากาศริมน้ำ นั่งกันสบายๆ
ไม่ร้อน ทั้งกลางวัน และช่วงเย็น
(มีพัดลม)

ร้านนี้อยู่ตรงข้ามร้านป้าหนู
ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นครัวของร้านป้าหนู
หรือว่าเป็นอีกร้านหนึ่ง
ด้วยความที่ทางเดินตรงนี้ค่อนข้างแคบ
เลยไม่สามารถหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้
แต่ดูจากข้าวของ และวัตถุดิบในตู้
รวมถึงแม่ครัว ที่ปรุงอาหารจนไฟลุกอยู่ด้านใน
เป็นอีกร้านนึงที่แมวดื้ออยากจะลิ้มลองเลยทีเดียว
ส้มตำร้านนี้ท่าทางจะอร่อย

เดินกลับมาที่แยก หน้าร้านห่อหมกใบจาก
เจอร้านไอติมโบราณร้านนี้
ไข่กี้ – กี้ไก่
ที่พาลจะอ่านไปเป็น
ไก่ขี้ – ขี้ไก่
อยู่ทุกที
เอิ้ก..เอิ้ก
แท่งละ 10 บาท
แต่ละแท่งไม่ได้มีรสเดียวนะ ดูดีๆ

ร้านสามแม่ครัว
ชื่อร้านพาลนึกไปถึงปลากระป๋องยี่ห้อนี้
ที่โด่งดังในอดีต
ร้านนี้ขายอาหารตามสั่ง
เห็นอาม่าอายุขนาดนี้ แต่ยังทำอาหารด้วยความคล่องแคล่ว
จาน ชาม หลากชนิด จัดเรียงอยู่ในตู้อย่างดี

เส้นทางนี้ ไม่ได้เป็นเส้นทางที่เป็นร้านขายอาหาร
แต่เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านที่นี่ใช้เดินกัน
คือเดินเข้าไปเป็นบ้านที่เค้าอยู่กันจริงๆ
มีโปสเตอร์ภาพยนตร์ โฆษณาต่างๆ เก่าๆ เต็มไปหมด
แมวดื้อคิดว่าถ้าเดินไปดูกันแบบเงียบๆ ไม่เสียงดังกัน ก็น่าจะโอเคนะ
บรรยากาศตลาดเก่า สวยมาก ยิ่งตอนแดดออก
แสงผ่านจากช่องตรงหลังคา ลงมาที่ทางเดินพอดี

หากใครเดินเข้าตลาดบ้านใหม่ ทางด้านตะวันตก
ก็จะพบกับร้านกาแฟร้านนี้อยู่ตรงหน้า
จำหน่าย ชา กาแฟ โบราณ
ช่วงเช้าจะมีปาท่องโก๋ และสภากาแฟ
ที่เรามักจะคุ้นเคยกับชาวจีน มานั่งจิบชา พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

ข้างๆ กับร้านกาแฟ แป๊ะเอ๊ย
ก็จะมีก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ตั้งอยู่
ลูกค้าแน่นร้านอยู่ตลอด
ทั้งพ่อครัวที่คอยปรุง คนจดรายการอาหาร และคนเสิร์ฟ
ต่างก็วุ่นกันตลอด
ร้านสะอาดสะอ้านดี
ใครยังเหลือท้องอยู่ แวะลิ้มลองกันได้

ไม่ใช่แค่พวกเราเท่านั้นที่อิ่ม (มาก)
หมาน้อย ยังกินอิ่ม นอนหลับ (สนิท)

ร้านนี้ตอนแรกขาย ขนมตาล กับขนมกล้วย
แค่ไม่กี่ชั่วโมง เหลือแต่ขนมตาลแล้ว
ขายดีจริงๆ

กล้วยแขก เกี๊ยวทอด
ไส้กรอก ลูกชิ้น ถุงทอง
และของกินนานาชนิด

ร้านขายของเล่นร้านนี้
มีแมวใส่ถ่านอยู่ด้วยนะ
นอนสบาย ไม่ลุกไปไหนเลย
แมวใส่ถ่านไง ต้องกดรีโมต
หุหุ

ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะ
อ้วนๆ กันทั้งนั้น
นอนกันสบายเลย

