ขึ้นชื่อว่าอาหารอิตาเลียน
เดาไปล่วงหน้าก่อนเลย
ว่าราคาค่อนข้างสูงแน่ๆ
จากการกวาดตาคร่าวๆ
ร้านนี้ก็เช่นเดียวกัน
หากแต่ทั้งสไตล์การตกแต่งร้าน
รวมกับคุณภาพวัตถุดิบ (ดูจากรูป)
ก็อาจถือได้ว่าอาจจะพอสมราคาอยู่บ้าง
แมวดื้อชอบกินอาหารไทยกับอาหารฝรั่ง
ในขณะที่หวานใจ ชอบกินอาหารจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซะมากกว่า
เวลาเลือกร้านแต่ละที ลำบากเลย ฮ่า..ฮ่า
สำหรับร้านนี้ตอนแรกว่าจะไม่เอามาลง blog แล้ว
แต่เจอรูปของหวาน 2 รูป สุดท้าย
อดใจไม่ไหว
ขอเข้าไปกินขนมอย่างเดียวได้ไหมอ่ะ 😛

 


บรรยากาศภายในร้าน “No.43”

ไม่รู้ว่าจะมีใครเคยนับร้านอาหารที่ตั้งบริการอยู่ภายในซอยหลังสวนกันบ้างหรือเปล่า?? ว่ามีด้วยกันทั้งหมดกี่ร้าน?? “ผู้จัดการตระเวนกิน” เองถึงจะเป็นนักกินที่แวะเวียนไปกินอาหารที่ซอยหลังสวนนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมานั่งนับร้านอาหารที่มีอยู่มากมายในซอยนี้ ที่มีตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอยสักทีว่ามีกันกี่ร้าน รู้แต่ว่าหากหิวๆ แล้วอยากกินอาหารรสดีมาที่ซอยหลังสวนนี้เป็นเมื่อไหร่ ไม่มีคำว่าผิดหวัง เป็นต้องได้อิ่มท้องถูกปากกลับบ้านไปทุกที


โต๊ะนั่งมุมโซฟา

เหมือนที่ในมื้อนี้ เราได้หอบหิ้วเอาท้องน้อยๆ ที่โหยหิวอาหารมาหาอาหารกินกันที่ซอยนี้เหมือนเดิม และหลังจากที่เลือกร้านอาหารอยู่เป็นนานสองนานว่ามื้อนี้จะกินอะไรดี สุดท้ายก็มาลงเอยกับอาหารอิตาเลียนที่ร้าน “No.43” (นัมเบอร์ 43) ที่ตั้งอยู่ภายในเคปเฮาส์ เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์

“ผู้จัดการตระเวนกิน” เลือกมาอิ่มกับอาหารอิตาเลียนที่ร้านนี้ ก็เพราะว่าที่นี่บริการอาหารอิตาเลียนสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ โดยมีเชฟชาวอิตาเลียนชื่อ Mr.Claudio Viale เป็นคนรังสรรค์และปรุงแต่งเมนูอาหาร และวัตถุดิบส่วนใหญ่ในการปรุงก็นำเข้ามาจากประเทศอิตาลี


Fettucini with shrimps in cream sauce

สำหรับเมนูอิตาลียนที่ชวนกินของที่นี่ก็มีอยู่หลายรายการ อย่างที่เราได้เลือกสั่งมาลองลิ้มรสชาติก็มีด้วยกันหลายเมนู เมนูแรกเราสั่งมาเป็นอาหารประเภทพาสต้า คือ Fettucini with shrimps in cream sauce (330 บาท++) เส้นพาสต้าของที่นี่เขาทำเองแบบสดใหม่ ได้เส้นที่เหนียวนุ่มนำมาผัดกับกุ้ง ใส่หอมใหญ่ กระเทียม ใส่ไวน์ขาว ครีมสด และปรุงรสชาติด้วยเกลือ พริกไทย ชิมรสชาติพาสต้าหอมกลิ่นครีม เส้นเหนียวนุ่ม รสเนียนละเมียดลิ้น


