วันอาทิตย์นี้ อาจต้องเตร็ดเตร่อยู่แถวสยาม
พอดีเลย ที่ manager online แนะนำร้านนี้
ไข่ดาวสวย น่ากิน 😛
หยิบเอามาแปะ ไว้ก่อน
ไม่รู้ หวานใจ อยากไปลองหรือเปล่า


บรรยากาศโต๊ะนั่งชั้นล่างภายในร้าน “HYPE” 

       ถึงแม้ว่าแหล่งรวมพลของคนวัยทีน วันรุ่น วัยจ๊าบ อย่างเซ็นเตอร์พอยท์จะถูกแบ่งย้ายจากย่านสยามสแควร์ไป แล้วไปตั้งอยู่ที่แห่งใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ แต่ถึงกระนั้นย่านสยามสแควร์ในยามนี้ก็ไม่ได้เงียบเหงา ยังคงความคึกคัก และคึกครื้นเหมือนเดิม เป็นแหล่งชอปปิ้งของวัยรุ่น แหล่งรวมแฟชั่นฮิปๆ และแหล่งรวมร้านอาหารเก๋ๆ ที่มีอาหารหลากหลายรสชาติให้เลือกอิ่มกันอยู่เหมือนเดิม

       พอพูดถึงร้านอาหารเก๋ๆ อันมีอาหารเลิศรสให้เลือกอิ่มกันแล้ว มื้อนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็มีร้านอาหารน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่นานในย่านสยามสแควร์แห่งนี้ ที่ถือว่ากำลังมาแรงในหมู่วัยรุ่นเด็กสยาม ซึ่งเราได้ไปสัมผัสและลิ้มลองรสชาติมาแล้วจนเป็นที่ถูกใจ และก็ไม่ลืมที่จะขอนำมาแนะนำแก่บรรดามิตรรักนักกินทุกคน

       ร้านอาหารที่เรากำลังพูดถึงนี้มีชื่อว่า “HYPE” ตั้งอยู่ตรงสยามสแควร์ซอย 9 ร้าน HYPE นี้มีความน่าสนใจอันเชิญชวนให้เข้ามาสัมผัสกัน ตั้งแต่ตัวบรรยากาศร้านที่เมื่อเข้ามานั่งแล้วจะสัมผัสได้กับบรรยากาศร้านชั้นล่างที่โล่งโปร่งสบายๆ มีโต๊ะเก้าอี้สีไม้ให้เลือกนั่งแบบสบายๆ มีครัวเปิดอยู่ด้านล่างที่ตกแต่งด้วยผนังสีแดงอันสดใส และยังมีรูปวาดรถขายอาหารน่ารักๆ ประกอบบนฝาผนังสีขาวดูแล้วชวนให้หิว ส่วนที่ชั้น 2 ของร้าน จัดเป็นโต๊ะนั่งในพื้นที่กว้างขวาง แถมมีความเก๋ไก๋ตรงที่ทางร้านได้เพ้นท์รูปตรงพนังกำแพงออกแนว street art ของ New York แต่ดัดแปลงเป็นรูปภาพแบบเอเชีย ที่ดูแล้วมีศิลปะช่วยสร้างบรรยากาศอันชวนนั่ง


ปีกไก่ยัดไส้เกี๊ยวซ่า

       มาถึงเรื่องอาหารของที่ร้านนี้ก็มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะที่นี่ได้รวบรวมเอาอาหารจานอร่อยจากทั่วเอเชียมาให้บริการ มีทั้งอาหารญี่ปุ่นที่เน้นเป็นพิเศษ อาหารไทย จีน เวียดนาม เกาหลี และอาหารของที่นี่เป็นสไตล์แบบโฮมเมด คือทางร้านจะทำวัตถุดิบในการประกอบอาหารเอง โดยเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีและมีคุณภาพมาทำ อีกทั้งการปรุงอาหารของแต่ละชาติก็ยังจะคงรสชาติอาหารแบบต้นตำรับของอาหารชาตินั้นๆ ไว้ได้เป็นอย่างดี