ขอปิดท้ายกันด้วยรูปนี้แล้วกัน
รูปเยอะมากกกกก

นึกถึงสมัยเด็กๆ
มีรถแบบนี้มาขายในซอยบ้านด้วย
อร่อยนะชอบ
วิ่งเอาชามที่บ้านไปใส่
ยืนปรุงที่รถ
ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังมีอีกไหม
(ไม่เคยเห็นเลยนะ)
อ้าว… เริ่มแก่..คุยความหลังแล้ว
ฟิ้ว..วว

:arrow: :arrow:


– ต่อจากตอนที่แล้ว –

หลังจากท้องอิ่มกันแล้ว
ก็เดินต่อไปยังท้ายตลาด
อันจะออกไปสู่ถนนใหญ่
หากข้ามถนนไป
ฝั่งตรงข้ามก็คือวันจีนประชาสโมสร
แมวดื้อก็ตั้งใจจะไปวัดนี้เหมือนกัน
แต่ว่าอยากเดินตลาดใหม่ให้เสร็จก่อน
พอท่านแม่ถามชาวบ้าน
รู้ว่าวัดนี้อยู่ตรงหน้า
ก็เลยจะไปเลย
แมวดื้อไม่อยากขัดใจท่านแม่
เลยพักตลาดบ้านใหม่ไว้ก่อน
ไหว้พระกันให้เรียบร้อย
เดี๋ยวค่อยกลับเข้าตลาด

พอเดินเข้ากำแพงวัด
ฝนก็เทลงมาเลย
แปลว่าติดฝนอยู่ที่วัด

มาเติมความรู้รอบตัวกันสักนิด
กับวัดจีนประชาสโมสร

วัดจีนประชาสโมสร หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “วัดเล่งฮกยี่” เป็นอารามแห่งมหายานนิกายเก่าแก่ และเป็นวัดจีนเพียงวัดเดียวในจังหวัดฉะเชิงเทรา บูรพาจารย์ผู้สร้างคือพระคณาจารย์จีนวังส์สมาธิวัตร (สกเห็ง) ปฐมเจ้าอาวาสแห่งวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ และปฐมบูรพาจารย์แห่งนิกายมหายานในประเทศไทย

คำว่า “ฮก” ในภาษาจีนเป็นคำมงคล หมายถึงโชคลาภ วาสนา ความมั่งมีศรีสุข คำว่า “เล่ง” หรือ “เล้ง” ภาษาจีนหมายถึงมังกร เมื่อรวมความหมายของคำว่า “เล่งฮกยี่” หมายถึง “มังกรวาสนา” บ้าง หรือ “มังกรแห่งโชค” บ้าง ดังนั้นชื่อวัดเล่งฮกยี่จึงเป็นนามที่เป็นศิริมงคล มีความหมายลึกซึ้ง ต่อมาภายหลัง ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงมีความเลื่อมใส ศรัทธาในพระคณาจารย์จีนวังส์สมาธิวัตร (สกเห็ง) อย่างมาก ได้เสด็จ ฯ ประพาสมณฑลปราจีนบุรี เพื่อเปิดเส้นทางรถไฟสายตะวันออก กรุงเทพ ฯ – ฉะเชิงเทรา และทรงเสด็จ ฯ เยี่ยมวัดเล่งฮกยี่ พระองค์ทรงพระราชทานเงินจำนวน 1 ชั่ง หรือ 80 บาท เพื่อบำรุงวัดพร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานชื่อวัดว่า “วัดจีนประชาสโมสร” อันมีความหมายว่า วัดแห่งนี้เป็นที่ชุมนุมของคนจีน โดยแผ่นป้ายชื่อพระราชทานยังได้รับการเก็บรักษาอย่างดีภายในวัด ดังนั้นวัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) จึงเป็นพุทธสถานศูนย์รวมจิตใจทั้งของคนไทยและคนจีนมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

การนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น
จะมีธูป เทียน และน้ำมัน
ก่อนอื่นต้องจุดเทียน (2 เล่ม) ก่อน
จากนั้นก็จุดธูป (ซึ่งเยอะมาก เป็นกำเลย)
แล้วค่อยๆ เดินนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามหมายเลขที่ระบุไว้
พอธูปหมดเรียบร้อย ก็ค่อยเอาน้ำมันไปเติม

หากเดินเอง อาจจะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที
แต่หากมีน้องๆ ภายในวัดคอยเดินตามให้คำแนะนำ
ก็จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

พระอมิตพุทธเจ้า
พระศรีศากยมุนี
พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า
เชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
ทั้ง 3 องค์สร้างขึ้นจากกระดาษนำมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

