คอนเสิร์ตนี้ น่าสนใจ
แต่ที่จริง ไม่ได้ปลื้มเพลง มากเหมือนอัลบั้ม Million Way to Love
อีกอย่างมีปัจจัยหวาดระแวงสองประการ
1.กลัวเป็นแบบคอนเสิร์ต loveis ที่เขาใหญ่
2.ดันจัดวันอังคาร-พุธ จะไปได้ไหมเนี่ย
ไกล ไปก็ยาก กลับก็ลำบาก
เลยแวะมาบอกข่าว เผื่อใครสนใจ

LOVEiS Present 15th Anniversary
BOYdPOD BITTERSWEET Once in a Life Time Concert : ช่วงที่ดีที่สุดอีกครั้งในชีวิต
ร่วมบันทึกความทรงจำกับ BOYdPOD Bittersweet Once in a Lifetime Concert”

ในหนึ่งชีวิต คนเราจะมีช่วงเวลาที่น่าจดจำสักกี่ครั้งกัน?
ขอเชิญมาร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ทุกคนจะจดจำเอาไว้ว่า…
นี่คือช่วงที่ดีที่สุดอีกครั้งในชีวิต ทั้งของพวกเราและของคุณ
“BOYdPOD Bittersweet Once in a Lifetime Concert”

 

15-16  กรกฎาคม  นี้  1  ทุ่มตรง  ที่อิมแพค อารีน่า  เมืองทองธานี
บัตรราคา  2500,2000,1500,1000,700 บาท
ขายบัตรล่วงหน้าตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2551 – 24 พฤษภาคม (เฉพาะลูกค้า KTC และ True music )
เริ่มขายบัตรปกติ 25 พฤษภาคม 2551 – 16 กรกฎาคม 2551
ซื้อบัตรได้ที่ Thai Ticket Major ทุกสาขา หรือเข้าไปที่ ThaiTicketMajor


วันเกิดปีนี้ ตั้งใจว่าจะไปทำบุญ ตั้งแต่เมษาฯ
ไหว้พระเก้าวัด (รอบเกาะรัตนโกสินทร์)
อยุธยา
สุพรรณบุรี
ผ่านทริปไปหลายครั้ง ก็ยังไม่ได้ทำบุญจริงๆ จังๆ เสียที

วันพระใหญ่ อย่างวิสาขบูชา
ก็ไม่พลาดที่จะจัดทริปขึ้นมา
แต่แล้วด้วยฟ้าฝนไม่เป็นใจ
ทำให้สมาชิกทั้งหลาย cancel กันหมด
ตอนแรกก็ว่าจะล้มเลิกความตั้งใจไปเหมือนกัน
แต่ด้วยวินาทีสุดท้าย ที่อะไรอะไร มันอยู่ในหัวเต็มไปหมด
ก็หันหน้าเข้าวัดเสียบ้าง

วัดสุทัศน์

หลังจากเวียนเทียนกันเสร็จแล้ว
ก็ไปต่อกันที่วัดสระเกศ (ภูเขาทอง)

นับว่าเป็นทริปที่ใช้เวลาสั้นมาก
ออกไปตอนหกโมงเย็น
กลับมาตอนห้าทุ่ม
อิ่มบุญ อย่างบอกไม่ถูก
(แต่ท้องไม่อิ่มนะ ต้องกลับมาต้มมาม่า ฮ่า..ฮ่า)


หลังจากสะสมความอยากอาหารต่างๆ มาตลอดทั้งสัปดาห์
วันนี้ก็เลย กินโน่นกินนี่ไปเรื่อย
อยากกินไปหมด
ที่สำคัญ แม้ท้องจะตึงๆ แต่ว่าปากมันก็ยังอยากอยู่
ฮ่า..ฮ่า