       สำหรับเมนูอาหารจานเด็ดของที่นี่นั้นมีมากมาย เอาเป็นว่าเราขอนำเสนอเมนูเด่นๆ ที่ชวนลองลิ้มแบบหลากหลายสัญชาติก็แล้วกัน เริ่มจากขอแนะนำเมนูญี่ปุ่นกันก่อน เมนูแรกมีชื่อว่า ปีกไก่ยัดไส้เกี๊ยวซ่า (85 บาท) เป็นปีกไก่ที่เลาะเอากระดูกออกแล้วก็สอดไส้ด้วยเกี๊ยวซ่าสูตรเด็ดที่ทางร้านทำเอง คลุกแป้ง คลุกเกร็ดขนมปังป่นญี่ปุ่นทอดมาจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มซอสญี่ปุ่นปรุงรสใส่งาขาว ลิ้มรสชาติปีกไก่เคี้ยวกรอบนอกเนื้อในนุ่มได้รสชาติของเกี๊ยวซ่าที่กลมกล่อมถูกปาก


พิซซ่าญี่ปุ่น

       ต่อด้วยอีกหนึ่งเมนูญี่ปุ่น คือพิซซ่าญี่ปุ่น (120 บาท) ที่ปรุงขึ้นแบบสูตรต้นตำรับจากโตเกียว เป็นพิซซ่าญี่ปุ่นชิ้นใหญ่แป้งบาง ข้างในอัดแน่นไปด้วยไส้สารพัดที่ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษมีทั้งกุ้ง หมู ปลาหมึก ผักกะหล่ำปลี เส้นยากิโซบะ แป้งเทมปุระ และราดหน้าด้วยซอสญี่ปุ่นสูตรพิเศษ มายองเนสญี่ปุ่นปรุงรส โรยหน้าด้วยปลาญี่ปุ่นแห้ง แถมยังมีไข่ดาวโปะมาบนพิซซ่าด้วย กินพิซซ่าชิ้นนี้เล่นเอาอิ่มท้อง แป้งพิซซ่าเคี้ยวนุ่มบางกรอบ เต็มปากเต็มคำกับไส้ที่ใส่มาเยอะมาก บวกกับได้ความหอมและรสชาติของซอสญี่ปุ่นและมายองเนสที่กลมกล่อมเข้ากัน


ข้าวผัดกิมจิ

       จากเมนูญี่ปุ่นหันมากินเมนูเกาหลีกัน มีข้าวผัดกิมจิ (85 บาท) ชวนให้ลองลิ้ม เป็นข้าวผัดกิมจิที่ผัดมาแบบแห้งๆ ทางร้านนำกิมจิที่ทำเองสับเป็นชิ้นเล็กๆ มาผัดกับข้าวหอมมะลิ และใส่หมูสับผัดมาด้วยกัน แล้วก็มีไข่ดาวโปะหน้ามาด้วย พร้อมกับมีกิมจิที่ทางร้านทำเองแบบสูตรเกาหลีแท้ๆ มาให้กินแนมด้วย ชิมข้าวผัดกิมจิแล้วถูกปาก ตรงที่ข้าวเป็นเม็ดเคี้ยวนุ่มไม่แฉะ ได้รสชาติกิมจิเข้มข้นออกเปรี้ยวและเผ็ดปลายลิ้นนิดๆ กินเข้าคู่กับไข่ดาวได้ดี


แหนมเนือง

       ทีนี้มากินเมนูเวียดนามที่ขึ้นชื่ออย่าง แหนมเนือง (110 บาท) กันบ้าง แหนมเนืองของที่นี่มาแบบครบครัน มีทั้งหมูรสดีที่ทางร้านทำเอง แผ่นแป้ง ผักเคียงหลายอย่าง และน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรเฉพาะของทางร้าน ห่อแผ่นแป้งแหนมเนืองกับผักใส่เครื่องทุกอย่างราดด้วยน้ำจิ้มแล้วส่งเข้าปาก เคี้ยวกร้วมคำโต ได้รสชาติของหมูแหนมเนืองที่เคี้ยวนุ่มปากเข้ากับแผ่นแป้งนุ่มๆ ผสานรสชาติเข้ากับน้ำจิ้มรสเข้มข้นที่ถูกปาก และมีผักสดๆ มาให้กินแนมด้วย


