จากข่าวปลดล๊อค iPhone เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

จาก Super Sim method มาจนถึง Turbo Sim method

และแล้วพี่หนึ่ง PDA4Thai ก็จัดการเรียบร้อย

จากรูป

จะเห็นได้ว่าใช้ SIM ของ AIS และ Dtac ใช้งานได้ในบ้านเรา

เป็นอันจบข่าว

ใครอยากจะ hack ก็ลุยกันได้เลย

ใครจะรอ ก็น่าจะง่าย ไม่ต้อง hack อีกอย่างก็คือมีข่าวว่า

การจำหน่าย iPhone อย่างเป็นทางการในบ้านเรานั้น

นอกจาก AIS ตามที่ได้ทราบกันแล้ว

ก็อาจจะมีค่ายอื่น แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นค่ายไหน

^______^

 

 

 

Link: www.pda4thai.com


เมื่อวานนี้หลังจากไปลงประชามติมาแล้ว

แวะ IT Mall แว่บนึง

ไปเดินดู Hard Drive ใหม่

แต่หลายร้านปิด

แวะดู iMac ที่ร้านแมคชั้น 4 ก็ยังไม่เห็นรุ่นใหม่

เดินวนไปวนมา

สรุปไม่ได้อะไรเลย

เอิ้ก..เอิ้ก

 

จากนั้นก็กลับมาที่เซนทรัลพระรามสาม

กินเซนเช่นเคย

คราวนี้สั่งปลาดิบพิเศษ กินสั่งลา ปลาโอโทโร่

เพราะจะหมดโปรโมชั่น 31 สิงหาคมนี้แล้ว

หมดไปเกือบสองพัน

 

 

หลังจากอิ่มแล้วก็ไปแวะ B2S กับซีเอ็ด

ได้หนังสือมาเล่มนี้

ช่วงนี้งานยุ่งมาก แต่ก็ยังอยากอ่าน 😛

 

กิกิ สไตรก์ กับปริศนาเมืองบาดาล (Kiki Strike ingside the shadow city)
โดย: เคิร์สเตน มิลเลอร์ / สิริศรา
สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน
พิมพ์ครั้งที่: 1
หมวดหนังสือ: วรรณกรรมเยาวชน
ราคา: 259 บาท
ISBN: 9789749804971
ปก: อ่อน
จำนวนหน้า: 407 หน้า
รายละเอียด:

ร่วมผจญภัยไปกับการสำรวจเมืองใต้ดิน ลึกลงไปใต้มหานครนิวยอร์ก

อนันกา ฟิชเบน สาวน้อยอายุสิบสองปีที่ใช้ชีวิตแบบที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าจืดชืด กำลังจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัยอันตื่นเต้นระทึก เมื่อเธอได้ค้นพบว่า ใต้มหานครนิวยอร์กที่เธออาศัยอยู่นั้น ยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งซ่อนตัวลึกลงไปใต้พิภพ

กิกิ สไตรก์ เพื่อนใหม่ผู้ลึกลับของอนันกาเองก็ล่วงรู้ความลับนี้เช่นกัน ทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อการสำรวจเมืองบาดาล โดยชักชวนสมาชิกจำนวนหนึ่งมาจากกลุ่มลูกเสือหญิง ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นเด็กสาวผู้มีความสามารถเฉพาะทาง
อาทิ นักเคมีที่สามารถทำระเบิดได้จากสารเคมีรอบตัว หรือนักปลอมแปลงโฉม ซึ่งในสี่ปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอเลย ติดตามการผจญภัยสำรวจเมืองบาดาลไปพร้อมกับสมาคมคนพิเศษ
ซึ่งนำโดยกิกิ สไตรก์… บุคคลอันตรายผู้ดำเนินแผนการทุกอย่างเพื่อเป้าหมายลึกลับที่ไม่มีใครคาดคิด


เมื่อวานนี้ไปลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ ที่บ้าน

ตัดสินใจเลือกที่จะเดินทางด้วย MRT

 

 

ที่สถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ปกติ จะมีงานเกือบทุกเสาร์-อาทิตย์

คนจะเยอะนิดนึง

แต่เมื่อวานนี้คนโล่งมาก

ไฟสว่างมากด้วย

 

พอไปถึงตรงทางเข้า

ทุกทางก็ไฟเขียวหมด

เอิ้ก..เอิ้ก

 

 

ในใจก็นึกว่าเครื่องเสีย ก็เลยเดินไปอีกทางนึง

ทางที่ปกติเป็นทางออก

ก็กลับเป็นไฟเขียวเช่นเดียวกัน

 

 

