…ต่อกันกับทริปวันแรก

01.00 น.
รถทัวร์จอดเติมน้ำมัน สถานที่ไม่แน่ใจ เพราะตื่นมาสลึมสลือ เห็นป้ายแว่บๆ ว่าก่อนถึงลำพูน 150 กิโลเมตร สมาชิกรถทัวร์เริ่มไปเฝ้าพระอินทร์กันหมดแล้ว และแล้วก็มีสิ่งนึงเกิดขึ้นบนรถทัวร์ นั่นคือ “ผีผ้าแดง” ไม่รู้มันมาเมื่อไหร่ แต่หันไปทางไหนก็เจอแต่ผีผ้าแดง

เนื่องจากเข้าสู่ช่วงดึกมาก แอร์เย็นสุดๆ จนกระจกเป็นฝ้าไปทั่ว ผู้โดยสารต่างพร้อมใจกันเอาผ้าห่มสีชมพู – แดง ของรถทัวร์ที่บริการไว้ เอามาคลุมโปง จะหันไปทางไหนก็เห็นแต่ผีผ้าแดง น่ากลัวสุดๆ เหอ..เหอ ด้านหน้ายังไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะเห็นเฉพาะด้านหลัง (ของผีผ้าแดง) แต่ถ้าหันกลับมามองด้านหลังรถสิ อย่างกะ silent hill เป็นผีไม่มีหน้า ไม่มีผิด

ระยะทางช่วงก่อนถึงลำพูนนี้ แมวดื้อขอเรียกว่า “ถนนท้องถิ่น – local road” แล้วกัน เพราะแทบจะไม่มีรถวิ่งเลย นานๆ จะเจอรถสวนมาสักคัน ไม่มีไฟถนน เส้นทางก็โค้งซ้าย-ขวา ตลอด บางโค้งก็แทบจะหักศอกแถมเป็นทางขึ้นเขาอีกต่างหาก ทำให้เห็นประโยชน์การเดินทางตอนกลางคืนขึ้นมาทันที ถ้ามีรถสวนกันก็จะเห็นไฟหน้ารถที่สวนทางมาแต่ไกล แต่ถ้าหากเป็นตอนกลางวัน ก็คงลำบากน่าดูเลย รถค่อยๆ เลี้ยวไปตามทางโค้ง แม้จะไม่ได้เร็วมาก แต่ก็ทำให้ผู้โดยสารส่วนหนึ่งตื่นขึ้นมาโดยไม่ยาก

02.00 น.
ผู้โดยสารรายแรกลงจากรถไป สถานที่นี่ เรียกว่ากลางทุ่งก็ว่าได้ ไม่มีบ้านคน ไม่มีตึกอะไรเลย อยู่ๆ รถก็จอด ผู้โดยสารรายนี้แทบจะไม่มีสัมภาระติดตัว ลงจากรถแล้วก็เดินลงข้างทาง หายไปเลย !! ยิ่งทำให้งงไปกันใหญ่ คือดูเหมือนจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เหมือนบ้านส่วนตัวมากกว่า ยังนึกสงสัยอยู่ว่า ถ้าหากผู้โดยสารรายนี้ไม่ขึ้นมา รถท้วร์คนนี้จะวิ่งมาเส้นทางนี้ไหม?

Where is my red blanket?
หลังจากนั้นอีกไม่นาน แมวดื้อก็เริ่มหลับๆ ตื่นๆ อยู่ๆ ก็รู้สึกหนาวขึ้นมา ก็จะอะไรซะอีก ก็ผ้าห่มของแมวดื้อ ที่เอาไปห่มให้หวานใจด้วย มันหายไป!! ตอนแรกก็ห่มแบบตามยาว (คลุมได้ตั้งแต่หัวถึงเท้า) ก็หมุนเป็นห่มตามขวาง ห่มให้หวานใจด้วย ตอนนี้มันไปเป็นตามยาวอยู่กับหวานใจหมดหล่ะ เอิ้ก..เอิ้ก ^^”

03.00 น.
ผู้โดยสารรายที่สองลงจากรถไป ดูจากสถานที่แล้ว น่าจะเป็นอุทยานอะไรสักอย่าง เห็นมีป้อม+ด่านของทหารอยู่ด้านหน้า เห็นเค้าโทรศัพท์ให้คนมารับก่อนลงจากรถไป แสดงว่าชำนาญในเส้นทางนี้มาก ถ้าเป็นแมวดื้อเหรอ นอนยาวไปลงแม่ฮ่องสอนแล้ว แมวดื้อพยายามถ่างตา ดูป้ายทางต่างๆ เส้นทางนี้อยู่ระหว่าง ลี้ – ลำพูน ถนนเป็นแบบ local road สลับกับทางหลวง คือวิ่งโค้งซ้ายขวาขึ้นลงเขาไปสักพัก ถนนแบบสองเลนที่สวนกันได้พอดีคัน สลับกับถนนใหญ่ สองเลน มีเกาะกลาง มีป้ายโฆษณา และไฟถนนสว่างไสว สลับกันไปแบบนี้ตลอด