Pork medallions in Marsala sauce and balsamic onions

เมนูต่อมาเป็น Pork medallions in Marsala sauce and balsamic onions (400 บาท++) หน้าตายั่วน้ำลายด้วยเนื้อหมูส่วนติดกระดูกที่หั่นมาเป็นชิ้นๆ แล้วทอด และมีน้ำซอสข้นๆ ที่มีส่วนผสมของเหล้าMarsala และกรีวีซอสราดหน้ามาบนชิ้นหมู เสิร์ฟมาพร้อมกับหัวหอมที่ต้มกับบาซามิค และมีผักผัดกับเนยมาให้กินแกล้มแก้เลี่ยน ลิ้มรสหมูเนื้อนุ่มชุ่มน้ำซอสที่หอมและรสเข้มข้น


เชฟ Claudio Viale กับเมนู Pizza salmon

ต่อด้วยถ้ากินอาหารอิตาเลียนแล้วต้องไม่พลาดที่จะสั่งพิซซ่ามาลิ้มลอง เป็นPizza salmon (230 บาท++) พิซซ่าสไตล์อิตาเลียนขนานแท้แบบแป้งบางกรอบ ใส่ซอสมะเขือเทศกับมอสซาเรลล่าชีสอบจนสุก แล้วราดหน้าด้วยปลาแซลมอนรมควันชิ้นใหญ่ หยิบชิ้นพิซซ่าร้อนๆ ส่งเข้าปากเคี้ยวกร้วมแป้งพิซซ่าบางกรอบแต่เนื้อในนุ่มด้วยเนื้อปลาแซลมอน หวานหอม


Panna cotta

หลังจากกินเมนูของคาวไปแล้ว 3 อย่าง มาล้างปากด้วยของหวานที่มีชื่อของทางร้านกัน เมนูแรกเป็น Panna cotta (120 บาท++) ลักษณะคล้ายๆ กับคัสตาร์ด ทำมาจากวิปปิ้งครีมต้มผสมกับไข่และใส่วนิลาปรุงแต่งรสชาติ ราดด้วยซอสสตรอเบอร์รี่และซอสวนิลา ตักPanna cottaเข้าปากสัมผัสได้ถึงเนื้อที่นุ่มเนียนเด้งๆ หอมหวานอยู่ในปาก กินคู่กับซอสสตรอเบอร์รี่หวานๆ อมเปรี้ยว และซอสวนิลาหอมหวานช่างเข้ากันดี และส่งท้ายด้วย Tiramisu (110 บาท++) ที่เสิร์ฟมาชิ้นใหญ่ เป็นทีรามิสุที่เนื้อนุ่มเนียนเย็น หอมหวานกลิ่นกาแฟ กินแล้วชุ่มชื่นใจ


Tiramisu

และนอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว ที่ร้านนี้ยังมีเบเกอรี่ และอาหารไทยบริการอีกด้วย มีเมนูที่ชวนกิน อาทิ แพนงหมู/ไก่ (120 บาท++) แกงส้มชะอมทอด (150 บาท++) ปอเปี๊ยะทอด (110 บาท++) และก็ยังมีบุฟเฟต์ที่มีอาหารอิตาเลียน ไทย และญี่ปุ่น บริการอีกด้วยในช่วงเวลา 11.00-13.00 น. ในราคาเพียง 300 บาท เรียกว่าหากนักกินท่านใดมีโอกาสแวะเวียนมาที่ซอยหลังสวน แล้วเกิดนึกอยากกินอาหารอิตาเลียนรสดีขึ้นมา แนะนำว่าร้าน “No.43” เป็นอีกหนึ่งร้านอิตาเลียนที่ชวนลิ้มลอง