เริ่มจากข้าวแกงที่สวนรถไฟ
ต้มข่าไก่
ผัดวุ้นเส้น
หมูสะเต๊ะ
กระดกโค้กแต่เช้าเลย

กินเสร็จ
เดินไปซื้อขนมครกมากินอีก 😛

มื้อแรกตึงๆ ok
จากนั้นก็ไปปั่นจักรยานในสวนรถไฟ
ปั่นไปหลายรอบจนเหงื่อเริ่มออก
เลยแวะไปนั่งตากแอร์ที่ร้านฐิตารีย์

สั่ง Espresso ร้อน

หลังจากพักผ่อนหายเหนื่อยแล้ว ก็ออกไปปั่นจักรยานอีกรอบ
คราวนี้ ฝนฟ้าไม่เป็นใจ (เป็นไปดังความต้องการของพี่เสือ ฮ่า..ฮ่า)
มาหลบฝนที่ร้านฐิตารีย์อีกรอบ ตาก็ไปสอดส่อง อยากกินเฟรนฟราย์ซะอีก

พอได้เวลา.. แดดออก
เลยออกจากสวนรถไฟ ไปต่อที่ตลาดนัดสวนจตุจักร
ขณะเดินอยู่ในสวน ก็บ่นกับน้องลูกพรุนว่าอยากกินโน่นกินนี่ไปหมด
** แถมไปเดินในดงของกินอีกต่างหาก เอิ้ก..เอิ้ก **

หลังจากนั้นก็ไปรอหวานใจที่ MBK
พอเดินเข้า MBK ได้ ก็เข้าร้านกาโตว์ทันที 😛
ขนมปังนมสด
ขนมปังไส้กรอก
น้ำอัดลม (เช่นเคย)

พอหวานใจมา ก็ชวนไปกินของคาวต่อ
ก็เลยไปต่อกันที่ ขนมจีน..บางกอก

คราวนี้ชุดใหญ่เลย
ขนมจีนน้ำพริก
ส้มตำ
หมูทอด
ไก่ย่าง
อิ่มสุดๆ แต่ก็ยังไม่วาย เหลือบไปมอง ป้ายแนะนำเฉาก๊วย อยู่ตลอด
สุดท้าย.. ตัดใจไม่สั่ง (กลัวจะท้องแตกตายซะก่อน ฮ่า..ฮ่า)

เดินดูไอโฟนและอุปกรณ์เสริมสักพัก
ก็เย็น ถึงเวลาไปถ่ายรูปต่อ ที่สะพานลอยเชื่อมต่อ MBK – Siam
มีคนสนใจจำนวนนึง คริคริ
หลังจากนั้นก็ไปต่อกันกับ i-berry ที่พารากอน
พักกันพอหายเหนื่อย มองเวลาก็ใกล้ที่จะได้แยกย้ายกันกลับ
พรุ่งนี้ก็นัดตะลุยกันต่อ 😛
แวะเข้า gourmet market ของ paragon ตุนเสบียงสำหรับอาทิตย์นี้ไว้ซะหน่อย
จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ

แมวดื้อไปส่งหวานใจที่บ้าน
พอถึงบ้านหวานใจ แมวดื้อกับหวานใจ ก็ลุย mint cupcake กัน
ต่อด้วยแหนมตุ้มจิ๋ว และ kitkat กันอีก

ห้าทุ่มกว่า แมวดื้อมาถึงบ้าน
เปิดคอม เช็คเมล์ ดูรูปแบบผ่านๆ (เพราะง่วง)
ก่อนนอน ก็ยังไม่วายกินไส้กรอกที่เพิ่งซื้อมา กับนมก่อนนอน (ไหนว่าง่วงฟร่ะ)

 

== ท้องจะแตกไหมเนี่ย ==
= เริ่มแน่น =


การถ่ายรูปอีกแนวหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ
อยากทำได้บ้าง
รู้่ว่าไม่โปร
แต่ก็อยากลองศึกษาดู
บทความจากเว็บไซต์ www.bwthai.org

 

Still-life หรือ Still Life จากคำแปลของ “ศัพท์บัญญติวิชาการถ่ายภาพ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” ปี 2530 ได้ให้ไว้ว่า… “1.ภาพหุ่นนิ่ง, 2.ภาพชีวลักษณ์ หรือภาพเลียนแบบธรรมชาติ”