แกงไตปลา

       เมนูถัดมาขอแนะนำอาหารไทย แกงไตปลา (75 บาท) เมนูนี้ใครชอบกินอาหารไทยปักษ์ใต้รสจัดไม่ควรพลาด เป็นแกงไตปลาแบบคนใต้ขนาดแท้ ตัวไตปลาทำมาจากไตปลากระบอกและปลาช่อนรวมกัน และนำมาแกงแบบทรงเครื่องใส่เนื้อปลาแดงย่าง และใส่ผักหลายอย่างทั้งสะตอ ถั่วฝักยาว มะเขือพวง หน่อไม้ พริกชี้ฟ้าแดง ชิมรสชาติแกงไตปลาสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นเผ็ดจัดจ้านถึงเครื่องแกงไตปลา ไม่ขม ไม่คาว และไม่เค็มจัด กินกับข้าวสวยร้อนๆ สุดยอดขอบอก


Chocolate Lava

       ส่งท้ายด้วยเมนูของหวาน Chocolate Lava (119 บาท) เป็นเค้กช็อคโกแลตเนื้อนุ่มภายในสอดไส้ด้วยช็อคโกแลตลาวาร้อนๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับไอศกรีมรสวนิลา และผลไม้หลายอย่าง ลิ้มรสเค้กช็อคโกแลตเนื้อในนุ่มหอมหวานละมุน กินเข้าคู่กับไอศกรีมเย็นๆ ถูกปากดีนักเชียว

       และนอกจากเมนูจานเด่นเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีเมนูจานเด็ดอื่นๆ อีกมากที่ชวนกินไม่แพ้กัน อาทิ สลัดผักปวยเล้ง (89 บาท) ข้าวหน้าแกงกะหรี่หมูทอด (120 บาท) ข้าวราดกะเพราแซลมอน (95 บาท) ข้าวหน้าไข่ (75 บาท) เส้นหมี่หมูย่าง (85 บาท) ก๋วยเตี๋ยวกิมจิเกาหลี (110 บาท) และก็ยังมีไอศกรีมโฮมเมด (สกู๊ปละ 40 บาท) ที่มีรสชาติไอศกรีมใหม่ๆ ที่หากินที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ อาทิ Blue Kamikaze Sorbet, Asahi Beer Sorbet, Yakult & Peepo Sorbet, Doraemon Pancake เรียกว่าร้าน “HYPE” แห่งนี้เป็นแหล่งรวมอาหารที่ถูกปากอันหลากหลาย ถ้าหากใครมาเดินเที่ยวที่สยามสแควร์ก็ลองแวะเวียนมาฝากท้องอิ่มกันได้

       ชื่อร้าน : HYPE
       

       ประเภทอาหาร : อาหารเอเชีย มีทั้งอาหารไทย ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เกาหลี
       
       เมนูจานเด่น : ปีกไก่ยัดไส้เกี๊ยวซ่า, พิซซ่าญี่ปุ่น, ข้าวผัดกิมจิ, แหนมเนือง, แกงไตปลา, Chocolate Lava
       
       บรรยากาศร้าน : กว้างขวางมี 2 ชั้น ตกแต่งอย่างมีสไตล์ ชวนนั่งสบายๆ
       
       ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 430/22-3 ซ.จุฬาฯ 64 ถ. พญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ การเดินทางนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีสยามสแควร์ แล้วเดินมาที่สยามสแควร์ซอย 9 จะเห็นร้านHYPE ตั้งอยู่ตรงข้ามกับศูนย์หนังสือจุฬา มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน
       
       สถานที่จอดรถ : จอดรถได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬา แล้วเดินมาที่ร้าน
       
       บัตรเครดิต : รับบัตรเครดิต
       
       เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 11.00-21.00 น.
       