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

“No.43” (นัมเบอร์ 43) ตั้งอยู่ที่ 43 ซ.หลังสวน ถ.เพลินจิต ปทุมวัน กรุงเทพฯ การเดินทางนั่งรถไฟฟ้าลงที่สถานีชิดลม แล้วลงมาทางซอยหลังสวน เดินตรงเข้าไปในซอยหลังสวนจนถึงเคปเฮาส์ เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ที่อยู่ทางซ้ายมือ ก็จะเห็นร้านนัมเบอร์ 43 ตั้งอยู่ด้านใน มีป้ายให้เห็นชัดเจน เปิดทุกวัน เวลา 11.30-24.00 น. โทร. 0-2658-7444

ชื่อร้าน : “No.43” (นัมเบอร์ 43)

ประเภทอาหาร : อาหารอิตาเลียน, ไทย

เมนูจานเด่น : Fettucini with shrimps in cream sauce, Pork medallions in Marsala sauce and balsamic onions, เชฟClaudio Viale กับเมนูPizza salmon, Panna cotta, Tiramisu

บรรยากาศร้าน : กว้างขวาง ห้องแอร์ นั่งสบาย

ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 43 ซ.หลังสวน ถ.เพลินจิต ปทุมวัน กรุงเทพฯ การเดินทางนั่งรถไฟฟ้าลงที่สถานีชิดลม แล้วลงมาทางซอยหลังสวน เดินตรงเข้าไปในซอยหลังสวนจนถึงเคปเฮาส์ เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ที่อยู่ทางซ้ายมือ ก็จะเห็นร้านนัมเบอร์ 43 ตั้งอยู่ด้านใน มีป้ายให้เห็นชัดเจน

สถานที่จอดรถ : ภายในเคปเฮาส์ เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 11.30-24.00 น.

เบอร์โทรศัพท์ : 0-2658-7444

Link: Manager Online


ฟื้นตัวขึ้นมาหน่อย
หาที่เที่ยวเลย
นู๋จ๋อมาราตรีสวัสดิ์ไป
ฮ่า..ฮ่า
ดูจากรูปแล้วน่าสนใจดี
ออกลุยๆ นิดนึง


ยลพระอาทิตย์ดวงโตลาลับขอบฟ้าบนยอดเขากระโจม

อากาศเย็นๆแบบนี้มิตรรักนักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนคงมุ่งหน้าขึ้นเหนือไป เที่ยวป่าเขาดงดอย เพื่อสัมผัสบรรยากาศความหนาวเย็นให้ชุ่มปอดชื่นหัวใจ แต่จะว่าไปสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่อวลไปด้วยบรรยากาศความหนาวและความ สวยงามนั้น ไม่ได้มีแค่ที่ภาคเหนือหรือภาคอีสาน หากแต่ในจังหวัดภาคกลางใกล้กรุงฯ อย่างกาญจนบุรี สระบุรี เพชรบุรี ก็มีป่าเขาให้ผู้รักธรรมชาติได้ไปสัมผัสความงามและความหนาวเย็นด้วยเช่นกัน


บรรยากาศยอดเขากระโจม สุดเขตประเทศไทยภาคตะวันตกในจังหวัดราชบุรี

และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราไม่ได้ไปเที่ยวไหนไกลจากกรุงเทพฯเท่าไหร่ หากแต่ว่ากลับมีบรรยากาศแห่งธรรมชาติ ป่าเขา ท้องฟ้า สายหมอก และอากาศอันเย็นสะท้านทรวงไม่แพ้ป่าเขาทางภาคเหนือหรือภาคอีสานเลยทีเดียว สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่ว่าก็คือที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี นั่นเอง

ด้วยเวลาไม่นานเพียงประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าจากกรุงเทพฯ เราก็มาถึงยังอำเภอสวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี อำเภอชายแดนไทย-พม่าที่ในสายตาของคนส่วนใหญ่มักจะมองพื้นที่นี้ว่าเป็นดิน แดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและปัญหาของชนกลุ่มน้อย แต่ว่าหากใครได้เดินทางไปสัมผัสกับอำเภอสวนผึ้งแล้วก็จะรู้ว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้ดูแสนจะอบอุ่นเต็มไปด้วยไมตรีจิต และทรัพยากรทางธรรมชาติอันสมบูรณ์ ทั้งลำธาร น้ำตก และป่าเขาลำเนาไพร