แต่ผมอยากจะอธิบายว่า Still Life คืออะไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่า เราถ่ายภาพแบบ Still Life ไปทำไม เพื่ออะไร และมันควรจะเป็นอย่างไร หรือแสดงให้ผู้ชมเห็นอะไรมากกว่า … นะครับ
ไม่เป็นการยากเลยในการที่เราจะทำความเข้าใจ ในความหมายของมัน หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการถ่ายภาพ Still Life และก็สามารถที่จะถ่ายให้ดีได้อีกด้วย ผู้ที่ศึกษาทางด้านศิลปะ มาคงจะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว อาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำไป ส่วนใครที่มีภูมิหลังในเรื่องของงานศิลปะอยู่บ้าง หรือว่ามีความเข้าใจในเรื่องศิลปะพอสมควร ก็คงจะเข้าใจมากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าผู้ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ไม่เคยผ่านในเรื่องของงานศิลปะมาก่อน จะเข้าใจยากกว่า หรือผลิตงานได้ไม่ดีเท่า… จะดีหรือไม่ ในระดับใดนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา หาความรู้กันเอง ไม่มีใครบอกให้ได้ว่า ถ่ายอย่างไรจึงจะดีกว่ากัน

เพื่อที่จะให้เป็นที่เข้าใจง่ายขึ้น สำหรับทุก ๆ คน จึงอยากจะขอเกริ่นที่มา และที่ไปของ Still Life เพียงเล็กน้อย เพื่อที่เราจะได้รับทราบ และเข้าใจจุดประสงค์ของการวาดภาพ หรือการถ่ายภาพ Still Life ว่าทำไปเพื่อเหตุผลอันใดบ้าง…

ในปัจจุบัน ความหมายหรือจุดประสงค์ของการถ่ายภาพ Still Life อาจจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว ก็เป็นได้… เท่าที่ได้อ่านบทความของท่านผู้รู้บางท่าน และจากภาพที่ได้เห็นในการแสดงนิทรรศการ และจากการประกวดหลาย ๆ แห่ง… จะอย่างไรก็ตาม ผมยังมีความรู้สึกเดิม ๆ ของการถ่ายภาพ Still Life อยู่ และก็ยังถ่ายภาพตามเดิมอยู่

Still Life เป็นงานที่เริ่มมาจากภาพวาด และภาพเขียน (Painting และ Drawing) ตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 15 แต่มาโด่งดังเอาเมื่อในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยเหล่าจิตกรชาว Dutch ที่เลื่องลือในฝีมือ และที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการใช้แสง และการจัด (Lighting and Composition) ที่เรียกกันว่า Dutch Masters ซึ่งได้ผลิตงานที่มีความสวยงามเอาไว้มากมาย ในงาน Still Life อันแสดงให้เห็นถึงความสามารถ และความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเข้าใจในสิ่งที่จะวาด ในเรื่องของการจัดองค์ประกอบ และในเรื่องของการใช้พื้นที่ ซึ่งทำได้ดีกว่าจิตรกรชาติอื่นๆ ในยุคนั้น สมัยนั้นอย่างมาก

งาน Still Life ที่ดีย่อมขึ้นอยู่กับรสนิยม การวางแผนล่วงหน้า และในเรื่องของการเลือก Subject, Background, Composition และ Lighting ที่ดีครับ… แม้ว่าการถ่ายภาพ Still Life จะเป็นเรื่องของการ จัด/สร้าง ฉากขึ้นมา แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การตัดสินใจ และการควบคุมของช่างภาพทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เหมือนกันหมด หรือแม้แต่จะได้ทีเท่ากัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการถ่ายภาพของสิ่งเดียวกันก็ตาม ดังนั้น การถ่ายภาพในสาขานี้จึงอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นหนึ่งในสาขาที่มีความยากก็ว่าได้ เพราะว่าจะได้มาถึงตรงนี้ นักศึกษา หรือผู้ที่มีความสนใจทางด้านการถ่ายภาพทุกคน จะต้องเรียนรู้ และ ได้ผ่านมาแล้วในเกือบจะทุกสาขาของการถ่ายภาพ และจะต้องนำความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เรียนรู้และศึกษามา มาใช้ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ

การจัดเลือหาสิ่งของมาจัดถ่าย (Objects)
ความรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะถ่าย (Subject)
ความสามารถในการผูกเรื่องของสิ่งของที่มี (Narrative/Telling Story)
ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอภาพ (Creativity)
ความสามารถในด้านการจัดองค์ประกอบ (Arrangement)
ความรู้และความสามารถในด้านการจัดสร้างภาพ (Composition)
ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในฉาก (Space)
ความเข้าใจในเรื่องการสร้างมิติ (Dimension/Perspective)
รู้จักและเข้าใจในเรื่องแสงเป็นอย่างดี (Lighting)
รู้จักและเข้าใจพื้นผิวของวัสดุที่นำมาใช้ใน Set (Textures and Surface)

เนื่องจากการใช้ฟิล์มต่างกับการใช้สี ช่างภาพจะต้องเข้าใจในเรื่องของฟิล์ม ว่าจะสามารถเก็บรายละเอียด ในส่วนสว่าง (Highlights) และในส่วนเงา (Shadows) ได้มากน้อยเพียงไร ฟิล์มและเลนส์ที่จะใช้ในการถ่าย มีความสามารถในการเก็บรายละเอียด ในส่วนที่กล่าวมาได้มากน้อยเพียงไร ความสั้น-ยาวของเลนส์ จะมีผลอย่างไรต่อมุมมอง ยังมีเรื่องความคลาดเคลื่นของสี (Colour Cast) ของสิ่งที่จะถ่ายมาเกี่ยวข้องอีกด้วย และหากว่าใช้ Background ที่มีความซับซ้อน ทั้งในเรื่องของสี และลวดลาย (Pattern) ความต่างกันทั้งรูปร่าง ขนาด สี ของสิ่งที่จะถ่าย จะให้น้ำหนักในการมองต่างกัน และเมื่ออยู่ใน Set เดียวกันแล้ว ก็จะต้องมีความหมาย หรือมีเรื่องราวที่เข้ากันเสมอไป

เรื่องของการให้แสงในการถ่ายภาพ Still Life ก็เช่นเดียวกันกับงานจิตรกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นแสงนุ่ม มาจากด้านข้าง ประมาณ 45 องศา เพื่อที่จะได้สาดส่องแสดงให้เห็นถึง Texture และ Surface รวมทั้ง Shape และ Form ของ Object/Subject ด้วย สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เงาจากของชิ้นหนึ่ง เมื่อไปทาบกับของอีกชิ้นหนึ่ง ก็ไม่ควรจะมืดจนมองไม่เห็นรายละเอียดของชิ้นที่ถูกทาบ ในบางครั้งอาจจะมีการใช้แสงที่ค่อนข้างแรงในบาง Set ซึ่งจะให้เงาที่เข้ม มีขอบชัดเจน แต่ก็มักจะใช้กับการถ่ายสิ่งที่อยู่ใน Set เล็ก หรือต้องการใช้เงาเป็นส่วนหนึ่งของ composision หากมีความเข้าใจในการใช้ Reflectors ประเภทต่างๆ ความเข้าใจในเรื่องของการชั่งน้ำหนักของแสงด้วยสายตา และความเข้าใจในเรื่องของมุมตก และมุมสะท้อนของแสง ก็ช่วยให้ช่างภาพผู้นั้นได้เปรียบในการผลิตงาน กว่าผู้อื่น… อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะมีฝีมือระดับใด ก็สามารถที่จะถ่ายภาพ Still Life ได้ด้วยกันทุกคน หากให้ความสนใจกับสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้… ส่วนจะดีในระดับใด ก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และความเข้าใจของแต่ละคนไป