เดินวนไปวนมาสองรอบ

วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่นั่นแหละ

พนักงานก็บอกให้เข้าไปเลย

ไม่บอกเหตุผลอีก

 

ตอนเดินเข้าไปอีกรอบ

ที่หน้าจอ (ที่บอกว่าบัตรเหลือมูลค่าเท่าไหร่อ่ะ)

มันเขียนไว้ว่า “กรุณาออกจากสถานีนี้”

 

แมวดื้อก็ตกใจ

นึกว่าเหตุการณ์ไม่ดี

แต่ด้วยความที่มีคนเดินนำไป ก็เลยเดินตาม

 

สรุป

กว่าจะรู้ว่าให้บริการฟรีถึง 5 โมงเย็น

ก็เกือบหน้าแตกไปแถมพนักงานแล้ว

แมวดื้อก็ไม่คิดว่าในวันให้ลงประชามติ

จะให้บริการฟรีนี่นา

 

 

 

ขากลับ มาถึงสถานีลาดพร้าวหลังห้าโมงเย็น

อดฟรีเลย 😛

 

มีเสียงประกาศแจ้งว่า

ท่านที่ไม่ได้เสียค่าบริการจะอยู่ในระบบได้อีกจนถึง 6 โมงเย็น

หากพ้นจากกำหนด ต้องเสียค่าบริการคนละ 39 บาท

เออ…นั่น

ถ้าหากเค้าขึ้นแค่สถานีเดียวหล่ะ

 

 

 

 


 

 

สัปดาห์นี้ไม่ได้ดูคอนเสิร์ต AF4 หล่ะ

ด้วยเหตุผลส่วนตัว

1.ไม่ชอบเพลง

2.ไม่เหลือใครให้เชียร์แล้ว

3.ขี้เกียจ

4.ทำเว็บอยู่

สรุป..ได้ 4 ข้อ แปลว่าไม่ได้ดู 😛

 

 ผลโหวต ตี๋ V.12 ออกจากบ้านไป

 

 

เหลือ 5 คนแล้ว

ต่อไปก็คงดูแบบ ถ้าเพลงดี ก็คงดู

รอฟังเพลง album จาก AF4 ดีกว่า

 

แอบไปจิ๊กรูปจากเว็บพี่มิคมาหล่ะ

เอิ้ก..เอิ้ก

 

 


หลายวันก่อน แมวดื้อเข้าไปยังเว็บไซต์ร้านอาหารฟูจิโดยบังเอิญ

มีเกร็ดความรู้อยู่พอสมควร

หยิบมาใส่ blog เลยดีกว่า

อิอิ

ตอนแรก

ว่ากันด้วย

…ซูชิ…

ว่าแต่… ขอแก้ “ภาษา” หน่อยนะ เห็นแล้วทนไม่ได้

ภาษาไทยวันละคำ… อักษรเสีียงต่ำ จะมีวรรณยุกต์ได้เพียง ไม้เอก ไม้โท เท่านั้น

คำว่า “ไม๊” จึงมีรูปภาษาที่ผิด ถ้าจะใช้ภาษาวัยรุ่นจริงๆ ใช้ “มั้ย” ยังดูดีกว่าอีก เพราะออกเสียงสั้น

😉

 

มารู้จัก “ซูชิ” กันเถอะ

“ซูชิ”ได้ยินคำนี้แล้วท้องร้องขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ

แต่รู้ไหมครับว่า.. มีหลายคนที่เข้าใจความหมายของซูชิผิดไป ซึ่งก็เป็นเพราะต้นกำเนิดของมันนั่นเองครับ

ซูชิ มีวิวัฒนาการมาก่อนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว เกิดจากความต้องการถนอมอาหารของคนญี่ปุ่น เอ…ใครก็ไม่รู้นะครับ เขานำปลาดิบที่ล้างจนสะอาด แล้วมาหมักกับเกลือและส่วนผสมต่างๆ และรอจนได้ที่จากนั้นก็นำปลาดิบที่หมักเสร็จแล้ว มารับประทานพร้อมกับข้าว

นี่เองที่ทำให้หลายๆ คนเข้าใจไปว่า ซูชิ คือปลาดิบ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดครับ อันที่จริง ซาซิมิ (Sashimi) ต่างหากที่คือปลาดิบ และ ซูชิ (Sushi) หมายถึง การรวมกันระหว่างปลากับข้าวครับ

แล้วรู้ไหมครับว่า.. มีผู้ที่คิดค้นสูตรการทำซูชิขึ้นใหม่ ซึ่งคล้ายคลึงกับซูชิที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ พ่อครัวหัวใสชื่อ คุณโยเฮอิ(Yohei) เขาคิดขึ้นมาตอนประมาณศตวรรษที่ 18 โน่นแหนะครับ… เลยทำให้เราได้กินของอร่อยๆ อีกแบบ… ถึงจะดิบแต่สะอาดถูกหลักอนามัย… ต้องขอบคุณจริงๆเลยครับ