บรรยากาศยามเย็นบนผืนป่าเขากระโจม

โดยเฉพาะบนยอดเขากระโจม ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาของเทือกเขาตะนาวศรี ยังมีความโรแมนติกอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าโรแมนติกอย่างไร ก็ลองตามกันมาลุยสวนผึ้งขึ้นเขากระโจมกันเลย แต่ก่อนจะไต่ขึ้นเขาพวกเราต้องเปลี่ยนจากรถตู้ที่นั่งมาอย่างสบายอุรา มานั่งรถขับเครื่องสี่ล้อเพื่อพาพวกเราขึ้นสู่ยอดเขากระโจม

และก่อนจะขึ้นไปค้างแรมบนเขากระโจมแห่งนี้ พวกเราต้องอาบน้ำอาบท่ากันก่อน เพราะข้างบนไม่มีน้ำ ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีไฟฟ้ามีเพียงแผงโซล่าเซลล์ และฐานของเจ้าหน้าที่ตชด.เท่านั้น ส่วนการอาบน้ำของพวกเราก็ต้องเป็นไปอย่างเร่งรีบ เพราะเกรงว่าหากช้าไปกว่านี้จะขึ้นไปไม่ทันดูพระอาทิตย์ลาลับขอบเขายามเย็น

เมื่ออาบน้ำพอสะอาดสะอ้านพวกเราก็รีบขึ้นรถ แล้วบึ่งตรงสู่ทางขึ้นเขากระโจมอย่างตื่นเต้น ระหว่างทางขึ้นสู่ยอดเขาในช่วงแรกจะเป็นทางลาดยางช่วงสั้นๆ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของรถจอมลุยและพี่คนขับที่เชี่ยวชาญอ่านลายทางขับซ้าย ทีขวาทีเลี่ยงหลุมเลี่ยงบ่อ หากมาถึงทางชันมากหน่อยพวกเราก็แอบกลั้นหายใจทำตัวให้เบาที่สุดช่วยพี่คนขับ กันไปอย่างสนุกสนาน เมื่อรถคันที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” นั่งมาผ่านแอ่งน้ำมาได้ ก็หยุดดูคันต่อไปว่าจะผ่านมาได้หรือไม่ รถบางคันเตี้ยหน่อยเวลาผ่านแอ่งน้ำที น้ำขึ้นไปถึงไฟเลยก็มี

แม้การเดินทางจะค่อนข้างลำบาก แต่ก็ผสมไปด้วยความสนุกสนานและตื่นเต้นตลอดทาง รวมถึงแมกไม้สองข้างทางก็ดูร่มรื่น ต้นไม้บางต้นสูงชะลูดแผ่กิ่งก้านด้านบน แม้จะไม่มีใบเลยแต่ก็ดูสวยงามด้วยสีน้ำตาลดำของต้นตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้า เมื่อพวกเราเข้าคอร์สย่อยอาหารแบบกระเด้งกระโดดมาประมาณ 40-50 นาที ก็มาถึงยังจุดหมายยอดเขากระโจมอย่างอ่อนแรงแต่ไม่อ่อนใจ


บรรยากาศยามพระอาทิตย์ขึ้น

“สุดเขตประเทศไทย ภาคตะวันตก” ป้ายเบื้องหน้าที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” แลเห็นเมื่อขึ้นมาถึงยังยอดเขากระโจม เบื้องหลังของป้ายเป็นภาพทิวเขาของฝั่งประเทศพม่าที่ดูสงบนิ่งร่มรื่น ผิดกับข่าวคราวการสู้รบที่เคยได้ยินมาเมื่อสมัยก่อนๆ