เซียนเทพเจ้าต่างๆ

พระพุทธโสธร
พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวแปดริ้ว
องค์จำลองหล่อด้วยสัมฤทธิ์ทองแดง
เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์ (กวนอิม)
พันหัสถ์ พันเนตร
อันแสดงถึงการทอดทัศนาเล็งเห็นทั่วโลกธาตุ
และพันพัสถ์แสดงถึงอำนาจในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์
ตามความเชื่อ หลังจากนมัสการแล้ว
ให้เอาเงินใส่เข้าไปในปากมังกร

พระเวทธรรมโพธิสัตว์ (อุ่ยท้อ)
พระพิทักษ์พระศาสนา
ผู้บูชาจะพ้นภัยพิบัติ มีสุขสมบูรณ์
และมั่งคั่ง ตามปรารถนาทุกประการ

เทพหลักเมือง
เป็นเทพประจำเมือง
มีหน้าที่ดูแลวิญญาณในเมืองหรือชุมชน

ท้าวกุเวรทหาราช
ปกครองทิศอุดรเป็นเจ้าแห่งยักษ์

ท้าวธตรัฏฐมหาราช
ปกครองทิศบูรพาเป็นเจ้าแห่งคนธรรพ์

ท้าววิรุฬหกมหาราช
ปกครองทิศทักษิณเป็นเจ้าแห่งกุมภัณฑ์

ท้าววิรุฬปักขมหาราช
ปกครองทิศปัจจิมเป็นเจ้าแห่งนาค

แปะกง แปะม่า
ผู้รักษาคุ้มครองภายในสถานที่

พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์
(มีเหล็กฮุด)
อำนวยพรให้มั่งมี ศรีสุข อุดมสมบูรณ์ด้วยลาภยศและเงินทอง

เทพไฉ่เซ่งเอี๊ย
เทพแห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง
และความร่ำรวย
ชาวจีนให้ความเคารพนับถือมาหลายพันปี

เอี๊ยอ้วงไต่ตี่, สิ่งล้ง
ราชาแห่งโอสถ และเทพแห่งกสิกรรม
กราบไหว้เพื่อให้หายจากอาการป่วย
ชาวเกษตรกรกราบไหว้ขอให้ผลผลิตงอกงาม

วิหารพระกวนอิมโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์ที่เงี่ยหูฟังเสียงโลก
เมื่อกราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส
พระองค์จะแผ่พระเมตตากรุณามาปลดเปลื้องทุกข์ของผู้นั้น

วิหารบูรพาจารย์
นมัสการ “พระสำเร็จ” สังขายของอดีตท่านเจ้าอาวาส
ซึ่งมรณภาพในท่านั่งวิปัสสนากรรมฐาน
ขอให้ประสบความสำเร็จในการเรียนและการงาน

พระอาจารย์จงฉื่อ
อดีตท่านเจ้าอาวาสองค์ที่ 6

พระอาจารย์กวยหลง
อดีตท่านเจ้าอาวาสองค์ที่ 2

พระตี่จังอ้วงโพธิสัตว์
พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ พระผู้โปรดสัตว์ที่อยู่ในนรก

พระตี่จั๊งอ๊วงโพธิสัตว์
ปางธุดงค์โปรดสัตว์

นอกจากนี้ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น
อาทิเช่น

พระสารีริกธาตุ
พระสารีริกธาตุที่บรรจุโดยคณาจารย์จีนฝ่ายธิเบต
อัญเชิญมาจากประเทศธิเบต

หมอเทวดาฮั่วท้อเซียนซือ
บรมครูแห่งการแพทย์และเภสัชกรแผนจีน

ระฆังจารึกบทสวดมนต์
ระฆังหล่อจากแต้จิ๋ว
น้ำหนักกว่า 1 ตัน
ที่รอบระฆังมีอักษรมหาปรัชญาปารมิตราสูตร
ถือกันว่าผู้ใดตีระฆังก็เหมือนกับการสวดมนต์

แฮ่ก…แฮ่ก
พิมพ์เหนื่อยเลย
ข้อมูลจากเอกสารแผ่นพับที่ทางวัดแจกมา
ท่านแม่บอกเกร็ดเพิ่มเติมว่า
วัดนี้เป็นวัดที่จะจุดไฟ (เทียน) ไว้ตลอดทั้งปี
ไม่มีการดับเลย
ใครที่ไปเที่ยวตลาดบ้านใหม่
ก็อย่าลืมแวะไปนมัสการ เพื่อความเป็นสิริมงคลกันนะ