“ประโยชน์ของเป้”
การเอาเป้ติดตัวไว้ ก็ทำให้ได้ประโยชน์เหมือนกัน อย่างแมวดื้อเอาเป้กล้องวางไว้ตรงเก้าอี้ กลางดึกแบบนี้ ไม่นึกว่าจะมียุง แต่ก็ไม่วายมันมากัดจนได้ แต่ก็นั่นแหละ เอาขาไปถูๆ กับเป้ พอจะหายคันไปได้บ้าง ฮ่า..ฮ่า

“แผนการอัพยาของสามสาว”
สาวน้อยนางหนึ่ง ที่นั่งอยู่ด้านหน้าของพวกเรา ตื่นขึ้นมา พร้อม “กระซิบ” ว่า “จะไปฉี่” แต่เสียงกระซิบนั่นไม่เบาพอ ที่คนอื่นจะไม่ได้ยิน เรียกได้ว่า ผู้โดยสารคนที่ตื่นอยู่ ณ ตอนนั้น คงได้ยินกันถ้วนหน้า ฮ่า..ฮ่า พอเค้าลุกออกจากที่นั่งมาตรงทางเดิน แมวดื้อก็แกล้งหลับ 😛 จากนั้นสาวคนนี้ก็หยิบเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ แต่งตัวเต็มที่ แล้วจ้องมองไปทางห้องน้ำที่อยู่หลังรถสักครู่ แล้วก็ตัดสินใจกลับไปนั่งที่เดิม ก็ด้วยอะไรหล่ะ ด้านหลังรถ มืดมาก ถ้าไม่สังเกตตั้งแต่เปิดไฟ จะไม่รู้เลยว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน จากนั้นก็ปลุกเพื่อนสาวอีก 2 คน พร้อมยื่นยาให้กิน และแล้วทั้งสามคนก็กลายเป็นผีผ้าแดงไปถึงเช้า อยากรู้เหมือนกันว่ายาที่อัพกันเข้าไปนั้น เป็นยาแก้เมารถ ยาแก้แพ้ (คัดจมูก) หรือว่า ยาหยุดฉี่!! ถึงได้เลิกท่าทางการเข้าห้องน้ำไปได้

“การเดินไปห้องน้ำ” เป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร ด้วยความมืด และการที่รถวิ่งเป็นเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวโค้งอยู่ตลอดเวลา วิธีการเดินไปห้องน้ำอย่างถูกต้อง จึงต้องมีการเทรนกัน เริ่มจากออกมายืนตรงทางเดินก่อน จากนั้นยืนกางขา ย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ฐานมั่นคง จากนั้นยกมือขึ้นเหนือหัว พยายามจับตรงช่องที่ใส่ของให้มั่น แล้วค่อยๆ ก้าวเดินหน้าไปเรื่อยๆ การเกาะตรงเบาะนั่งนั้นไม่สมควรและค่อนข้างอันตราย เพราะไม่รู้ว่าผีผ้าแดงจะตื่นมาโวยวายเมื่อใดก็ได้ที่บังเอิญไปจับโดน หรือผีผ้าห่มบางคนปรับเก้าอี้ซะจนเกิดช่องว่างระหว่างเก้าอี้มากเกินไปที่จะโหนตัวไว้ได้ทัน ดังนั้นการจับตรงช่องใส่ของด้านบน จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

“ผีห้องน้ำ”
จากคำร่ำลือของทัวร์นี้ มีมากมาย ลองหาจาก google รับรองจะเจอเรื่องร้องเรียนมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องห้องน้ำ เดี๋ยวเรื่องภายในห้องน้ำ ค่อยเขียนอีกทีนะ ว่ากันถึงเรื่อง ผีห้องน้ำกันก่อน ไม่รู้ว่าสามัญสำนึก หรือความผิดชอบของคนไปอยู่ที่ไหน เมื่อผู้โดยสารคนสุดท้ายที่เข้า “เหมือนจะ” ไม่ได้ทำความสะอาด ปล่อยให้กลิ่นโชยอบอวลอยู่ในรถ แม้ว่าจะเดาว่าทำธุระเบาก็ตามที แถมไม่ยอมปิดประตูห้องน้ำซะอีก พอรถเข้าโค้งทีนึง ประตูก็กระแทกโครมครามทีนึง คนที่นั่งท้ายรถใกล้ห้องน้ำ ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะลุกไปปิดเสียบ้างเลย คิดๆ ดูแล้ว ก็เข้าใจทันทีเลยว่า ทำไมสาวคนนั้นถึงไม่ยอมเดินไปห้องน้ำ ก็มันมีทั้ง “ผีผ้าแดง” แล้วยังมี “ผีห้องน้ำ” ด้วยนี่นา เหอ..เหอ