เต็นท์น้อยใหญ่ตั้งอยู่เรียงรายบนยอดเขา พวกเราทยอยเก็บสัมภารกเข้าเต็นท์แล้วเตรียมตัวตั้งกล้องรอชมความงามของ พระอาทิตย์ยามลาลับขอบเขา สีท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีฟ้ามาเป็นสีส้มแดง ความสว่างที่มีอยู่ค่อยๆเลือนหายไป พวกเราพากันโพสต์ท่าคู่กับบรรยากาศบ้าง เก็บรูปพระอาทิตย์อัสดงคู่ขอบเขาบ้างจนพระอาทิตย์ลาลับวันนี้ไปอย่างรวดเร็ว


กางเต็นท์นอนโต้ลมหนาว ดูดาว บนยอดเขากระโจม

หลังจากแสงแห่งวันหมดไป ก็ได้เวลาหม่ำข้าวที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ตชด. ช่วยกันทำ ข้าวที่หุงในกระบอกไม้ไผ่ช่างหอมชวนกิน ไข่ตุ๋นที่ตุ๋นในกระบอกไม้ไผ่ก็ติดกลิ่นและรสของไม้ไผ่หอมอร่อยกว่าที่เคย กินมา และยังมีแกงในกระบอกไม้ไผ่ ผัดผัก พร้อมทั้งบรรยากาศความหนาวเย็นที่เริ่มกระทบผิวกายมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มื้อนี้พวกเราเจริญอาหารกันมากเป็นพิเศษ

เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้วก็เป็นเวลาของการพักผ่อนตามอัธยาศัยก่อนที่จะถึงเวลาของการส่องสัตว์ยาม ค่ำคืน พวกเรามารวมตัวกันที่รถ 3 ทุ่มตรงตามที่นัดกันไว้ พร้อมอุปกรณ์ประทังชีวิตคือเสื้อผ้ากันหนาว เพราะตอนนี้อากาศเย็นลงมาก รวมถึงสายลมที่โชยพัดมาทำให้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ได้สั่นเป็นระยะๆ และอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เราทุกคนต้องมีคือไฟฉาย เพราะแสงไฟจากแผ่นโซล่าเซลล์พวกเราได้ใช้ไปหมดแล้วตอนกินอาหารเย็น


บรรยากาศพระอาทิตย์ตกลาลับขอบเขา

รถคันเดิม กับทางทางเดิม แต่เป็นเวลาค่ำคืนที่ไม่มืดสักเท่าไร เนื่องจากเป็นคืนเดือนหงาย เจ้าหน้าที่ส่องไฟบอกกับพวกเราว่าสัตว์ที่พบบ่อยก็จะเป็นพวกกวาง เก้ง นกที่หากินกลางคืน แต่ตลอดระยะเวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง พวกเราไม่เจอกับสัตว์ชนิดใดเลย ซึ่งก็ถือว่าน่าแปลก แต่อาจเป็นเพราะคืนนี้ดวงจันทร์ทอแสงเกือบจะเต็มดวงก็เป็นได้

ถึงจะน่าเสียดายแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะหลังจากกิจกรรมส่องสัตว์ คือการนอนนับดาว “ผู้จัดการท่องเที่ยว” และเพื่อนๆ นั่งบ้าง นอนบ้างดูดาวที่เปล่งประกายบนท้องฟ้า แม้จะเป็นคืนเดือนหงายแต่ดวงดาวก็ยังคงส่องสว่างให้พวกเรานับเล่นกันอย่าง เพลิดเพลิน ก่อนที่ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าจะทำให้พวกเราแยกย้ายกันกลับเต็นท์ซุก ตัวใต้ผ้าห่มอุ่นๆ หลับอย่างสบายตลอดทั้งคืน


น้ำตกผาแดง หินดินสีส้มแดงสมชื่อ

เช้าวันใหม่….

พวกเราพากันตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นเช้าที่มืดจริงๆ เพราะพระอาทิตย์ยังไม่ตื่นขึ้นทอแสงให้พวกเรากดชัตเตอร์กันเลย ดูเหมือนว่าเช้านี้จะมีหมอกหนาไปหน่อย ทำให้พวกเราไม่สามารถเห็นพระอาทิตย์โผล่พ้นเทือกเขาขึ้นมายามเช้าได้อย่าง ชัดเจน พวกเราจึงพากันมานั่งจิบกาแฟยามเช้าเคล้าบรรยากาศยอดเขาอย่างสบายอารมณ์แทน ก่อนที่จะเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง


กล้วยไม้แสนสวยหลากหลายชนิดในเรือนกล้วยไม้สวนผึ้งออร์คิด

ระหว่างทางกลับ เราแวะ “น้ำตกผาแดง” เราเดินเข้าไปจากทางรถวิ่งเพียง 200 เมตร ก็เจอกับน้ำตกที่มีสีแดงส้มของหินและดินสมชื่อ แม้ฤดูนี้น้ำจะน้อยสักหน่อยไม่สวยเท่าในฤดูฝน แต่ก็ยังมีผู้คนแวะเวียนมาเที่ยวชมน้ำตกแห่งนี้ให้เห็นกันบ้าง

เมื่อลงจากเขาแล้ว พวกเราก็ไปต่ออารมณ์แมกไม้ชมกล้วยไม้สวยๆกันที่ “สวนผึ้งออร์คิด” ตั้งอยู่ที่ ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่สวนผึ้งออร์คิดแห่งนี้มีกล้วยไม้แวนด้ามากมายหลายชนิด ทั้งแบบที่มีกลิ่นหอมและไม่มีกลิ่น ซึ่งแวนด้าทั้งหมดนั้นได้มาจากการผสมเกสร โดยดึงเกสรของแต่ละตัวมาผสมกันจะได้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย บางดอกมีหลายสีในหนึ่งเดียวก็มี


บ่อแช่น้ำร้อนที่มีน้ำอุ่นๆแบบสบายๆเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

พวกเราเดินชมกล้วยไม้นานาพันธุ์ภายในเรือนกล้วยไม้ และเอาใบหน้าอันงด(ซึ่งความ)งามไปถ่ายคู่กับดอกกล้วยไม้แสนสวย ก็แทบไม่น่าเชื่อ..ทุกคนดูสวยหล่อขึ้นมาผิดตาเลยทีเดียว และหากใครชอบต้นไหน ถูกชะตากับดอกไหนก็สอบถามราคาและวิธีเลี้ยงกันได้แบบกันเองๆ

จากสวนผึ้งออร์คิด พวกเราไปต่อยัง “ธารน้ำร้อนบ่อคลึง” ธารน้ำร้อนบริสุทธิ์จากเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งอยู่ที่ ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ธารน้ำร้อนแห่งนี้มีต้นน้ำคือตาน้ำเล็กๆผุดออกมาจากใต้ดิน มีก้อนหินน้อยใหญ่เรียงรายตามร่องน้ำตลอดทางประมาณ 150 ม. ความร้อนสูงสุดที่ตาน้ำประมาณ 60 องศาเซลเซียส แต่กว่าจะไหลมาถึงบ่อแช่น้ำก็เหลือความร้อนแบบสบายๆประมาณ 40 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งความร้อนขนาดนี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้เป็น อย่างดี และยังทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอีกด้วย

หลังจากผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อ่อนล้ามาจากการลุยเขากระโจมกันแล้ว พวกเราก็ไปต่อยังสถานที่สุดท้ายท้ายสุดในอำเภอสวนผึ้งกันที่ “อุทยานธรรมชาติวิทยาตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ” ซึ่งตั้งอยู่ติดๆกันกับธารน้ำร้อนบ่อคลึง