เนื่องจากวิชาการถ่ายภาพ เป็นเรื่องของการลอกเลียนแบบมาจากภาพเขียน ดังนั้น การศึกษาวิชาการถ่ายภาพ ในทุกสาขาในสถาบันที่มีการสอนการถ่ายภาพเป็นวิชาหลัก ในระดับปริญญาในต่างประเทศ จึงต้องให้นักศึกษา ได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นไป และที่มาของงานศิลปะประเภทต่างๆ (History of Art) ของแต่ละยุค แต่ละสมัย ตั้งแต่สมัย Ranaissance (ศตวรรษที่ 14 – 16) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาของงาน และมุมมองของจิตรกร อีกทั้งรสนิยมของประชาชน… นักศึกษาที่เลือกเรียนการถ่ายภาพแขนง Still Life จำเป็นที่จะต้องเรียนวิชาบังคับ ที่ไม่เกี่ยวกับการถ่ายภาพเพิ่มขึ้นอีก 2 วิชาคือ ภาพวาดและภาพเขียน นอกเหนือไปจากวิชาประวัติศาสตร์ของงานศิลปะ เพื่อที่จะได้เข้าใจในเรื่องของ Perspective การตกและการสะท้อนของแสง การสะท้อนแสงของสีต่างๆ ใน Set ในเรื่องของน้ำหนักของโทนในส่วนของ Shadows ฯลฯ และผู้ที่จะเรียนถ่ายภาพ Food Photography ก็จะต้องผ่านการเรียน Still Life Photography มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี

การสร้างงาน Still Life ของจิตรกร ในสมัยโน้น ก็คือการสร้าง Portfolios ให้กับตัวเองนั้นเอง มันเป็นการแสดงให้ลูกค้า หรือผู้ที่จะมาว่าจ้าง ได้เห็นถึงความสามารถของจิตรกรผู้นั้น ว่าความละเอียดในการมอง ความรอบคอบในการจัด หรือใช้สิ่งของ มีความเข้าใจในการสร้าง หรือผูกเรื่องราว รู้จักสร้างความเกี่ยวพันที่ดีของสิ่งของต่างๆ รู้จักจัดองค์ประกอบและ เข้าใจในเรื่องของการให้แสงเป็นอย่างดี… ในส่วนของการถ่ายภาพก็เช่นกัน ช่างภาพก็จะต้องเข้าใจเฉกเช่นเดียวกันกับจิตรกร ดังนั้นเรามักจะเป็นว่าใน Portfolio ของช่างภาพมืออาชีพ จะมีภาพ Still Life ติดอยู่ด้วยเสมอ เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงรสนิยม ความรู้ และความสามารถของช่างภาพเช่นกัน

Link: www.bwthai.org


ตอนนี้อะไรๆ ก็แพง
หาของกินแต่ละที ก็คิดอยู่นั่นแหละ ว่าจะอิ่มหรือเปล่า (ฮา)
คือแพงแน่ๆ หรือซื้อมา มันได้น้อยแน่ๆ (เมื่อคิดกับเม็ดเงินที่จ่ายไป)
ความซวยมันก็มาตกอยู่ที่พยาธิในท้อง
ว่าจะหิวเป็นซอมบี้แค่ไหน
ยิ่งเดี๋ยวนี้แมวดื้อชอบอยู่ดึกๆ
ท้องเจ้ากรรม มันก็เริ่มจะร้องตอนเที่ยงคืน
ประหนึ่งเป็นน้องซิน
รีบผละจากเจ้าชาย กลับไปกินปลาร้าที่บ้าน
(อาหารที่วัง คงไม่อร่อย :P)