06.00 น.
รุ่งสาง ผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ลงจากรถ เสียงดังพอที่จะปลุกแมวดื้อให้ลืมตาได้ แต่ผีผ้าห่มส่วนใหญ่ยังคงอยู่นิ่งเช่นเดิม แมวดื้อเห็นแสงสลัวๆ คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะจับภาพแสงแรกในเช้าวันนี้บนรถนี่แหละ แต่จากเส้นทางที่ยังคง swing ไปเรื่อย ไม่เบาลงกว่าช่วงก่อนหน้านี้เลย ทำให้แมวดื้อหลับไปอีกครั้งหนึ่ง  ตื่นขึ้นมาฟ้าก็สว่างแล้ว จากหลักกิโลเมตร บอกว่าอีก 60 กิโลเมตร จะถึงแม่ฮ่องสอน ปลายทางรถทัวร์ของพวกเรา จากประสบการณ์ในช่วง ลี้-ลำพูน ทำให้ทราบว่า ต่อให้รถซิ่งเร็วแค่ไหน ระยะทาง 60 กิโลเมตรนี่ ก็ต้องใช้เวลาถึงเกือบสองชั่วโมงแน่ๆ แมวดื้อหยิบกล้องขึ้นมาเล็งๆ วัดแสงไปมา สมาชิกที่เหลือบนรถ ประมาณ 13 คน ยังคงเป็นผีผ้าแดงอยู่เกินครึ่ง หลายคนเริ่มเดินกันเข้าห้องน้ำ หวานใจลุกไปเข้าห้องน้ำทันทีที่ว่าง และแล้วก็เดินออกมาบอกว่าห้องน้ำแคบมาก เข้าไปแล้ว รถมันเข้าโค้ง เอาหัวโขกกระจกเลย หุ..หุ

แมวดื้อเองก็หลังจากพยายามถ่ายรูป บนรถที่เลี้ยวไปมา ก็ไม่สำเร็จสักที เพราะเบลอตลอด หลังจากลองไปสักพัก ก็เกิดอาการ “เมารถ” ขึ้นมา อาจเพราะต้องโฟกัสกล้อง ทำให้สายตาปรับไม่ทันกับการเคลื่อนที่ วางกล้อง แล้วเดินไปห้องน้ำ และแล้วก็…… ทันที เหอ..เหอ คงไม่ต้องบอก ห้องน้ำคล้ายบนรถไฟ ชักโครกเป็นอลูมิเนียม มีปุ่มกดทำความสะอาด มีกระจก สบู่เหลว และอ่างล้างมือไว้พร้อมเสร็จ แต่… ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่ให้คนยืนได้ โดยไม่สามารถกลับตัวได้ ซึ่งก็เข้าใจในภายหลังว่า หากพื้นที่มากเกินไป ต้องอันตรายกว่านี้แน่ๆ ลองคิดสภาพรถที่วิ่งขึ้นลงเขา เส้นทางโค้งตลอด โดยที่เราเข้าไปอยู่ในตู้โทรศัพท์ ข้างหน้าเป็นชักโครกและกระจก ด้านขวาเป็นอ่างล้างมือ พอเข้าไปปิดประตูแล้วก็แนบหลังสนิทเลย เหอ..เหอ นี่มัน ยิ่งกว่า phonebooth อีกนะนี่ ขนาดแคบแบบนี้ยังโดนเหวี่ยงกระแทกผนัง/กระจกอยู่ตลอดเวลา

พอออกจากห้องน้ำได้ แมวดื้อก็ยึดเอาที่นั่งใกล้ห้องน้ำนี่แหละ เอนกายห่มผ้าแดง 3-4 ผืน เพราะผู้โดยสารครึ่งหลังนี่ ลงกันไปหมดแล้ว มีเวลาหลับอีกนิดหน่อย..

08.00 น.
รถทัวร์จอดหน้าวัด แล้วก็ไล่ผู้โดยสารที่เหลือลง คุณป้า GPS ลงไปตอนไหนไม่แน่ใจ แต่ไม่เจอแล้ว พนักงานบอกพวกเราว่า ให้หาทางไปที่ตลาดกันเอาเอง เพราะจะส่งแค่ตรงนี้ (ไรฟร่ะ) ลงจากรถได้ พี่มอร์เตอร์ไซต์ก็เข้ามาโฉบรับพวกเราทันที สรุปเหลือพวกเราที่เป็นไก่ตาตื่น เรียกว่าตื่นมาแล้วก็เอ๋อ.. คิดอะไรไม่ออก คนอื่นเค้ามีที่ไปกันหมด เหลือทริปพวกเรา 3 คน และ 3 สาวที่เอ๋อไม่ต่างกัน พี่มอร์ไซต์จะให้เราซ้อน 2-3 จะบ้าหรือเปล่า น้ำหนักสัมภาระก็ตกคนละ 10 กว่ากิโล นี่จะให้ซ้อน 3 เหอ..เหอ

หลังจากหวานใจมาถามความคิดเห็น แมวดื้อยื่นคำขาดว่าไม่ไป หรือถ้าไปก็ให้ตื่นกว่านี้ก่อน ยังมีอาการเมารถอยู่นิดๆ ด้วย เลยบอกว่าจัดการเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็เดินเข้าไปยังวัด ที่ตอนหลังรู้ว่าเป็นวัดทางด้านล่างของวัดพระธาตุดอยกองมู ถ้าเดินขึ้นพระธาตุนี่อาจตายได้ สูงเหลือเกิน เห็นบันไดแล้วท้อ หากไม่มีสัมภาระก็อาจจะลองอยู่บ้าง แต่ขนของแบบนี้ขอผ่านเลย หลังจากล้างหน้าล้างตา แปรงฟันกันเรียบร้อย แมวดื้อก็ยิงรูปเล็กๆ ด้วยอากาศหนาวมาก พูดกันนี่ควันออกปากตลอด ชอบแมวตัวนี้ นอนอยู่ข้างกุฏิ ทั้งสีขน โทนสีของรูป มันเข้ากันดี น่าเสียดายที่ไม่สามารถบันทึกความหนาวไว้ในรูปด้วย ไม่งั้นจะรู้สึกเลยว่าหนาวมากจริงๆ