การสาธิตการหาแร่ดีบุกของเด็กน้อยชาวเขา

ที่นี่เราสามารถศึกษาหาความรู้ของธรรมชาติบริเวณนี้ได้ ตั้งแต่ในสมัยโบราณ จนมาถึงปัจจุบัน ธารน้ำร้อนบ่อคลึงเกิดได้อย่างไร เราก็สามารถศึกษาได้จากที่อุทยานธรรมชาติฯแห่งนี้ โดยจัดเป็นรูปแบบของนิทรรศการทั้งชั้นดิน ชนิดหิน สัตว์ป่า พันธุ์พืช ที่ให้ทั้งข้อมูลและภาพประกอบเพื่อง่ายต่อความเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีการจัดสวนสมุนไพร เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ การสาธิตการทำเหมืองแร่ดีบุกของเด็กๆชาวเขาให้พวกเราได้ศึกษากันเพื่อความ เข้าใจที่ดีขึ้น

และแล้วการเดินทางในวันหยุดสุดสัปดาห์ของพวกเราก็จบลงอย่างสนุกสนานสำราญใจ ซึ่งถึงแม้จะมีเวลาไม่มากมายแต่พวกเราก็สามารถเที่ยวได้อย่างหนำใจ แถมยังได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นได้ไม่แพ้สถานที่ทางภาคเหนือของไทยเลยทีเดียว หากนักเที่ยวคนใดสนใจการเที่ยวแบบนี้ ก็ลองทำตามกันได้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้แต่อย่างใด

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ผู้ที่สนใจเที่ยวค้างคืนบนยอดเขากระโจมควรติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและปลอดภัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท.ภาคกลางเขต 1 โทร.0-3451-1200, 0-3451-2500, 03462-3691
สวนผึ้งออร์คิด โทร.0-3271-1230, 08-7915-0699
ธารน้ำร้อนบ่อคลึง โทร.08-5219-9224, 08-1890-3225
อุทยานธรรมชาติวิทยาตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯโทร. 0-3232-9016,08-6272-4232 หรือที่สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สวนจิตรลดา โทร.0-2282-6511, 0-2281-3921

Link: Manager Online


โย่ว
วันนี้หวานใจกลับกทม.
มาใช้ชีวิตเมืองหลวงเช่นเคย
รู้ว่ามันคงไม่เหมือนเดิม
ที่จะตื่นตอนเช้าไปสัมผัสอากาศชายทะเลแบบก่อน
รู้ว่าต้องใช้ชีวิตแข่งขันกับคนอื่น
แต่คาดว่าน่าจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต
จริงไหม
สู้..สู้ นะจ้ะ