ซูชิในอดีต มี 2 รูปแบบครับ คือ

1.รูปแบบคันไซ (Kansai Style) มาจากจังหวัดโอซาก้า (Osaka) ที่เป็นเมืองสำคัญทางการค้ามาเนิ่นนานแล้ว และมีชื่อเสียงด้านการค้าข้าวด้วยนะครับ และปัจจุบันเรารู้จักซูชิแบบนี้กันในชื่อ “โอชิซูชิ” ครับ

2.รูปแบบเอโดะ (Edo Style)มาจากโตเกียว ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเอโดะอันรุ่งเรืองในอดีตไงล่ะครับ และเป็นที่มาของ “นิงิริซูชิ” ที่แพร่หลายไปทั่วโลกเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด

ไหนๆก็รู้ที่มากันแล้ว มารู้จักซูชิในปัจจุบันกันต่อเลยนะครับ

นับตั้งแต่คุณโยเฮอิคิดซูชิรูปแบบใหม่ขึ้นมาได้ ซูชิก็เลยเป็นที่นิยมไปทั่ว ไม่ใช่เฉพาะคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่รับประทานกัน ตอนนี้มันกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกซะแล้วล่ะครับ สำหรับในเมืองไทยก็มีแน่นอนครับ ไม่ใช่แค่ในร้านใหญ่ๆ เท่านั้นนะครับ ตามศูนย์อาหารหรือในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งก็มีด้วยครับ ก็เพราะความอร่อย กินง่ายเพราะส่วนใหญ่เขาทำเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วก็เหมาะกับทุกฤดูกาลนั่นแหละ ไม่ว่าอากาศจะเป็นยังไง ซูชิก็ยังดีต่อสุขภาพอยู่นั่นเอง

ซูชิมีหลายชนิดครับ ที่เราคุ้นเคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ่อยๆ มี 4 แบบ ครับ
แบบแรก “นิงิริซูชิ” (Nigiri Sushi) คือ ข้าวเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก ฯลฯ ไว้ข้างบน อาจจะเสริมรสหรือตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเลก็ได้ ซูชิแบบนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดเลยครับ แล้วถ้าพูดถึงซูชิทั่วๆ ไปก็จะหมายถึง นิงิริซูชินี่แหละครับ

ซูชิอีกแบบที่คุ้นมาก ก็คือ “มากิซูชิ” (Maki Sushi) มีวิธีทำตั้ง 3 อย่างแหนะ อย่างแรกก็ม้วนข้าวไว้ด้านใน อย่างที่สองก็ม้วนกลับด้านเอาข้าวไว้ข้างนอก และอย่างที่สามห่อเป็นรูปกรวยครับ ดูแล้วสนุกดีจัง แล้วผมก็สรุปเอาเองเรียกว่าข้าวห่อสาหร่าย…เข้าใจง่ายดีใช่ไหมครับ

ส่วนแบบที่ ทำง่ายที่สุด คือ “ชิราฌิซูชิ” (Chirashi Sushi) ก็แค่เอาพวกเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก กุ้ง ผัก ฯลฯ ที่หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่องเท่านั้นเอง

แบบสุดท้าย “โอชิซูชิ”(Oshi Sushi) หรือรูปแบบคันไซจากเมืองโอซาก้าไงครับ ซูชิแบบนี้ ก็เอาข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาว หั่นขนาดพอดีให้รับประทานเป็นคำๆ แล้ววางเนื้อปลาไว้ด้านบน เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ

อ้อ…ผมลืมบอกไป หลายคนอาจจะไม่ทันสังเกตว่าข้าวในซูชิมีการปรุงรสด้วยนะครับ ก็ ใส่น้ำส้ม เกลือ น้ำตาล ทำให้รสชาติออกหวานๆ เปรี้ยวๆ และเค็มเล็กน้อยครับ แล้วพอจิ้มโชยุกับวาซาบิ อื่ม…ไปกันเลยดีไม๊ครับ

Link: www.fuji.co.th


More Posts


PaPaPond
August 17, 2007

PaPaPond

Patcha’s Diary: behind the scene
August 16, 2007

Patcha’s Diary: behind the scene

ModMyiPhone iPhone Skinner
August 16, 2007

ModMyiPhone iPhone Skinner

Pict Mix: Patcha
August 14, 2007

Pict Mix: Patcha

Concert: Patcha 6 My Miracle My Soul pict.
August 14, 2007

Concert: Patcha 6 My Miracle My Soul pict.