แบกสัมภาระออกจากวัด เราแพลนกันว่าจะไปเดินเล่นที่ตลาดแม่ฮ่องสอนกันก่อนที่จะไปปางอุ๋ง ตัดสินใจขึ้นมอเตอร์ไซต์คนละคัน ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยของเมืองแม่ฮ่องสอน อากาศยังคงหนาวเย็นอยู่ มอเตอร์ไซต์พาขึ้นลงทางลาด เลี้ยวซ้ายขวาอย่างชำนาญ เพิ่งรู้ว่าตัวอำเภอเมืองนี้อยู่บนเขาจริงๆ คือตัวถนนนี่ ไม่ใช่ทางราบทั้งหมด ประมาณว่าเลี้ยวผิดซอยก็อาจจะเป็นทางลาดลงไปได้เลย นึกถึงถนนในเกม Crazy Taxi ที่เราต้องขับรถแทกซี่ไปส่งผู้โดยสาน ยังไงยังงั้นเลย มีเนิน ทางลาด ทางแยก เยอะมาก อย่างกับรังมดแน่ะ พี่มอเตอร์ไซต์พามาถึงตลาดแม่ฮ่องสอนโดยปลอดภัย ค่าโดยสาร คนละ 20

09.00 น.
ถึงตลาด แม่ฮ่องสอนตรงเวลาเก้าโมงพอดิบพอดี พอลงจากมอเตอร์ไซต์ได้ ลุงคนขับก็เดินไปบอกลุงคนขับรถสองแถว ว่าพวกเราจะไปปางอุ๋ง ลุงคนขับรถสองแถวก็เลยคะยั้นคะยอให้พวกเราไปกันเลย รถอีกรอบนึงประมาณ 14.00 น. ซึ่งลุงบอกว่าเราต้อง “แกว่ง” ไปอีกหลายชั่วโมง แมวดื้อตัดสินใจ (แบบสิ้นคิด) เพราะอีก 2 เสียงเงียบใบ้ไม่ออกเสียงกันหมด ว่าจะไปกันเที่ยวตอนเช้านี้เลย แต่ต่อรอง “ลุงดาบเขี้ยว” คนขับให้รอพวกเราไปซื้อของเตรียมตัวกันก่อน หลังจากนั้นพวกเราก็ไปซื้อมื้อเที่ยง ข้าวเหนียว-ไก่ทอด-หมูทอด น้ำเปล่า และมาม่ากันตาย สอบถามจากพ่อค้าแม่ค้า ได้คำตอบว่ามีอาหารขาย แต่แนะนำให้เอาไปเองจะดีกว่า ซึ่งนั่นหมายถึงทั้งวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร และอุปกรณ์ในการทำอาหารทั้งหมด!! แมวดื้อคิดว่าซื้อมาม่าไป น้ำร้อนไปหาเอาข้างหน้าแล้วกัน เอิ้ก..เอิ้ก มันคงไม่ยากนักหรอก กับแค่น้ำร้อนอ่ะ จริงป่ะ

ระหว่างเส้นทางจากแม่ฮ่องสอนไปปางอุ๋ง ลุงพาพวกเราแวะหลายที่ อาทิเช่นศูนย์วิจัยและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ที่น่าพักมาก ถ้าตอนเรียนแมวดื้อได้มาฝึกงานที่นี่ก็คงดี ที่นี่พวกเราสามารถอุ้มแกะกันได้ด้วย จากนั้นก็แวะศาลมหาราช สักการะสมเด็จพระนเรศวรฯ และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ผ่านพอเป็นกระสัย


หวานใจกับลมเย็นๆ หลังรถลุง

12.00 น.
พวกเรามาถึงปางอุ๋ง ท่ามกลางเดือนที่ค่อนข้างร้อน แต่ก็ยังพอมีลมเย็นๆ อยู่บ้าง พอเข้ามาถึงลุงจอดรถหน้าที่พัก ซึ่งคิดว่าพวกเราจองไว้ก่อน โดยจากการตรวจสอบ ณ วันนี้ (17 ม.ค.) บ้านพักได้เต็มไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์เรียบร้อยแล้ว และการจองนั้นเป็นแบบตายตัว หมายถึง หากคนจองไม่ได้มา บ้านพักก็ยังเป็นสิทธิ์ของคนนั้นตลอดไป ไม่มีเวลาเช่นว่า หากไม่มาถึงก่อนหนึ่งทุ่ม บ้านพักจะเป็นของคนอื่นแทน กฏกติกาของที่นี่แปลกดีเหมือนกัน โชคดีที่แมวดื้อไปซื้อเต้นท์ เลยได้ประโยชน์มากเลยทีเดียว สถานที่กางเต้นท์จะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก (เป็นส่วนที่พวกเราติดต่อไว้) ติดต่อกับคุณดวงนภาสถานที่จะเป็นของกรมป่าไม้ ไม่มีค่าบริการกางเต้นท์ ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำใช้ได้เลย มีเต้นท์-ผ้านวม ไว้คอยบริการด้วย อีกส่วนหนึ่งเป็นของอุทยานฯ ต้องเสียค่ากางเต้นท์ 200 บาท ค่าเช่าเต้นท์-ผ้านวมต่างหาก ห้องน้ำถือว่าพอใช้ (แต่ของกรมป่าไม้ดีกว่านิดนึง) รูปส่วนใหญ่ที่เรามักพบเห็นตามเว็บต่างๆ มักจะมาจากจุดของอุทยานฯ แมวดื้อรู้สึกดี ที่มากางเต้นท์จุดของกรมป่าไม้ ที่สงบเงียบ ถ่ายรูปออกมาก็ไม่ค่อยเหมือนที่เคยเห็นในเว็บเท่าไหร่ ได้อีกบรรยากาศเหมือนกัน