จากไม่สบายหลายวัน
ที่จริงก็เป็นสิบกว่าวันแล้วหล่ะ
ตั้งแต่กลับจากแม่ฮ่องสอน
ตอนไปเที่ยว ไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น
แต่กลับมา ทั้งเป็นไข้ คัดจมูก มีเสมหะ
กินยามาร่วมสองอาทิตย์
วันนี้ วันหยุดวันแรก
ก็เลยได้ฤกษ์ไปโรงพยาบาลสักที
บอกคุณหมอว่าป่วยตั้งแต่กลับจากแม่ฮ่องสอน
คุณหมอถามว่าเข้าป่ามาหรือเปล่า
ก็จะตอบว่าไงดีหล่ะ
ปางอุ๋งมันก็ป่าแหละ
ก็เลยบอกว่าเข้า
คุณหมอเลยจัดแจง x-rays เจาะเลือดตรวจไข้เลือดออก/มาลาเรียเป็นการใหญ่
ตามใบสั่งแพทย์เขียนลำดับขั้นตอนไว้ดังนี้
1.ตรวจอายุรกรรม
2.เจาะเลือด
3.x-rays
4.ส่งคนไข้กินข้าว
5.รอฟังผลที่อายุรกรรม
งงเลย
ทำไมต้องส่งคนไข้กินข้าวด้วยฟร่ะ
ให้กินข้าวแล้วกลับมาเจาะเลือดใหม่ ก็ไม่เคยได้ยินนะ
ให้ไปกินทำไมหว่า
และแล้วก็ได้คำตอบ
กว่าผลเลือด ผล x-rays จะออก แมวดื้อก็หลับอยู่บน wheel chair ร่วม 2 ชั่วโมง
วันนี้ได้นั่ง wheel chair เล่นทั้งวัน
สนุกดี (แต่เมื่อยก้นไปหน่อย)
ผลเลือดออกมา ไม่เจอเชื้อไข้เลือดออก/มาลาเรีย
ผล x-rays ไม่เจอสิ่งผิดปกติในปอด (รอดไข้หวัดนกไปได้)
สรุป เนื่องจากมีไข้ขึ้นๆ ลงๆ เป็นมาสองอาทิตย์ แสดงว่าติดเชื้อแน่ๆ
(ตรูก็รู้ฟร่ะ)
แต่คุณหมอก็ไม่รู้ว่าเชื้ออะไร
(อ้าว… ถ้าไม่อยากรู้ แล้วจะมาหาหมอทำไมอ่ะ)
คุณหมอก็เลยให้ยามากิน
เห็นยาแล้วก็จะเป็นลม
โดน “กินยาแทนข้าว” syndrome เลย
เพราะยาแต่ละตัว มีผลข้างเคียงแทบทั้งนั้น
มันก็เลยต้องกินเป็นคู่ๆ
เช่นยาปฏิชีวินะ มีผลข้างเคียงคือทำให้คลื่นไส้
ก็ต้องกินยาลดอาการคลื่นไส้ ลดอาเจียนก่อน เป็นต้น
สรุป กินเยอะมาก
– -”
ค่าตรวจ 350
ค่ายาร้อยกว่าบาท
เอิ้ก..เอิ้ก
สรุปแล้วพันกว่าบาท
ก็ ok
สงสัยแพง ค่าเช่า wheel chair นั่งเล่นไปหลายชั่งโมง
หุ..หุ


จริงๆ รู้สึกว่าเนทแปลกๆ
ตั้งแต่วันพฤหัสแล้ว
คือเข้าเว็บเมืองไทย วิ่งฉลุยเลย
แต่เข้าเว็บเมืองนอกมีปัญหาตลอด
ตอนแรกคิดว่าเว็บที่เกี่ยวกับไอโฟนคนเข้าเยอะ
เพราะเฟิร์มแวร์ใหม่
ก็เลยไม่ได้คิดอะไร
แต่พอเข้าเว็บ PSP ในญี่ปุ่น
ก็ไม่ได้เหมือนกัน
เลยเอะใจ
เช็ค status หน้าเว็บของทรูก็ปกติ
(ตามปกติ ถ้ามีปัญหา ก็จะฟ้องตรงนี้เลย)
จะโทรไปแจ้ง ก็ไม่รู้ว่าจะแจ้งว่าอะไร
ก็เนทมันยังใช้ได้ แต่มันเข้าบางเว็บไม่ได้
คิดอะไรไม่ออก
เปิด google
หาด้วยคำว่า “นอกช้า”
หมายถึง (เนทออก) นอกช้า
ปรากฏว่ามีคำตอบให้แมวดื้อด้วย

ขณะนี้ วันที่ 2 ก็ยังพบปัญหาอยู่
เซ็งเป็ด
เรื่องไหนไม่ว่าเลย ฝนจะตก น้ำจะท่วม แต่เนทเล่นไม่ได้ (ดั่งใจ) นี่สิ รับไม่ได้ 😛


More Posts


ไอโฟน 1.1.3
January 31, 2008

ไอโฟน 1.1.3

Sound about
January 30, 2008

Sound about

Series: Bionic Woman
January 28, 2008

Series: Bionic Woman

“MIXT” รวมมิตรอาหารรสดี
January 27, 2008

“MIXT” รวมมิตรอาหารรสดี