       เบอร์โทรศัพท์ :ทางร้านรับจัดงานเลี้ยงด้วย และพิเศษสำหรับนักเรียนและนักศึกษาทางร้านมอบส่วนลดให้ 10% โทร. 0-2654-6226, 0-2654-6366

Link: Manager Online


ซีรีส์เรื่องใหม่
ที่พี่ป๊อบแนะนำให้ดู
ก็เลยลองหามาดู
นั่งดูกับพี่เสือ
งง
ฮ่า..ฮ่า
คือเนื้อหา คล้ายกับหนังเรื่อง groundhog day เมื่อหลายปีก่อน
ก็ยังนึกๆ อยู่ว่า คนเขียนบท จะเอาอะไรมาเขียน
ซึ่งก็พอดูไป 3-4 ตอน
เออ.. ก็มีเรื่องเขียนจนได้เนอะ เก่งจริงๆ
หวานใจบอกว่าพี่แมคน่าจะชอบ
หุหุ

Day Break
ทลายวันมหาวิบัติ

ใครตั้งชื่อภาษาไทยหว่า ฮ่า..ฮ่า

เรื่องย่อ 

นักสืบแบรต ฮอปเปอร์เผชิญวันที่อันสุดแสนเลวร้าย ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้ช่วยอัยการเขต อัลแบร์โต้ การ์ซ่า ทั้งที่เขามีแฟนเขาเป็นพยานอ้างอิงที่อยู่แต่ไม่มีใครเชื่อเขา แต่พระเจ้าได้ช่วยเหลือเขาโดยการทำให้วันมหาวิบัติของเขา วนซ้ำอยู่กับที่.. ทุก ๆ วันเขาจะตื่นมาตอน 6 โมง 17 นาทีและเห็นนาฬิกาเปลี่ยนเป็น 6 โมง 18 นาที .. 
ทุก ๆ วันเขาจะได้รับโอกาสในการควานหาเบาะแส เพื่อแก้ต่างให้กับตัวเอง … 
ทุก ๆ วันเขาต้องพยายามไม่ให้คนที่เขารักได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายเพราะไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้จะมาเมื่อไร.. 
ทุก ๆ วันเมื่อเขาได้รับเบาะแสมากขึ้น ก็ยิ่งค้นพบว่าเขาได้ถูกใส่ร้ายอย่างเป็นขบวนการ..เป็นทฤษฏีสมคบคิดอันชั่วร้ายที่คน ผู้ยิ่งเบื้อหลังนั้นมีอำนาจเกินกว่าที่เขาจะต่อกรได้ด้วย.. 
ขอเชิญทุกท่านรับชมซีรีย์ แอ็คชั่น/ทริลเลอร์/สืบสวนสอบสวน สุดเร้าใจ พบกับการสืบสวนแบบใหม่ที่สามารถแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดไปได้ในวันต่อมา แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดายนักเมื่อตัวเอกถูกตำรวจทั้งกรมออกไล่ล่า รวมถึงการกระทำของเขาจะส่งผลต่อทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับเขา เขาจะวางแผนและคำนวนเวลาอย่างไรที่จะเปิดโปงขบวนการอันสุดชั่วร้ายนี้ได้ภายในวันเดี ยว พร้อมทั้งรักษาชีวิตคนที่เขารักไปด้วย … 