วันนี้ได้ฟังข่าว
แว่วมาอีกว่า ค่าโดยสารรถประจำทาง จะปรับขึ้นอีกระลอก
รถโดยสารประจำทาง ครีมแดง ปรับขึ้นอีก 1.50 ไปเป็น 8.50 บาท
รถร่วมบริการ ขยับไปเป็น 10 บาท
รถโดยสารปรับอากาศประจำทาง ขยับเริ่มต้นไปที่ 15 บาท
จากเดิม 14-28 บาท จะกลายเป็น 15-27 บาท
โหดมาก!!
แต่ก็ดี ต่อไป คนเมืองจะได้พูดคุยกันมากขึ้น
ยืนรอแท๊กซี่หน้าห้าง จะกลับบ้าน ก็ลองคุยกับคนข้างๆ เผื่อไปทางเดียวกัน ช่วยกันหาร
ไปคนเดียวเปลืองตัง ยืนรถเมล์ก็แพง (ไม่ได้นั่ง ที่จะยืนก็แทบไม่มี)
ขับรถไปจอดลานจอดรถแล้วต่อ BTS/MRT ค่าจอดก็แพง ขับรถไปเองก็พอๆ กัน
แนะนำว่าให้ปั่นจักรยานกันแทน laugh
ยานพาหนะที่ราคาไม่แพง ไปได้ไกลเท่าที่ต้องการ (ที่แรงจะมี)
ถ้าคันเล็กหน่อย ก็แบกขึ้น BTS/MRT ได้
หรือจะแบกขึ้นออฟฟิศก็พอไหว
กลับมาบ้าน นอนหลับสบาย (สลบ)
ไม่ต้องกลัวเป็นโรคหัวใจ (เพราะออกกำลังกายตลอด)
แค่ระวังมะเร็งปอด แค่นั้น อิอิ

วันนี้ออกทะเลไปอีกแล้ว 😛
ไปเจอร้านนี้จาก manager online เจ้าเก่า
ตังก็ไม่ใช่จะมีเหลือมากมาย แต่เห็นแล้วก็อยากกินอ่ะ
ขอเข้าไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ กับ ต้มยำปลาแซลมอน
แล้วกลับไปกินมาม่า 2 อาทิตย์เลย
ก๊ากกกก


บรรยากาศด้านบนของร้าน “เดวาฯ” ตกแต่งแนวโมเดิร์นชวนนั่ง

       ในความรู้สึกของ “ผู้จัดการตระเวนกิน”ถึงแม้จะได้ลิ้มรสอาหารมาก็มากมาย และก็หลากหลายนานาชาติ แต่ยังไง้..ยังไง เราก็ขอยกให้ “อาหารไทย” เป็นที่หนึ่งในดวงใจ เพราะนอกจากอาหารไทยจะมีรสชาติถูกปากถูกใจคนไทยแล้ว อาหารไทยยังมีความครบเครื่องในเรื่องของรสชาติ ไม่ว่าจะเปรี้ยว หวาน เค็ม มัน และเผ็ด ที่ต่อให้กินบ่อยแค่ไหนก็ไม่รู้จักคำว่าเบื่อ!! เลยสักนิด


บรรยากาศร้านด้านล่างมีโต๊ะนั่งสบายๆ และมีมุมสอนการทำอาหารไทยด้วย

       และในมื้อนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็อยากจะชวนมิตรรักนักกินที่พิสมัยอาหารไทย ไปตระเวนกินอาหารไทยเลิศรสกันที่ร้าน “เดวา บาย หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล” เป็นร้านอาหารไทยน้องใหม่ที่ตั้งอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 39 โดยเป็นร้านของหม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ทางด้านการทำอาหารมากว่า 30 ปี


หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล เชิญชวนลิ้มรสอาหารไทย

       “เดวาฯ” เป็นร้านอาหารไทยที่มีความน่าสนใจตรงที่ ทางร้านนำเสนออาหารไทยแบบสไตล์โมเดิร์น คือหม่อมหลวงขวัญทิพย์ ได้คิดค้นดัดแปลง และสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยขึ้นมาใหม่ โดยได้หยิบเอาวัตถุดิบต่างเชื้อชาติ มาปรับและปรุงแต่งให้เข้ากันกับอาหารไทย รวมถึงมีการผสมผสานอาหารไทยหลายอย่าง มารวมกันเข้าเป็นเมนูอาหารไทยจานใหม่ขึ้นมา ที่ยังคงรสชาติของอาหารไทยแท้ๆ และบวกกับใส่ความโมเดิร์นให้กับอาหาร ด้วยการตกแต่งหน้าตาของอาหารให้ดูสวยงามและชวนกิน