13.00 น.
จุดกางเต้นท์ของพวกเรา อยู่ระหว่างแนวสน ริมน้ำ บรรยากาศดีเลย กลางคืนก็ไม่อนุญาตให้ก่อไฟ ดังนั้น เรื่องบรรยากาศต้องเป็นธรรมชาติสุดๆ แต่คิดไปคิดมา กลางคืนคงหนาวน่าดูเลย หวานใจกับน้องลูกพรุนช่วยกันหาทำเลที่พื้นเรียบ และพอจะมีต้นไม้บังลมอยู่บ้าง

พอกางเต้นท์เสร็จ (อย่างทะลักทะเล) ก็จัดการข้าวเหนียว-ไก่ทอด-หมูทอดกัน หลังจากนั้นก็เกิดความเงียบสงบ ไม่มีใครพูดอะไร เดินเข้าเต้นท์แล้วก็หลับกันไปอย่างง่ายดาย 😛 บอกแล้วอย่ากินข้าวเหนียว ฮ่า..ฮ่า

16.30 น.
หวานใจเห่อกับ Addison (ชื่อนี้แมวดื้อเรียกเอง เพราะสีผมเหมือนคุณหมอสูติใน Grey’s Anatomy) แต่งตัวต่างๆ นาๆ จับถ่ายรูป จนได้เป็น collection ชุดใหญ่ รองเท้าแตะ Addison ก็หายไป เนื่องจากเล็กแล้วก็หลวม แมวดื้อตื่นมา เห็นแสงกำลังดี เลยไม่พลาดจะถ่ายบ้าง น้องลูกพรุน โดนหวานใจตะล่อม (แกมบังคับ) ให้ถ่ายรูปให้ (เพราะแมวดื้อไม่ชอบถ่าย portrait) เลยได้ฝึกถ่ายรูป portrait งานนี้เลยได้ทั้งคนถ่าย คนถูกถ่าย

17.00 น.
พวกเราเป็นกลุ่มแรกที่ไปถึงร้านอาหารแห่งเดียวของอุทยาน ซึ่งมีกติกาได้แปลกประหลาดอย่างมาก พอพวกเราไปถึง เราสามารถสั่งกาแฟกันได้ตามปกติ ซึ่งแน่นอนว่าหวานใจกับแมวดื้อ มีหรือจะพลาดลองกาแฟสดที่นี่ดู ซึ่งก็ใช้ได้เลยนะ ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรกันมาก หอมเลย พอจะสั่งอาหารก็มีกฏอยู่ว่า แม่ครัวจะรับ order ตอนหกโมงเย็น อืม..ก็โอเคนะ แมวดื้อก็จิบกาแฟ เขียน blog note อ่าน pocketbook ที่ติดตัวไป เรื่องราวของกาแฟ จิบกาแฟ มีกลิ่นหอมๆ ลอยมาแต่ไกล อาหารเย็นๆ บรรยากาศสุดยอด หวานใจกับน้องลูกพรุนวิ่งไปวิ่งมาถ่ายรูปกันจนเพลิน แมวดื้อของนั่งอยู่ตรงชาน (หน้าร้านอาหาร) นี้ดื่มด่ำกับบรรยากาศดีกว่า

 

18.00 น.
พวกเราไปสั่งอาหาร แม่ครัวก็รับไว้ แต่ไม่ทำ บอกว่ารอเครื่องปั่นไฟ ซึ่งจะทำงานตอนหกโมงครึ่ง คือแมวดื้อไม่เข้าใจว่าแล้วทำไมต้องรอจนหกโมง ให้มันมืดก่อน ถึงจะทำอาหารหล่ะ พอมืดแล้วก็มองไม่เห็น ทำอะไรก็ไม่ได้ ก็ต้องรอปั่นไฟก่อน ….ไม่เข้าใจ

หลังจากจัดการ dinner แบบ “เบิ้ลสอง” กันทั้งหมด เนื่องจากคนรอสั่งอาหารกันเยอะ ถ้ามัวแต่สั่งไปกินไป ท่าทางจะรอนาน แถมอากาศก็เริ่มจะเย็นแล้ว ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี จุดที่เรานอนเห็นเป็นแสงสีเขียวๆ ไกลๆ ไฟฉายก็ไม่ได้เอาไป เทียนกับไฟแชคมี แต่ลมแบบนี้น่าจะดับง่ายมาก สิ่งที่พอจะหวังพึ่งได้ก็มีแต่ไอโฟน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย ความสว่างเทียบได้กับไฟฉายขนาดกลางดีๆ สักอัน ก่อนเดินกลับไปที่กางเต้นท์ พวกเราแวะไปนั่งผิงไฟกับสามสาว (ที่เจอบนรถทัวร์) ซึ่งกางเต้นท์กันที่อุทยานฯ แป้บนึง ก่อไฟ เผามันกันเอง มีเสียงกีต้าร์แว่วมาให้พอร้องตามอยู่บ้าง บรรยากาศก็ดีนะ แต่แมวดื้อรู้มันวุ่นวายยังไงก็ไม่รู้ แต่ละคนต่างจัดการก่อไฟ ไม่ทำอาหาร ก็วุ่นวายดูแลครอบครัวกัน