– โปรดติดตามตอนต่อไป –


– ต่อจากตอนที่แล้ว –

เนื่องจากเห็นว่ามีรูปจำนวนมาก
เลยขอรวมไว้เป็นชุดๆ ก็แล้วกันนะ
หุ..หุ

จากตอนที่แล้ว
รถไฟก็ได้ออกเดินทาง
ดูท่าทางสมาชิกแก๊ง
จะตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
กดชัตเตอร์กันไปเรื่อย
ข้างทางที่รถไฟผ่าน
ก็มีเรื่องราวชีวิตมากมาย
เป็นที่น่าสนใจ
สำหรับมนุษย์ออฟฟิศอย่างพวกเราเสียจริง

ท่ามกลางสถานีรถไฟใหญ่ และใหม่
อันจะเป็นสถานีที่จะเชื่อมต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ
ก็มีชุมชนอยู่มากมาย
มีสังคมที่อยู่กันอย่างพอเพียง
เด็กๆ เล่นกันไปตามประสา
โตขึ้นมาหน่อยก็ตกปลาริมบึง
ดูคล้ายเวลาเดินช้าลง

พอจะผ่านสถานีใหญ่ๆ
ก็เริ่มมีผู้โดยสารมากขึ้น
ขนาดยังไม่ออกจากกรุงเทพเลย
ก็มีผู้โดยสารยืนกันแล้ว

พวกเราก็เม้าท์ๆ
ตะโกนคุยกันไปเรื่อย
ยังไม่ทันไร
ท่านแม่ก็ถามว่าลงสถานีไหน
เพราะถึงสถานีฉะเชิงเทราแล้ว
(แต่รถไฟวิ่งไปต่อ ปลายทางกบินทร์บุรี)
รีบเก็บของวิ่งลงจากรถไฟกันทันที

เมื่อตอนออกจากสถานีหัวลำโพง
ท้องฟ้าสว่าง แดดเริ่มร้อน
แต่พอมาถึงฉะเชิงเทรา
ท้องฟ้าขะมุกขมัว
มีเมฆดำให้ได้ลุ้นว่าจะตกตอนนี้หรือเปล่า

แวะเข้าห้องน้ำห้องท่ากันให้เรียบร้อย
ก่อนเดินทางต่อ
จุดหมาย “ตลาดบ้านใหม่”

หากอ่านข้อมูลตามเว็บไซต์
เมื่อเดินทางมาถึงฉะเชิงเทราแล้ว
จะเดินทางแบบนี้
สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา -> วัดโสธรวรารามวรวิหาร
(เดินทางโดยรถโดยสาร)
ไหว้พระ ทำบุญเรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่อ
วัดโสธรวรารามวรวิหาร -> ตลาดบ้านใหม่
(เดินทางโดยเรือ ล่องแม่น้ำบางกะปง)
จากนั้นก็นั่งรถโดยสารกลับมายังสถานีรถไฟฉะเชิงเทรา

แต่แมวดื้อคิดว่า
หากเดินทางแบบนั้น
ก็จะถึงตลาดบ้านใหม่ ช่วงเที่ยง
ซึ่งคนน่าจะเยอะ
ก็เลยคุยกับสมาชิกแก๊งว่า
จะไปกันที่ตลาดบ้านใหม่ก่อน
นั่งร้านกาแฟกันตอนเช้า ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

พอขึ้นรถสองแถวได้
(ค่าโดยสารคนละ 8 บาท)
ฝนก็ตกลงมาทันที
สมาชิกก็เลยต้องเก็บกล้องที่คล้องคอกันหมด

พอลงจากรถสองแถว
ก็วิ่งข้ามถนนเข้าตลาดบ้านใหม่
เมื่อเราอยู่ในตลาดบ้านใหม่ ก็จะไม่เปียกฝน
เพราะจะมีผ้าใบหรือหลังคา ให้เดินกันได้อย่างสบาย

เนื่องจากฝนตก
แสงขะมุกขมัว
ไม่มีแดด
ก็เลยไม่มีการถ่ายรูปกัน ณ ขณะนั้น
แต่ซื้อของ (กิน) กันเต็มไปหมด
เดินเรื่อยกันจนมาถึงหน้าร้าน
“ร้านจุกดี”
แมวดื้อที่หาข้อมูลมาแล้ว
ก็เดินนำเข้าร้านนี้ทันที
ซึ่งขอบอกว่า
“แนะนำ.. อย่าให้พลาด”
เลยทีเดียว