ส้มตำแอปเปิ้ลเขียวกับปูนิ่ม

       เมนูอาหารไทยของทางร้านเดวาฯ นั้นมีมากมาย แถมยังแบ่งเป็นอาหารกลางวัน อาหารค่ำ ที่มีเมนูแตกต่างกันไป และยังมีขนาดของอาหารให้เลือกกินกันได้ตามจำนวนคน คือถ้ามากันน้อยคนก็เลือกสั่งไซส์เล็ก แต่ถ้ามากันหลายคนก็เลือกสั่งไซส์ใหญ่ ซึ่งเมนูอาหารจานเด่นที่หากมาแล้วไม่ควรพลาดสั่งมาลิ้มรสก็มีอยู่หลายเมนูด้วยกัน อย่างเมนูแรกที่อยากแนะนำเป็นเมนู ส้มตำแอปเปิ้ลเขียวกับปูนิ่ม (195 บาท++) ที่แปลกเก๋ไก๋ ตรงที่จะใช้แอปเปิ้ลเขียวที่มีความหอม ออกเปรี้ยวอมหวานมาแทนเส้นมะละกอ และคลุกเคล้ามากับเครื่องส้มตำครบสูตร และพิเศษตรงที่มีปูนิ่มคลุกแป้งทอดสูตรเด็ดมาให้กินคู่กัน กับส้มตำแอปเปิ้ลที่ออกรสกลมกล่อมลิ้น


เส้นหมี่ส้มตำไก่ทอด

       ต่อมาเป็นเมนูมิกซ์แอนด์แมทช์ อย่างเส้นหมี่ส้มตำไก่ทอด (175 บาท++) ที่จะมีเส้นหมี่ขาวลวกโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว มาให้กินคู่กับส้มตำไทย ไก่คลุกแป้งทอดกรอบ และมาพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด กินเส้นหมี่นุ่มๆ คู่กับส้มตำรสดีออกเปรี้ยว เค็ม หวาน และกินแนมด้วยไก่ทอดจิ้มน้ำจิ้มรสเด็ดที่ถูกปากขอบอกว่าต้องลอง


ก๋วยเตี่ยวเนื้อสับ

       จากนั้นมาที่เมนูเส้นๆ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ (110 บาท++) เป็นก๋วยเตี่ยวเส้นใหญ่ผัดจนหอม และมีเนื้อสับปรุงรสตามสูตรเด็ดของทางร้านราดหน้ามาบนเส้นใหญ่ ใส่ผักไฮโดรโพนิกส์ และมีไข่แดงดิบตอกใส่มาด้วย เวลากินต้องคลุกไข่แดงให้เข้ากับเส้นและเนื้อสับ จากนั้นก็ส่งเข้าปากลิ้มรสชาติเส้นใหญ่เหนียวนุ่มเข้ากันกับเนื้อสับเคี้ยวหนุบหนับปากรสดี


ข้าวมันสะเต๊ะปลา

       และถ้าอยากกินเมนูข้าว ต้องเลือกสั่งเมนูนี้ ข้าวมันสะเต๊ะปลา (195 บาท++) เป็นเมนูข้าวมัน ที่มาพร้อมกับอาจาดรสเด็ด และสะเต๊ะปลากะพงชิ้นโต ลิ้มรสชาติแล้วต้องบอกว่าข้าวมันหอมมันกะทิ ข้าวเป็นเม็ดเคี้ยวนุ่มปาก กลมกลึงรสชาติเข้ากันกับสะเต๊ะปลากะพงเนื้อนุ่มรสกลมกล่อมลิ้น