พอเดินกลับที่กางเต้นท์ ก็พบว่าทางฝั่งนี้ (จุดกางเต้นท์ของกรมป่าไม้) มี 2-3 ครอบครัวกางเต้นท์กัน กินข้าว+พูดคุยกันอย่างเงียบๆ ไม่เอะอะโวยวาย คนละบรรยากาศกันเลย พวกเราเดินไปล้างหน้าแปรงฟัน เข้าห้องน้ำกันเรียบร้อย แล้วก็เข้าไปหลบลมหนาวในเต้นท์ ซึ่งก็ตั้งเวลาพระอาทิตย์ขึ้น (ลุงบอกประมาณตีสี่ครึ่ง) หลังจากนั้นไม่นานก็หลับกันไป…

จบวันที่ 1 ของทริปนี้ ไว้ต่อพรุ่งนี้นะ…บล๊อคนี้เขียนหลายวันมาก ทั้งต้องลอก blog note ทั้งทำรูป นี่ขนาดรูปแทบไม่ได้แก้เลย สีสวยมั่กๆ ยังต้องทำนานเลย – -” ไม่รู้ว่า blog ทริปนี้ กี่วันจะอัพเสร็จ หุ..หุ


วันนี้ตอนเช้าตื่นมาทำงานตามปกติ
มีผ่าตัด
คิดเอาไว้แล้วคร่าวๆ ว่าไปกันน้อย
กะว่าเป็น “ทริปเน่า” ได้อย่างไม่ละลายใจมากนัก
เอิ้ก..เอิ้ก
กะว่าเอาเสื้อไปแค่ 3 ตัว กางเกง 2 ตัวพอ
เดี๋ยวกลับมาอาบน้ำที่เชียงใหม่ ไม่ก็กลับมาอาบที่กทม.เลย 😛

จากการคุยกับน้องลูกพรุน ผู้ร่วมทริปคนที่ 3 (นอกจากแมวดื้อและหวานใจ)
มีข่าวแว่วมาว่า หวานใจบอกน้องลูกพรุนว่า ไม่มีที่พัก คงต้องนอนเต้นท์
แมวดื้อก็รู้เป็นคนสุดท้าย ไม่ได้เตรียมแผนมาก่อนล่วงหน้า
กะนอนสบายแล้วนะเนี่ย
จัดแจงเอาถุงนอนใส่เป้ แล้วคิดว่าไปซื้อเต้นท์ใหม่เลยดีกว่า
เต้นท์ที่มี ก็นอนได้แค่ 2 คน
เผื่อว่าไปถึงโน่นแล้ว ไม่มีเต้นท์อีกจะลำบาก
ออกจากคลินิกบ่ายสามโมง แวะไปซื้อเต้นท์แล้วไปที่หมอชิต 2 เลย
ถึงหมอชิต 2 ประมาณบ่ายสี่โมง
เป้ (กล้อง) หนัก 5.5 กิโล เป้ (เสื้อผ้า+ถุงนอน) หนัก 4.5 กิโล เต้นท์อีก 4 กิโล
แบกร่วมสิบกว่ากิโล ยังคิดอยู่ว่า ถ้าติดตัวตลอด มีหวังตายแน่ๆ เอิ้กๆ แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าอยู่ได้หล่ะ
มีเวลา iYummY กันก่อนที่รถทัวร์จะออกตอนหกโมงเย็น
KFC เป็นที่ที่เราเลือกกัน แมวดื้อหลงไหลกับแป้งกรอบของไก่นุ่มๆ KFC
หวานใจลองซูชิโรล ที่เห็นพ้องต้องกันว่า “ไม่ผ่าน”

18.00 น.
รถทัวร์ ออกจากกทม. เรานั่งกันที่แถวที่ 4 ด้านหน้าของเรา ที่นั่งในแถวที่ 3 มีสาวๆ กลุ่มนึงนั่งอยู่ ซึ่งต่อมาจะร่วมวิบากกรรมเดียวกันกับเรา เอิ้ก..เอิ้ก พนักงานรถท้วร์เริ่มเปิดหนัง Bad Boy ภาคแรกให้ดูทันทีที่รถออก หนังเรื่องนี้แมวดื้อยังไม่ได้ดู ก็เลยได้ดูไปโดยปริยาย หลังจากจบแล้ว ยังไม่ทันเครดิตจะขึ้นครบ ก็เปลี่ยนแผนเป็น Bad Boy II ต่อกันเลยทันที เรียกว่าไม่ยอมให้ผู้โดยสารได้นอนเลย บังคับให้ดูหนังอย่างเดียว เพราะเปิดไฟ แล้วก็เปิดเสียงดังมาก 😛