บางครั้ง
การรู้อะไรหลายๆ อย่าง
ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
บางครั้ง
ควรนิ่งเงียบไปบ้าง
น่าจะเป็นการดี
คนเรา ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง
แต่ก็ไม่ยากในการค้นหาคำตอบ
หาก “ต้องการจะหา”
หลายคน เลือกที่จะบอกตัวเองว่า “ไม่รู้”
แล้วทุกอย่างก็จบ
แต่สำหรับเรา
หากเราทำแบบนั้น
เราก็จะไม่มีทางได้รู้
เริ่มไม่ชอบนิสัยแบบนี้เลย
หลายเรื่อง
ที่มีคนถาม
แม้จะตอบไม่ได้ (ณ เวลานั้น)
แต่ก็พยายามหาคำตอบอยู่นั่น
จนกว่าจะได้บทสรุป
ซึ่งมันอาจจะได้คำตอบ
หรืออาจไม่ได้
แต่อย่างน้อย ก็ได้ข้อสรุป หรือคำอธิบาย

FOOL

ตอนเด็กๆ
เราถูกให้ท่องว่าแปลว่า “โง่เขลา”
โตขึ้นมา
เราอาจรู้ว่า มันแปลว่า “ตัวตลก”
โตขึ้นมาอีกหน่อย
เราอาจรู้ว่า มันแปลว่า “หลอกลวง” ได้ด้วย

“ตัวตลก ที่โง่เขลา ชอบหลอกลวง”

บางครั้ง เราอาจต้อง FOOL

“หลอกคนอื่น ว่าโง่เขลา ด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน”

ในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว
ก็เป็นได้
อย่างน้อย.. ก็เพื่ออะไรหลายๆ อย่าง


วันนี้ได้เห็น การต่อต้านคำว่า “สาวกแอปเปิ้ล” อีกครั้ง
จริงๆ มันก็มีมานานแล้วหล่ะ
แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก
เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ของแต่ละบุคคุล
รวมถึงการตีความในความหมายของคำนี้

วันนี้เกิดความสงสัยว่า “ทำไม”
จึงมีผู้ที่ไม่ชอบใจกับคำนี้
มาดูความหมายกันก่อน

สาวก หมายถึง ผู้ฟัง
ซึ่งมักจะใช้ในทางศาสนาเป็นหลัก
สาวก แปลว่า ผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

แต่ก็อาจพบการใช้คำนี้ ในทางอื่นๆ ด้วย

สาวก ในคำไทยใช้หมายรวมไปถึงลูกศิษย์ ลูกน้อง ผู้ติดตามนักบวชนักบุญผู้มีชื่อเสียงตลอดถึงผู้มีอำนาจ

หากแปลตรงตัว “สาวกแอปเปิ้ล”
ก็คงไม่พ้น ลูกศิษย์ ลูกหา ลูกน้องของแอปเปิ้ล
รู้สึกแปลกไหม
แอปเปิ้ลคือใคร?
แล้ว “สั่งสอน” ว่าอย่างไร?

หากมองกันในแง่นี้ ไม่รู้สึกรู้สาอะไร
เนื่องจากไม่มีความหมาย, ที่มาที่ไป รวมถึงเหตุผลอย่างชัดเจน

แต่หากมองถึงในอีกด้าน
ที่มีการใช้คำว่า “สาวก” กับการสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เช่น
“สาวกแมนยู” หรือ “สาวกนิคอน” 
สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ไม่ได้ “สั่งสอน” หรือ “ชี้นำ” แต่อย่างใด
หากแต่เกิด “ความชื่นชอบ” “ความหลงไหล” กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น
ตรงนี้ตีความได้สองทาง

ทางแรก
ผู้ที่สนใจในสิ่งนั้น เกิดความ “หลง” ในสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่
เรียกว่า ใครว่าไม่ได้ มันดีที่สุด เจ๋งที่สุด เยี่ยมที่สุด 

ทางที่สอง
ผู้ที่สนใจในสิ่งนั้น เกิดความ “เข้าใจ” ในสิ่งเหล่านั้น
โดยได้ผ่านการศึกษามาแล้ว
“ความเข้าใจ” ที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับใคร หากแต่เกิดขึ้นกับผู้นั้นเอง
บางครั้ง มันคงไม่ใช่ ดี หรือไม่ดี
แต่มันอยู่ที่ “ความเหมาะสม” ในสิ่งนั้นๆ มากกว่า
หลายท่านชอบรูปสีสไตล์จากกล้องนิคอน
ไม่ได้แปลว่ากล้องยี่ห้ออื่นไม่ดี
เพียงแต่ ชอบรูปสไตล์แบบนี้มากกว่า
ก็เท่านั้น