ร้านนี้เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ
ซึ่งหากินได้ยากมากในกทม

ถ้าเดินมาถึง
เห็นหม้อต้มใหญ่ๆ แบบนี้
แวะเข้าไปข้างในได้เลย

เนื่องจากเริ่มหิวแล้ว
ไม่ค่อยอยากจะหยิบกล้อง D-SLR
ก็เลยขอใช้ไอโฟนถ่ายในร้านนี้แล้วกันนะ

ร้านนี้ถึงแม้จะบอกว่าขายก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ
แต่ก็มีเมนูข้าวให้เลือกอร่อยกันด้วย

เมนูข้าวทั้งสี่
น่ากินทั้งนั้นเลย
ราคาไม่แพงด้วย

อันนี้เมนูสำหรับก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ
ที่จะมีน้องๆ พนักงานคอยให้ข้อมูลอยู่
ว่าแต่ละเมนูจะสั่งยังไง กินยังไง ลักษณะออกมาแบบไหน
เพราะถ้ามากันหลายคน
เขียนใส่กระดาษ (ติ้กเป็นช่องๆ) อาจจะงงกันได้

หลังจากงงกับเมนูละลานตากันไปแล้ว
พวกเราก็เริ่มทยอยสั่งอาหารกัน
เริ่มจากน้ำกันก่อน

น้ำดอกไม้ สมุนไพร
กินหอม สีสันสดใส

ข้าวหน้าไก่กอและ

ข้าวน้ำพริกลงเรือ

เมนูข้าวจะมาพร้อมกับซุปแบบนี้

การสั่งก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ
ก็สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นชุด 5 ชิ้น 10 ชิ้น หรือ 14 ชิ้น
ซึ่งจะมีให้เลือกไส้ทั้งหมด 14 ไส้

แมวดื้อสั่งก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ ชุด 5 ชิ้น กับซุปต้มเลือดหมู

หวานใจสั่งก๋วยเตี๋ยวปากหม้อชุด 10 ชิ้น กับซุปต้มกระดูกหมู

มาดูซุปที่กินกับก๋วยเตี๋ยวปากหม้อกันอีกที
ซึ่งจริงๆ แล้ว หากใครต้องการกินแบบแห้ง
ก็ไม่ต้องสั่งซุปก็ได้
แต่พวกเราแก๊งปากมัน ก็สั่งมาลิ้มลองกันเกือบทุกแบบ

ซุปต้มเลือดหมู

ซุปกระดูกหมู

ซุปลูกชิ้นน้ำใส

จากที่ซัดโฮกกัน 4 คน
แมวดื้อ – หวานใจ – น้องลูกพรุน – ท่านแม่
นอกจากที่มีรูป
ก็มีข้าวผัดน้ำพริกลงเรือของท่านแม่
ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อชุดใหญ่ของน้องลูกพรุน
และน้ำเปล่า
เบ็ดเสร็จ เสียค่าเสียหาย 225 บาท
โอ้ว.. บร๊ะจ้าว
อิ่ม อร่อย กันจนแน่น
ราคาแค่นี้

ปิดท้ายเอนทรีนี้
ด้วยขนมถ้วย ที่ซื้อติดมือมาตั้งแต่ตอนเดินเข้าตลาดบ้านใหม่มา
ซึ่งทุกคนลงความเห็นว่า
“เนื้อเนียน”
อร่อยมาก

พอกินกันเรียบร้อย
ก็ได้มีโอกาสคุยกับเจ้าของร้าน
ที่ขมักเขม่นทำก๋วยเตี๋ยวปากหม้ออยู่
ท่านแม่ถามว่า ชื่อ” จุกดี” มาจากไหน
หมายถึง กินแล้ว “จุก” “ดี” หรือเปล่า
ก็ได้รับคำตอบว่า
ชื่อร้านมาจากชื่อ บิดา – มารดา ของเจ้าของร้าน
แหม.. รู้สึกถึงแนวคิดของคนเก่าแก่
ที่ใช้ชื่อบิดา – มารดา มาใช้ตั้งชื่อต่างๆ
นอกจากจะแสดงถึงความกตัญญูแล้ว
บางครั้ง ยังนำเอาชื่อเสียง บารมี
ของบิดา – มารดา มาใช้
ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย
เจ้าของร้าน และพนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส
(ดูเหมือนจะเป็นลักษณะของคนที่นี่เลยก็ว่าได้)
ใจดีให้คำแนะนำ และเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง

ลป (ลืมไป)
โต๊ะท้ายร้านจะหันหน้าออกสู่แม่น้ำบางปะกง
อิ่ม อร่อยไป นั่งชมวิวทิวทรรศน์ไป

:lol: :lol:

– โปรดรอติดตามตอนต่อไป –


– ต่อจากตอนที่แล้ว –

ใกล้เวลา 08.00 น.
พวกเราก็เพิ่งเดินไปซื้อตั๋ว
โดยมิได้หวั่นวิตก
ว่าตั๋วอาจจะเต็ม หรือไม่มีการเดินรถแต่อย่างใด
ชิลมาก (เกินไปหรือเปล่า)

:cry::cry:

จนแมวดื้อเดินเข้าไปที่เคาเตอร์จำหน่ายบัตรโดยสาร
พอไปว่าเดินทาง 4 คน
พี่พนักงานก็พิมพ์บัตรโดยสารมาให้ 2 แผ่น
แมวดื้อเดินกลับมา
ก็ยังงงๆ
ท่านแม่เลยทักว่า น่าจะมีอะไรผิดพลาด
แต่แมวดื้อก็ยืนยันว่าได้บอกพนักงานว่าเดินทาง 4 คน
ไม่รู้ว่าเม้าท์กันเสียงดังเกินไปหรือเปล่า
พี่พนักงาน (คนเดิม) เลยเรียกให้ไปรับอีก 2 ใบ
(ตกลงพี่พนักงานผิด ที่พิมพ์ออกมาให้แค่ 2 ใบ)
ค่าโดยสารทั้งหมด 4 คน => 0 บาท
รถไฟฟรี.. เย้

:razz: :razz:

จากนั้นก็เดินขึ้นรถไฟที่จอดรออยู่แล้วได้เลย
เลือกที่นั่งตามสะดวก
แมวดื้อก็อาศัยจังหวะนี้ถ่ายรูปมาได้จึ้กนึง
ก่อนรถไฟจะออกเดินทางช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย
เหตุเกิดจากต้องซ่อมแซมทางเดินระหว่างโบกี้
(เชื่อมเหล็กกันที่สถานีเลย)

:o :o

ชานชลาที่ 5
ผู้โดยสารยืนรอรถไฟกันอยู่
แมวดื้อไม่ได้จัดฉากให้แต่ละคนยืนตำแหน่งแบบนั้นนะ
เค้ายืนกันเอง

:roll: :roll:

รถไฟที่ไปฉะเชิงเทรา
จุดหมายปลายทางสิ้นสุดอยู่ที่กบินทร์บุรี
ดังนั้น จึงไม่เหมาะที่จะนั่งแล้วหลับเลย
อาจเลยไปถึงกบินทร์บุรีได้โดยไม่รู้ตัว
รถไฟจอดอยู่ที่ชานชลาที่ 6
ถ้าไปโรงเรียนฮอกวอร์ต ต้องเดินไปที่ชานชลาที่ 9 3/4

ขบวนนี้ไม่ผิดแน่นอน
ขึ้นเลย

รถไฟขบวนสายธรรมดา
มีพัดลมให้ด้วย
มีที่นั่งเหลือพอสมควร
แต่ควรเผื่อเอาไว้ให้ผู้โดยสารที่ขึ้นกลางทางด้วย

ชานชลาข้างๆ
จอดรอผู้โดยสาร
พร้อมออกเดินทาง
ตามเวลาที่กำหนด

รถไฟก็มีโฆษณากับเค้าเหมือนกัน
ไม่ใช่จะมีแค่รถไฟฟ้า

ปู๊น ปู๊น
ได้เวลาออกเดินทางได้

– รอติดตามตอนต่อไป –


More Posts


The Vampire Diaries
September 12, 2009

The Vampire Diaries

ถนนคนเดิน 3 แพร่ง
September 12, 2009

ถนนคนเดิน 3 แพร่ง

Solar tree
September 11, 2009

Solar tree

เสือนอนกิน
September 11, 2009

เสือนอนกิน

Restaurant City Farmland
September 10, 2009

Restaurant City Farmland