ต้มข่าปลาแซลมอน

       เมนูสุดท้ายที่ขอแนะนำคือ ต้มข่าปลาแซลมอน (175 บาท++) ที่เหมาะแก่การสั่งมาซดน้ำให้คล่องคอ เพราะจะได้ลิ้มรสชาติของต้มข่าแบบไทยๆ ที่ออกรสเข้มข้นกลมกล่อม และเข้ากันกับเนื้อปลาแซลมอนหวานสด เคี้ยวนุ่มปาก

       แต่ถ้าหากใครคิดว่าเมนูเด็ดเหล่านี้อาจจะยังไม่อิ่มพอใจ ก็ยังมีเมนูอื่นที่ชวนลิ้มลองอีก อาทิ หอยแมลงภู่ยำตะไคร้(S 55 บาท++ L 120 บาท++) พล่าปลาแซลมอน (S 55 บาท++ L 120 บาท++) โรตีแกงเนื้อ/ไก่พริกขี้หนู (120 บาท++) ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าสเต็กริบอาย ( 275 บาท++) และถ้าอยากกินข้าวแช่สูตรชาววัง ที่นี่ก็มีให้ลิ้มรส (ชุดละ 250 บาท++ มีถึง 31 พ.ค.นี้เท่านั้น) และยังมีเมนูอาหารไทยอีกมากมายที่ชวนให้สั่งมานั่งกินในท่ามกลางบรรยากาศร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน ที่ตกแต่งดูลงตัวในสไตล์โมเดิร์นชวนนั่งสบายๆ ซึ่งมีถึง 2 ชั้นให้เลือกนั่งได้ตามใจ มีส่วนของชั้นบนที่จะมีโซนห้องแอร์ด้านในที่มีไวน์บาร์บริการ และมีส่วนโอเพ่นแอร์เปิดกว้างรับลมเย็นๆ ด้านนอก ส่วนด้านล่างมีโต๊ะนั่งมุมสบาย และมีมุม Cooking Class ที่หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เอาไว้เปิดสอนทำอาหารด้วยตัวเอง ให้แก่ผู้ที่สนใจและรักการทำอาหารไทยทุกคน

ชื่อร้าน : เดวา บาย หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล

ประเภทอาหาร : อาหารไทย

เมนูจานเด่น : ส้มตำแอปเปิ้ลเขียวกับปูนิ่ม, เส้นหมี่ส้มตำไก่ทอด, ก๋วยเตี่ยวเนื้อสับ, ข้าวมันสะเต๊ะปลา, ต้มข่าปลาแซลมอน

บรรยากาศร้าน : กว้างขวางนั่งสบายในห้องแอร์ มี 2 ชั้น และมีส่วนโอเพ่นแอร์ด้วย

ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 32/1 ซ.สุขุมวิท 39 (พร้อมพงษ์) เขตวัฒนา กทม. การเดินทางนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีพร้อมพงษ์ แล้วลงทางฝั่งซ.สุขุมวิท 39ให้ ตรงเข้ามาในซ.สุขุมวิท 39 ประมาณ 400 ม. จะเห็นตึกเดอะแมนเน่อร์ทางขวามือ ซึ่งร้านเดวาฯ จะตั้งอยู่ภายในตึกนั้น มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน

สถานที่จอดรถ : มีที่จอดรถด้านในร้าน

บัตรเครดิต : รับบัตรเครดิต

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น.

เบอร์โทรศัพท์ : ถ้ามากินแนะนำว่าโทร.มาจองโต๊ะก่อนจะดี และทางร้านรับจัดงานเลี้ยงด้วย โทร. 0-2662-5427

Link: Manager Online


More Posts


RoadMovie: Movie encoding beauty
May 14, 2008

RoadMovie: Movie encoding beauty

หน่วยความจำหายไปไหน
May 13, 2008

หน่วยความจำหายไปไหน

ทริปทันใจ: ข้าวเหนียวหมู เจ๊อ้อย
May 11, 2008

ทริปทันใจ: ข้าวเหนียวหมู เจ๊อ้อย

Pixelmator
May 10, 2008

Pixelmator