หลายท่าน ใช้งาน Mac OS X
แล้วติดใจ
ไม่ได้แปลว่า OS อื่นไม่ดี
แต่เป็นความชอบ ความถนัดของท่านเหล่านั้น แค่นั้น

ในโลกแห่งความเป็นจริง
มีคนทั้งสองประเภทอยู่จริงๆ
แต่คงไม่มีใครตัดสินได้ว่า จะอยู่ในประเภทใด นอกจากตัวผู้นั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม
ทั้งสองประเภท ก็ไม่อาจใช้คำว่า “สาวก” ได้อยู่ดี
(ย้อนกลับไปอ่านความหมายแรกด้านบน)

แต่หากใช้ภาษาอังกฤษ
ด้วยคำว่า mania หรือ addict
ก็คงมีความใกล้เคียงมากกว่า

ถ้าถามแมวดื้อว่าเป็น “สาวกแอปเปิ้ล” ไหม
ก็คงตอบไปว่า
“ไม่รู้”
เพราะยังไม่รู้เลยว่า มันมีความหมายว่าอะไร
แล้วก็คงไม่สนใจกับคำนี้ด้วย
คิดเล่นๆ ติดตลก เหมือนวลีที่เราชอบพูดกัน
“เซ็งเป็ด”
มีความหมายว่าอะไร? เป็ดมาเกี่ยวข้องได้ยังไง?
ไม่ต้องบอกให้ไปอ่าน “เซ็งเป็ด ณ พันทิพ” นะ
ฮ่า..ฮ่า


มาต่อกันตอนที่สอง
หลังจากที่มาถึงตลาดน้ำอัมพวากันแล้ว
ก็เริ่มเดินเล่นไปเรื่อย
ถ่ายรูปบ้าง แต่เน้นกินมากกว่า
ด้วยฝนฟ้าไม่เป็นใจ
ตกหนัก สลับเบา
แต่ก็ตกตลอดนะ ไม่มีหยุดเลย
ทำให้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่
ได้รูปแบบขำๆ เหมือนกล้องคอมแพค ฮ่า..ฮ่า
บางรูปไม่ได้มืด (จริง) ก็ process ให้มันมืดซะงั้น 😛
เอาไว้คราวหน้าไปแก้ตัว

ภาพที่เห็นตลาดน้ำอัมพวา คือใช่เลย
เหมือนที่เคยเห็นจากอินเทอร์เนท รวมกับจินตนาการ ว่าประมาณนี้

แมวดื้อใช้วิธี เดินลัดเลาะ ลอดใต้สะพานเข้าไป
ไม่ใช่เส้นทางเดินปกติ
เอิ้ก..เอิ้ก
เดินไปเริ่มทัวร์ ที่ป้ายถนน

เริ่มหิวแล้ว
นี่ก็ปาไปสี่โมงเย็น ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
ขอประเดิมกับร้านนั่งสบายๆ ก่อนนะ
กับ หอยทอด ผัดไท และ ไข่ปลาหมึกทอด
ดังที่ tweet ผ่าน twitter ไป อิอิ

หลังจากนั้น เดินกลับมาที่สะพาน
เล็งพิกัดน่าสนใจก่อน ว่ากินอะไรอีกดี
ทั้งที่ซัดโฮกชุดแรกมาแล้ว