22.00 น.
ขณะที่ Bad Boy II ถึงจุดกำลังมัน พนักงานรถทัวร์ก็ปิดหนัง เปิดคาราโอเกะ “กระแต” แต่ปิดเสียงซะงั้น ไรฟร่ะ คนที่ยังดูกันอยู่ เริ่มโวยวาย สักพักก็มีเสียงแจ้งว่าถึงเวลาพักรับประทานอาหารแล้ว…

ถึงนครสวรรค์ เข้าจุด check point แล้วก็แวะพักรถ พร้อมให้ผู้โดยสารพักกินข้าวกันรอบดึก โดยพวกเรายังไม่รับรู้ถึงชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ด้วยความสนุกสนานเฮฮา ยังคงคุยเล่น หัวเราะกันเช่นตามปกติ

พวกเราเห็นกับข้าวแล้ว เลือกที่จะหาอะไรอุ่นๆ รองท้องมากกว่า เลยกินก๋วยเตี๋ยวกัน ด้วยรสชาดแบบบ้านๆ นั้น หวานใจก็ยังกินได้อร่อย (มาก) อยู่ดี อาจเป็นเพราะหิว เอ๊ะ..เราเพิ่งจะกิน KFC กันก่อนขึ้นรถมากันนี่นา อิอิ

22.20 น.
หลังจากผู้โดยสารกลับขึ้นรถกันเรียบร้อยแล้ว รถก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ แมวดื้อเกิดอาการ “Night Eating Syndrome” เริ่มกินแล้ว จะอยากกินต่อไป ด้วยอาหารว่างของรถทัวร์ที่แจกเมื่อตอนรถออกยังคงไม่ได้แตะ เนื่องจากโดยหลอกล่อให้ดูหนังแทน ตอนนี้ก็หลอกล่อไม่ได้อีกแล้ว แมวดื้อรีบเปิดจัดการโดยพลัน

แต่หลังจากแกะขนมปังไปแล้ว พนักงานก็ดับไฟทันที เอ้า… ก็กินกันอิ่มแล้ว ก็นอนดิ (เค้าคงคิดแบบนั้น) แต่แมวดื้อยังกินอยู่เลย หวานใจกับน้องลูกพรุนหัวเราะกันอีกครั้ง หุ..หุ แต่แค่ไฟดับเอง แมวดื้อไม่หวั่นอยู่แล้ว ยังคงจัดการขนมปัง ตามด้วยบัตเตอร์เค้ก พร้อมน้ำส้มจนหมด

หลังจากต่อม night eating syndrome ทำงาน ก็ตั้งท่าว่าจะนอน แต่แล้ว เสีัยง “ปิ๊บ..ปิ๊บ” ตามด้วย “อีก 20 กิโลเมตร จะถึงวัง… ” ดังแว่วๆ มา เสียงของเครื่อง GPS ที่คุ้นเคย ก้องมาในโสตประสาท เลยมองหาที่มาของเสียง จนไปสะดุดแสงวาบๆ จากผู้โดยสารที่นั่งอยู่ติดกระจก แถวที่ 1 คุณป้าคนนี้ขึ้นมากลางทาง จำได้ว่าตอนออกจาก กทม. ที่นั่งตรงนี้ยังว่าง แต่ตอนพักกินข้าวแกมานั่งแล้ว แสดงว่าขึ้นระหว่างทาง อารมณ์แกดูจะสนใจกับเจ้า GPS ที่ว่านี้ ไม่ยอมดับหน้าจอ แถมเปิดเสียงดังลั่น แมวดื้อนั่งห่างไป 4 แถว ยังพอจะฟังออก และมองเห็นหน้าจอจากแสงสะท้อนของกระจก นึกถึงตอนไปภูกระดึงคราวก่อน ที่ป๋าแมคก็นั่งติดกระจกเล่น GPS แบบนี้เหมือนกัน ทริปนี้ป๋าแมคไม่ได้ไป (แต่อยากไป) ก็เลยส่งตัวแทน คุณป้า GPS มาแทน เหอ..เหอ..เหอ หยิบกล้องลำบาก ก็เลยหยิบไอโฟนขึ้นมาถ่าย ได้รูปแบบแสงวาบๆ สีเขียวด้วย

24.00 น.
รถทัวร์เดินทางถึงจังหวัดตาก เข้าจุด check point แมวดื้อเริ่มง่วงๆ นิดหน่อย หลับเป็นพักๆ แต่เสียง “ปิ๊บ..ปิ๊บ” ก็ยังดังอยู่เป็นระยะ

จบวันแรกของทริปนี้ ไว้ต่อพรุ่งนี้นะ…


พรุ่งนี้จะออกเดินทางแล้ว
แต่แมวดื้อยังรู้สึกไม่ตื่นเต้นเลย
ยังไม่ได้เตรียมของ เก็บของอะไรสักอย่าง
ซักถุงนอนไว้
เป้ก็ยังไม่ได้ซัก
ยังไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปบ้าง
คุยกับน้องลูกพรุนว่าอยากได้กล้อง D-SLR ไหม
ถ้าอยากได้จะไปรูดปรืดๆ ให้ แต่ต้องจ่ายเองนะ
ก็เลยกลายเป็นครอบครัว Canon ไปโดยปริยาย
ได้รุ่นนี้มา Canon 400D + 17-18 IS