ว่าแล้วก็เลืิอกเส้นทางที่คนอยู่กันเยอะๆ
อาหารที่นี่ คล้ายกับตลาดน้ำที่อื่น
ผัดไท หอยทอด ส้มตำ หมูสะเต๊ะ
ก๋วยเตี๋ยวต่างๆ
แต่ที่ค่อนข้างพิเศษ ก็ดูเหมือนจะเป็นพวกอาหารตามสั่ง
ที่ล้วนแต่เอาอาหารทะเลสดๆ มาปรุง ให้นักชิม ได้ลิ้มลอง
อาทิเช่น ไข่เจียวหอยเชลล์ กุ้งอบวุ้นเส้น หรือปลาหมึกทอดกระเทียม
ราคาก็ถือว่าไม่แพงมาก ถ้าเทียบกับคุณภาพ ที่เรียกว่าสดจริงๆ
พวกอาหารตามสั่ง ก็จะอยู่ในร้านที่ปักหลักแน่นอน
แต่ถ้าอยากกินอาหารกินเล่น ก็แน่นอน ตามเรือได้เลย
ราคาอาหารโดยทั่วไป ก็ประมาณนี้

หากจะกินอาหารที่ขายบนเรือ หาที่นั่งยึดตลิ่งได้เลย
นั่งกันเป็นขั้นบันได
เดี๋ยวจะมีแม่ค้ามาตะโกนถามเอง ว่าจะเอาอะไร
เครื่องปรุง ขอคนข้างๆ เอา เพราะมันจะวนไปเรื่อยๆ

ก๋วยเตี๋ยวเรือ เย็นตาโฟ 10 บาทเท่านั้น

รูปข้างบนเห็นเรือลำนี้ลางๆ
ให้ดูกันแบบจะๆ
ปลาหมึกจ้า ปลาหมึก
ย่างกันบนเรืิอเลย
ตัวใหญ่ๆ สดๆ จิ้มกับน้ำจิ้มพริกแบบทะเล
สุดยอดมาก 

เรือหอยเชลล์ย่าง เข้าเทียบกับเรือขายกาแฟโบราณ

คนเยอะ เป็นประจำในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้
หลังจากเดินผ่านร้านน่าสนใจมาหลายร้าน
หลบผู้คนที่จับจ่ายซื้อหาของกิน และผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
ก็มาถึงร้านนี้ แวะพักตากพัดลมเล็กน้อย อากาศเริ่มอบได้ที่ ทั้งที่ฝนตกแบบนี้

ร้านลูกชิ้น ที่แต่งร้านได้เก๋ไก๋
สั่งลูกชิ้นมาก่อนเลย

ตามด้วยลอดช่อง

บนโต๊ะที่เครื่องดนตรีเล็กๆ อย่างเช่น ตะโพน หรือระนาด
ให้เล่น จนหนวกหู ขณะรอแม่ค้ายกมาเสิร์ฟ

หลังจากที่ซัดลูกชิ้น ตามด้วยเบิ้ลลอดช่อง
ก็มาเดินกันต่อ
ร้าน “กำปั่น”
มีทั้งของคาว ของหวาน เครื่องดื่ม ที่น่าสนใจ
เห็นป้ายน้ำพริกลงเรือ ไอศครีมโฮมเมด และน้ำ “มะเน็ด” แล้ว คราวหน้าต้องมาลองที่นี่

ยืนตรง เคารพธงชาติ หกโมงเย็นพอดิบพอดี
ได้เวลาจากอัมพวา กลับเข้าสู่เมืองหลวงเสียที
รถตู้เที่ยวสุดท้าย ออกตอนทุ่มนึง
แม้ว่าจะเห็นป้ายบนรถสองแถว แจ้งว่า ปรับเวลาใหม่ จนถึงสองทุ่ม
แต่ก็ห่วงว่า อาจไม่มีรถ หรือนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เอารถมา อาจกลับพร้อมๆ กัน
เลยเผื่อเวลาไว้เล็กน้อย

รูปนี้ตลกมาก คืออยู่ตรงทางเดิน
ไม่มีใครสนใจ พอยกกล้องถ่าย 2-3 ชอตแค่นั้น
ตากล้องไม่รู้มาจากไหน ถ่ายรูปกันใหญ่เลย
ไม่เห็นกันหรือไงฟร่ะ

เดินย้อนกลับมา
มีร้านขายของที่ระลึก
รับถ่ายรูป แล้วทำโปสการ์ดเลยทันที
ขอบคุณคู่รักหวานแหววที่อยู่ด้านใน (ติดมาด้วยนิดนึง)
ตู้ไปรษณีย์น่ารักๆ ที่มีโปสการ์ด blythe แปะอยู่ (ตามมาหลอกหลอนถึงที่นี่เลย)

เดินข้ามสะพานกลับมา
นักท่องเที่ยวก็ยังไม่บางตาเท่าไหร่เลย
ย่อรูปเล็กไปหน่อย เรือลำที่แม่ค้าใส่เสื้อสีเทา ขาย “ส้มตำทอด” ยังมีอยู่เต็มลำ สงสัยเพิ่งจะมา

ค่ำแล้ว.. แต่คนยังคึกคักกันอยู่เลย
มีเรือรอนักท่องเที่ยว พาไปทัวร์ทั้งหิ่งห้อยจริง และหิ่งห้อยเทียม

รูปสุดท้าย ก่อนจากตลาดน้ำอัมพวา
หากมีโอกาส คงได้มาอีกแน่ๆ

หลังจากเดินข้ามสะพานกลับมายัง ตำแหน่งที่กระโดดลงจากรถสองแถวแล้ว
รอไม่นาน ก็มีรถสองแถวผ่านมาพอดี
รถสองแถว พากลับมายังแม่กลองอย่างรวดเร็ว
ตอนขาไป นานมาก อาจเป็นเพราะฝนตกกระมัง
หกโมงครึ่ง เดินไปที่ท่ารถตู้
คราวนี้ไม่ยาก เพราะลงจากรถสองแถว ก็เจอท่ารถตู้เลย
จ่ายเงินเรียบร้อย
พี่ที่คิวรถตู้บอก ต้องรอรถ อีก 20 นาที ถึงจะมา
เลยมีเวลา yummy กับโรตี และก๋วยเตี๋ยวน้ำ หน้าคิวรถตู้กันต่อ
หกโมงสี่สิบห้า รถตู้คนนึงก็มาจอด
ด้วยความไว ก็ขึ้นก่อนเลย
เสียบหูฟัง ไอโฟน ตั้งท่าจะฟังเพลงแล้วหลับไปเลย
พี่คนขับ ก็เดินมาบอกว่า “พี่ขอนะครับ นี่เที่ยวสุดท้ายแล้ว ขอนั่งกันแถวละ 4 คนแล้วกัน”
จ๊ากก
เพิ่งจะทุ่มเดียว
คันสุดท้าย
ดีนะ.. ที่ไม่บ้าจี้ รอกลับตอนสองทุ่ม มีหวังได้นอนโฮมสเตย์แถวนี้แน่ๆ
แถวละ 4 คน ก็เอาฟร่ะ รถใหม่ ก็ไม่ได้คับแคบอะไร
จะจ่ายเท่าเดิม ก็ช่าง ขอให้ได้กลับก็แล้วกัน
และแล้ว อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ก็มาถึงอนุสาวรีย์ชัย อย่างปลอดภัย
ไปแวะซื้อเสบียงที่พารากอน แล้วไปซัดโฮกที่บ้านหวานใจต่อ
ฮ่า..ฮ่า
สรุป ทริปนี้ ซัดโฮกเยอะมาก แต่ไม่ค่อยอยู่ท้อง
คือ.. ตอนกินมันอิ่มนะ แต่พอเดินๆ ไปสักพัก มันก็หิวอีก
กลับมายังซัดข้าวหมูแดงกับมาม่าได้ต่อ
อ้อ.. ขนมปังเบเกอรี่อีก
ชั่งน้ำหนักก่อนนอน
+2KG!!
– -“


More Posts


Lemon Time
August 16, 2008

Lemon Time

Le Casbah
August 15, 2008

Le Casbah

Queen Park
August 14, 2008

Queen Park

Seminar MU 2008
August 13, 2008

Seminar MU 2008

The Cave
August 12, 2008

The Cave