ราคาค่าตัว 39000 บาท
เฉพาะ 17-85 IS ก็ 19000-21500 บาทแล้ว
ถือว่าราคาพอรับได้
ผ่อน 10 เดือน รวมดอกเบี้ยแล้ว ก็ไม่ถึงเดือนละ 4500 บาท
คนผ่อนบอกไม่มีปัญหา คนรูดก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน อิอิ
แต่แมวดื้อเพิ่งจะรูด Canon 40D ไปหยกๆ
สรุป.. สองคนพี่น้อง รูดบัตรค่ากล้องกันไปแสนกว่า เอิ้ก..เอิ้ก

แมวดื้อย้ายจาก Niks มาเป็น Canon
น้องลูกพรุนกับหวานใจใช้ Canon กันอยู่แล้ว
เลยท่าทางจะมีเลนส์เกือบทุกช่วง เพราะถ่ายกันคนละแนว
เริ่มทริปกันด้วยกล้องใหม่กันเลย
แต่ไม่รู้ว่ารูปจะปิ๊งไปด้วยหรือเปล่านะ
เพราะใหม่กับกล้องกันหมด
ปรับกันยังไม่เป็นเลย เมนูเยอะมาก 😛


วันนี้คุยกับหวานใจทางเอ็ม
หวานใจหลงวัน
– -”
เอาหล่ะสิ
เริ่มจาก
คุยกันว่า
“เจอกันเย็นนี้”
หวานใจงงว่าตัวเองต้องมาจากสมุย แล้วจะได้เจอกันเย็นนี้
– -“

คุยไปคุยมา
หวานใจก็บอกว่า ถึงกทม. วันที่ 17
ยิ่งงงไปกันใหญ่
คนเขียนแพลนก็คือหวานใจเอง
ออกจากกทม. เย็นวันที่ 16
ถ้ามาถึงวันที่ 17 ก็ไม่ได้เจอกันหน่ะสิ
– -”
ไม่รู้ว่าวางแผนล่วงหน้าจนเบลอ
หรือว่าจำไม่ได้จริงๆ
แต่ที่แน่ๆ ถ้าไม่ทัก มีหวัง หวานใจได้มาถึงกทม. วันที่ 17 แน่ๆ
เหอ..เหอ


รู้จักกลุ่มอาการนี้กันไหม
ว่ากันว่า
บางส่วนเกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับด้วย
มาดูลักษณะของ night eating syndrome กัน

 

* ไม่กินอาหารเช้า หรือกินอาหารเช้าน้อย
กินมื้อแรกของวัน หลังตื่นนอนไปเกิน 2-3 ชั่วโมง
อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่าหิวหรือเปล่า หรือว่ามื้อสุดท้ายของเมื่อวานกินไปเยอะแค่ไหน

 

* กินอาหารอื่นๆ หลังมื้อเย็น

 

* ทำแบบนี้ในระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน

 

* รู้สึก เครียด กังวล ผิดหวัง ท้อแท้

 

* นอนไม่หลับ หรือหลับสนิทนาน

 

* อาหารที่กิน มักเป็นคาร์โบไฮเดรต แป้งและน้ำตาล

 

* การกินในช่วงกลางคืนแต่ละครั้ง ไม่ได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ใช้เวลานาน

 

จากการศึกษาพบว่าจริงๆ แล้ว มีผู้ที่เป็น night eating syndrome เพียง 1-2% เท่านั้น
โดยมีข้อนึงที่แบ่งแยกชัดออกมา
นั่นคือ enjoy eating
หากยัง enjoy ก็ถือว่ายังไม่เข้าข่าย
เพราะกลุ่มอาการนี้ จะรู้สึกผิดเวลากิน แต่ก็ยังกินต่อไป

 

ตั้งแต่ปีใหม่มานี้
สิบกว่าวันแล้ว
แมวดื้อเริ่มเข้าข่ายกลุ่มอาการที่ว่านี้แล้วหล่ะ
แบบว่าตอนเช้าไม่กิน กว่าจะได้กินมื้อแรกก็บ่าย
เริ่มกินจริงจัง ตั้งแต่หกโมงเย็นเป็นต้นไป
บางวัน “กินจนหลับ” เลยก็มี
ฮ่า..ฮ่า
บางวันก็ enjoy eating นะ แต่บางวัน มันก็รู้สึกว่า “ต้องกิน” ไม่งั้นจะหิว
😛

เมื่อคืนเลยได้เรื่อง
ท้องเสียตลอด
สงสัยกินน้ำพริกไปตอนตี 1
เอิ้ก..เอิ้ก

 

วันนี้ยังไม่เข็ดนะ
ยังต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเป็นระยะ
แต่ก็ไม่วาย
ไปกินนี่
ดูรูปดิ

ฮ่า..ฮ่า
กลับมาท้องจะแตกตาย
ถ่ายด้วยไอโฟน ช่วงนี้ชอบแต่งรูปแบบนี้จัง 😉

 


More Posts


Trip notes: ปาย – ปางมะผ้า – ห้วยน้ำดัง (3)
January 11, 2008

Trip notes: ปาย – ปางมะผ้า – ห้วยน้ำดัง (3)

ธีมไอโฟน
January 10, 2008

ธีมไอโฟน

เนทเดี้ยง วันที่ 1
January 8, 2008

เนทเดี้ยง วันที่ 1

US TV series on 2008
January 7, 2008

US TV series on 2008